hrกฎหมายกฏหมายแรงงานคลินิกกฎหมายแรงงานฎีกาคดีแรงงานทนายคดีแรงงานนายจ้างลูกจ้างวิทยากรกฎหมายแรงงานลูกจ้างรับเองว่าทำผิด ทำไมศาลยังสั่งให้รับกลับเข้าทำงาน แถมต้องจ่ายค่าเสียหาย?
เวลาบริษัทโทรมาปรึกษาเรื่องการสอบสวนพนักงาน มีประโยคหนึ่งที่ได้ยินแล้วคนพูดมักจะมั่นใจมากเป็นพิเศษว่า “เคสนี้ชัดค่ะอาจารย์ เขารับเองเลยว่าทำผิด” ฟังดูแล้วก็น่าจะจบจริงค่ะ คนทำเป็นคนยอมรับเองเสียขนาดนั้น จะต้องพิสูจน์อะไรกันอีก แต่ถ้าบริษัทกำลังจะเอาคำรับนั้นไปใช้ลงโทษ โดยเฉพาะกำลังจะเปลี่ยนจากคำว่า “ทำผิด” ไปเป็น “ทุจริตต่อหน้าที่” อยากให้เปิดบันทึกถ้อยคำกลับมาอ่านอีกสักรอบ เพราะคำว่า “ยอมรับว่าทำ” กับ “ยอมรับว่าทุจริต” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน มีคดีหนึ่งเกิดขึ้นกับพนักงานเก็บค่าโดยสารรถโดยสารประจำทาง พนักงานตรวจการตรวจพบว่า พนักงานเก็บค่าโดยสารตัดตั๋วให้ผู้โดยสารขาดไป 2 ใบ เมื่อถูกเรียกไปให้ถ้อยคำต่อผู้บังคับบัญชา เจ้าตัวก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น และถึงกับให้ถ้อยคำเป็นหนังสือว่า “ยอมรับว่าได้ทำผิดจริง” ถ้าเป็นฝ่ายบุคคลแล้วมีเอกสารฉบับนี้อยู่ในมือ ก็คงรู้สึกว่าหลักฐานสวยอยู่เหมือนกันค่ะ พนักงานตรวจการก็ตรวจพบ ตัวพนักงานเองก็ยอมรับเป็นหนังสือว่าได้ทำผิดจริง เหลืออะไรให้สอบอีก แต่ปัญหาอยู่ตรงที่คำรับนั้นยังมีข้อความต่อไปอีก ลูกจ้างอธิบายว่า เหตุที่ตัดตั๋วขาดไป 2 ใบ เป็นเพราะ รีบมากจึงลืม ตรงนี้เรื่องเปลี่ยนทันทีค่ะ เพราะบริษัทไม่ได้กำลังกล่าวหาลูกจ้างเพียงว่า “ตัดตั๋วไม่ครบ” แต่กล่าวหาว่าเขา ทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งคำอธิบายว่า “รีบจึงลืม” แม้อาจฟังขึ้นหรือไม่ขึ้นก็ตาม อย่างน้อยที่สุดก็หมายความว่า ลูกจ้างยังปฏิเสธอยู่ว่าตนมีเจตนาทุจริต นายจ้างในคดีนั้นมองว่า เมื่อลูกจ้างรับเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาแล้วว่าได้ทำผิดจริง ก็ถือเป็นกรณีความผิดปรากฏชัดแจ้ง จึงไล่ออกจากงานฐานทุจริตต่อหน้าที่โดยไม่ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ เรื่องไปถึงศาลฎีกา และกลายเป็น...










