Please wait ...

 
บริษัทไม่ได้ไล่ออกนะคะ แค่ไม่ให้มาทำงาน

ประโยคนี้ได้ยินบ่อยเหมือนกันค่ะ โดยเฉพาะเวลาบริษัทกำลังมีปัญหากับพนักงานบางคน แต่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลิกจ้างหรือจะจัดการอย่างไร จึงเลือกวิธีที่ดูเหมือนปลอดภัยที่สุดก่อน คือ “ให้หยุดมาทำงานไปก่อน” บางแห่งให้ส่งมอบงาน คืนทรัพย์สิน ปิดสิทธิ์เข้าระบบ หรือไม่ต้องเข้าบริษัท แต่ยังจ่ายเงินเดือนตามปกติ แล้วค่อยพิจารณากันอีกทีว่าจะเอาอย่างไรต่อ พอลูกจ้างบอกว่า “นี่คือการเลิกจ้าง” บริษัทบอกงงค่ะ เพราะในมุมบริษัท หนังสือเลิกจ้างก็ไม่ได้ออกนะ แค่ให้พักแบบไม่มีกำหนด แต่ในทางกฎหมาย คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่า มีหนังสือชื่อว่า “หนังสือเลิกจ้าง” หรือไม่ เพียงอย่างเดียว พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 118 ให้นิยาม “การเลิกจ้าง” ครอบคลุมถึงการกระทำที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้าง ไม่ว่าจะเป็นเพราะสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่น เพราะฉะนั้นเวลามีข้อพิพาท ศาลจึงต้องดูข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ทั้งหมด ไม่ใช่ดูแค่ชื่อเอกสาร ในทางกลับกัน ก็ไม่ได้หมายความว่า นายจ้างบอกให้หยุดทำงานเมื่อไร = เลิกจ้างเมื่อนั้น เสมอไปเช่นกัน หากบริษัทยังไม่ได้แสดงเจตนาให้ความสัมพันธ์ในการจ้างสิ้นสุด ยังจ่ายค่าจ้าง ยังคงสถานะลูกจ้าง และการหยุดปฏิบัติงานเป็นมาตรการชั่วคราวที่มีเหตุและมีขั้นตอนรองรับ ข้อเท็จจริงก็ต้องพิจารณาอีกแบบหนึ่ง นี่จึงเป็นเรื่องที่บริษัทไม่ควรทำแบบครึ่งๆ กลางๆ ค่ะ ถ้าจำเป็นต้องให้ลูกจ้างหยุดปฏิบัติงานระหว่างสอบสวน ส่งมอบงาน หรือระหว่างพิจารณาการจัดวางตำแหน่งใหม่ ควรทำเอกสารให้ชัดว่า บริษัทกำลังทำอะไร เพราะเหตุใด ระหว่างนั้นสถานะการจ้างและค่าจ้างเป็นอย่างไร...

“เขาก็ยอมเซ็นแล้วนี่คะ” แต่… เซ็นไม่ได้แปลว่านายจ้างทำอะไรก็ได้

มีเอกสารประเภทหนึ่งที่เวลาได้รับจากลูกค้าแล้ว มักจะได้ยินประโยคตามมาด้วยความมั่นใจประมาณหนึ่งว่า “แต่เขาเซ็นแล้วนะคะทนายฝ้าย” บางครั้งเป็นหนังสือยินยอมลดเงินเดือน บางครั้งเป็นการเปลี่ยนตำแหน่ง เปลี่ยนค่าตอบแทน เปลี่ยนเวลาทำงาน หรือข้อตกลงบางอย่างที่บริษัทอยากให้ลูกจ้างรับเงื่อนไขใหม่ ฝ่าย HR ก็ไม่ได้ทำกันลอย ๆ นะคะ เรียกลูกจ้างมาคุย อธิบายเหตุผล ทำเอกสารเรียบร้อย และที่สำคัญที่สุดคือมีลายเซ็นของลูกจ้างอยู่ท้ายกระดาษ พอเห็นลายเซ็น หลายบริษัทจึงรู้สึกว่าเรื่องจบแล้ว “เขาก็ยอมเซ็นเองนี่คะ” ประโยคนี้ไม่ผิดเสียทีเดียวค่ะ แต่ก็อย่าเพิ่งรักลายเซ็นจนเกินไป เพราะเวลามีข้อพิพาทกันจริง สิ่งที่ต้องดูไม่ได้มีเพียงว่า “กระดาษมีลายเซ็นหรือเปล่า” แต่ต้องดูต่อว่า “เขาเซ็นอะไร” “สิ่งที่เซ็นมีผลอย่างไร” และ “ข้อเท็จจริงก่อนและหลังเซ็นเป็นอย่างไร” มีฎีกาเรื่องหนึ่งที่ตรงกับเรื่องนี้และน่าเอามาเล่ามาก คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1921/2545 คดีนี้นายจ้างประสบปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจและต้องการลดค่าจ้างพนักงาน ซึ่งค่าจ้างเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง นายจ้างจึงไม่สามารถคิดจะลดก็ลดฝ่ายเดียวได้ แต่ที่น่าสนใจคือศาลไม่ได้วางหลักว่าการเปลี่ยนแปลงจะทำได้เฉพาะเมื่อมีหนังสือที่ลูกจ้างลงชื่อว่า “ข้าพเจ้ายินยอม” เท่านั้น ศาลวินิจฉัยว่า นายจ้างกับลูกจ้างอาจตกลงกันเป็นหนังสือ หรือโดยปริยาย ให้เปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างได้ และในคดีนั้นหลังจากนายจ้างแจ้งเรื่องลดเงินเดือนแล้ว ลูกจ้างไม่คัดค้านและรับเงินเดือนในอัตราใหม่ตลอดมา ศาลจึงถือว่ามีการตกลงโดยปริยายให้นายจ้างลดค่าจ้างได้ ฎีกานี้น่าสนใจตรงที่มันทำให้เรื่อง “ลายเซ็น” กลับด้านเลยค่ะ บางครั้ง ไม่มีลายเซ็น แต่พฤติการณ์อาจแสดงถึงการตกลงยินยอมได้ ขณะที่อีกคดีหนึ่ง ถ้ามีลายเซ็นอยู่จริง...

ก็จ่ายค่าตกใจให้แล้วไง ยังจะเอาอะไรอีก?

มีลูกจ้างอยู่ประเภทหนึ่งที่ทำให้นายจ้างงงได้มากเป็นพิเศษ คือคนที่เข้ามาทำงานได้ไม่นาน บางคนยังอยู่ในช่วงทดลองงานด้วยซ้ำ บริษัทเห็นว่าไปต่อกันไม่ได้จึงตัดสินใจเลิกจ้าง ฝ่ายบุคคลก็ไม่ได้ชะล่าใจนะคะ รู้ว่าคำว่า “ทดลองงาน” ไม่ได้แปลว่าจะเรียกเข้าห้องแล้วบอกว่า “พรุ่งนี้ไม่ต้องมาแล้ว” โดยไม่ต้องดูอะไร บริษัทจึงคำนวณค่าจ้างให้ถึงวันสุดท้าย และเมื่อไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกำหนดก็จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือที่ชอบเรียกกันติดปากว่า “ค่าตกใจ” ให้เรียบร้อย นายจ้างจำนวนไม่น้อยคิดว่าตรงนี้คือจบแล้วค่ะ จ่ายเงินครบแล้ว ไม่ได้ค้างค่าจ้าง ไม่ได้หนีค่าตกใจ ลูกจ้างเองก็เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นาน จะมีอะไรให้ฟ้องกันอีก แล้ววันหนึ่งหมายศาลก็มาถึง ลูกจ้างไม่ได้ฟ้องว่าบริษัทไม่จ่ายค่าตกใจ แต่ฟ้องว่า บริษัทเลิกจ้างเขาโดยไม่เป็นธรรม คำถามที่ตามมาจึงเป็นประโยคที่ได้ยินแล้วเข้าใจความรู้สึกนายจ้างมากค่ะ “เดี๋ยวนะฝ้าย ก็จ่ายค่าตกใจให้แล้วไง ยังจะเอาอะไรอีก?” เอาคนละเรื่องกันค่ะ นี่เป็นจุดที่กฎหมายแรงงานชวนให้สับสน เพราะเหตุการณ์มีเพียงเหตุการณ์เดียวคือ “บริษัทให้ลูกจ้างออก” แต่กฎหมายอาจหยิบเหตุการณ์เดียวกันขึ้นมาถามหลายคำถาม และเงินแต่ละก้อนก็ไม่ได้เกิดจากเงื่อนไขเดียวกันเสียด้วย เริ่มจาก ค่าชดเชย ก่อน หากลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบ 120 วันและถูกนายจ้างเลิกจ้าง โดยไม่เข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด ลูกจ้างจึงเข้าสู่สิทธิค่าชดเชยตามมาตรา 118 โดยจำนวนค่าชดเชยจะขึ้นอยู่กับอายุงานตามช่วงที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น ถ้าเพิ่งทำงานไม่ถึง 120 วัน ประเด็นค่าชดเชยก้อนนี้อาจยังไม่เกิด แต่ไม่ได้หมายความว่า “ไม่ครบ 120 วัน =...

เพิ่งมาทำงาน 7 วันเอง เอาออกวันนี้เลยได้ไหม?

มีประโยคหนึ่งที่ได้ยินจากฝั่งนายจ้างอยู่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะเวลารับพนักงานใหม่เข้ามาแล้วรู้ตัวอย่างรวดเร็วว่า “ไม่น่าจะใช่” บางรายยังไม่ทันได้รับเงินเดือนงวดแรกด้วยซ้ำ หัวหน้าก็เดินมาบอก HR แล้วว่า “คนนี้ไม่โอเค เอาออกเลยได้ไหม เพิ่งทำงานมาอาทิตย์เดียวเอง ไม่น่าต้องจ่ายอะไรหรอก” ฟังเผิน ๆ ก็มีเหตุผลค่ะ เพราะเมื่ออายุงานเพิ่ง 7 วัน หลายคนจะนึกถึงเกณฑ์ 120 วันของค่าชดเชย แล้วสรุปต่อทันทีว่า เมื่อยังไม่ถึง 120 วัน การให้ลูกจ้างออกก็น่าจะไม่มีเงินอะไรต้องจ่ายอีก ปัญหาคือ กฎหมายสองเรื่องกำลังถูกเอามารวมกันเป็นเรื่องเดียว กล่าวคือ “ค่าชดเชย” กับ “สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า” ซึ่งไม่ได้ใช้เงื่อนไขเดียวกัน การที่ลูกจ้างซึ่งทำงานยังไม่ครบ 120 วันโดยหลักยังไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามมาตรา 118 ไม่ได้ตอบคำถามต่อว่า นายจ้างจะบอกให้ลูกจ้างกลับบ้านวันนี้และให้สัญญาจ้างสิ้นสุดวันนี้โดยไม่ต้องรับผิดเรื่องการบอกกล่าวล่วงหน้าได้หรือไม่ เพราะหากเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ก็ยังต้องกลับไปพิจารณาหลักเรื่องการบอกเลิกสัญญาอยู่ดี ที่สำคัญ คำว่า “ทดลองงาน” ก็ไม่ได้ทำให้หลักนี้หายไป แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8800/2547 เป็นตัวอย่างที่ดี คดีนั้นมีการกำหนดทดลองงาน 120 วัน แต่เงื่อนไขของสัญญายังเปิดทางให้นายจ้างพิจารณาบรรจุหรือให้ทดลองงานต่อได้ ศาลจึงพิจารณาว่าสัญญาดังกล่าวมิใช่สัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดแน่นอน และเมื่อเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา การเลิกจ้างเพราะไม่ผ่านทดลองงานก็ยังต้องพิจารณาเรื่องการบอกกล่าวล่วงหน้า...

ลูกจ้างไม่เซ็นหนังสือเตือน แล้วนายจ้างไปต่ออย่างไร?

เรื่องลูกจ้างไม่ยอมเซ็นหนังสือเตือนเป็นเรื่องที่ได้ยินบ่อยมากค่ะ และสิ่งที่น่าสนใจคือ ทุกวันนี้ลูกจ้างจำนวนไม่น้อยรู้เรื่องนี้กันดีแล้วเสียด้วย เวลาถูกเรียกเข้าห้องประชุม HR วางหนังสือเตือนลงตรงหน้า ลูกจ้างอ่านจนจบแล้วเลื่อนกระดาษกลับมา “ไม่เซ็นค่ะ เพราะไม่ยอมรับว่าทำผิด” บางคนรู้ด้วยว่าการไม่เซ็นไม่ได้ทำให้ตัวเองมีความผิดเพิ่มขึ้นมา และกฎหมายก็ไม่ได้เขียนว่าลูกจ้างมีหน้าที่ต้องลงลายมือชื่อในหนังสือเตือนทุกฉบับ แต่พอลูกจ้างไม่เซ็น คนที่เริ่มมึนกลับเป็นนายจ้างค่ะ “ถ้าเขาไม่เซ็น หนังสือเตือนยังใช้ได้ไหม” “ต้องออกใหม่หรือเปล่า” “ให้หัวหน้าเซ็นแทนได้ไหม” หรือที่เคยได้ยินแล้วต้องรีบห้ามก่อนเลยคือ “ถ้าอย่างนั้นออกหนังสือเตือนอีกใบได้ไหม ฐานไม่ยอมเซ็นใบแรก” ใจเย็นก่อนค่ะ เดี๋ยวจากหนังสือเตือนหนึ่งใบจะงอกออกมาเป็นสองใบโดยไม่จำเป็น ปัญหานี้จริง ๆ ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด เพียงแต่ต้องกลับมาดูว่า กฎหมายต้องการอะไรจากหนังสือเตือนกันแน่ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) วางหลักไว้ว่า ในกรณีที่ลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม หากไม่ใช่กรณีร้ายแรง นายจ้างต้องตักเตือนเป็นหนังสือก่อน โดยหนังสือเตือนมีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำผิด แต่ในบทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้กำหนดว่า หนังสือเตือนจะมีผลได้ต่อเมื่อลูกจ้างลงลายมือชื่อรับทราบเท่านั้น เรื่องนี้มีแนว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6251/2534 รองรับ โดยหลักสำคัญของคดีคือ เมื่อนายจ้างได้ออกหนังสือเตือนและแจ้งให้ลูกจ้างทราบแล้ว การที่ลูกจ้างไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบ ไม่ได้ทำให้หนังสือเตือนนั้นเสียผลไปเพียงเพราะไม่มีลายมือชื่อของลูกจ้าง เพราะฉะนั้น เวลาลูกจ้างบอกว่า “ไม่เซ็นค่ะ” สิ่งที่ HR...

ข้าไม่ไว้ใจเจ้าอีกต่อไป

ช่วงนี้ทนายยังอินกับหนังจีนแนวตั้งไม่เลิกค่ะ ลูกเพจก็ทนกันอีกสักพัก เพราะดูไปดูมา หลายประโยคในหนังจีนมันเอามาอธิบายกฎหมายแรงงานได้อย่างไม่น่าเชื่อ อย่างประโยคที่ฮ่องเต้หรือท่านอ๋องชอบพูดกับคนที่เคยไว้ใจว่า “ข้าไม่ไว้ใจเจ้าอีกต่อไป” ในหนังจีน ประโยคนี้พูดจบก็มักมีคนถูกปลด ถูกขับออกจากจวน หรืออย่างน้อยก็ต้องคุกเข่าร้องขอชีวิต แต่ในโลกของการจ้างงาน คำว่า “หมดความไว้วางใจ” มีรายละเอียดมากกว่านั้น เพราะนายจ้างอาจมีเหตุอันสมควรที่จะไม่ไว้วางใจลูกจ้างจนไม่ประสงค์จะให้ทำงานต่อจริง แต่การมีเหตุสมควรที่จะเลิกจ้าง กับการมีเหตุที่จะไม่จ่ายค่าชดเชย เป็นคนละคำถามกัน ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2036/2533 ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวกับพฤติการณ์ของลูกจ้างที่นายจ้างเห็นว่าไม่น่าไว้วางใจและส่อไปในทางทุจริตโดยหวังผลประโยชน์ ศาลวินิจฉัยในสาระสำคัญว่า เมื่อนายจ้างมิได้กล่าวหาว่าลูกจ้างกระทำการทุจริตโดยตรง แต่อ้างถึงพฤติการณ์ที่ทำให้ไม่น่าไว้วางใจ นายจ้างจึงไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ให้ถึงขั้นว่าลูกจ้างได้กระทำการทุจริตจริง และเมื่อมีพฤติการณ์อันเป็นเหตุให้นายจ้างไม่ไว้วางใจ การเลิกจ้างจึงมีเหตุสมควรและไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม แต่ประเด็นสำคัญของเรื่องอยู่ตรงนี้ค่ะ การที่นายจ้างมีเหตุอันสมควรที่จะเลิกจ้าง ไม่ได้หมายความต่อไปโดยอัตโนมัติว่า ลูกจ้างจะต้องหมดสิทธิได้รับค่าชดเชยด้วย เพราะการจะไม่จ่ายค่าชดเชยต้องพิจารณาต่อไปอีกชั้นหนึ่งว่า การกระทำนั้นเข้าเหตุยกเว้นตามกฎหมายหรือไม่ พูดง่าย ๆ คือ ในทางบริหาร นายจ้างอาจมาถึงจุดที่พูดได้ว่า “พอแล้ว เราไม่สามารถไว้วางใจให้คุณทำงานในตำแหน่งนี้ต่อไปได้” และเหตุที่เกิดขึ้นอาจหนักแน่นพอที่จะทำให้การเลิกจ้างนั้นเป็นธรรม แต่เมื่อจะก้าวไปอีกขั้นว่า “และบริษัทจะไม่จ่ายค่าชดเชยด้วย” ตรงนี้ต้องมีฐานทางกฎหมายรองรับอีกต่างหาก จะใช้เพียงความรู้สึกว่าไม่ไว้วางใจมาแทนองค์ประกอบของกฎหมายไม่ได้ นี่จึงเป็นเรื่องที่ฝ่าย HR และนายจ้างควรระวังมาก เพราะคำว่า “เลิกจ้างได้” “เลิกจ้างเป็นธรรม” และ “เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย” ไม่ใช่คำเดียวกัน...

เมื่อการให้โอกาสในทาง HR อาจกลายเป็นการสละเหตุลงโทษในทางกฎหมาย

ช่วงนี้ดูหนังจีนแนวตั้งเยอะมาก จนพบว่า Netflix ก็ทดแทน feeling นี้ไม่ได้จริง ๆ เพราะหนังจีนแนวตั้งมีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่ง คือทำให้คนคนเดียวถูกใส่ร้าย แต่งงาน หย่า ตกอับ กลับมาแก้แค้น และพบว่าตัวเองเป็นทายาทมหาเศรษฐีได้ ในเวลาที่เรายังกินข้าวไม่หมดจาน แล้วก็มีประโยคหนึ่งที่ได้ยินบ่อยมาก “ข้าให้โอกาสเจ้าแล้ว” ในหนัง ประโยคนี้ฟังดูน่ากลัว เพราะมักหมายความว่าโอกาสของเจ้าหมดแล้ว และอีกไม่กี่ฉากข้างหน้าคงมีใครสักคนต้องคุกเข่า แต่ในกฎหมายแรงงาน ประโยคนี้น่าสนใจกว่านั้น เพราะบางครั้งคนที่ต้องระวังผลจากการ “ให้โอกาส” กลับเป็นฝ่ายนายจ้างเอง ในมุมของการบริหารทรัพยากรบุคคล การให้โอกาสพนักงานไม่ใช่เรื่องผิด ตรงกันข้าม หลายครั้งเป็นสิ่งที่ควรทำด้วยซ้ำ คนทำงานย่อมมีวันที่ทำผิดพลาด การบริหารคนไม่จำเป็นต้องลงโทษทุกความผิดด้วยมาตรการที่รุนแรงที่สุดทันที ผู้บริหารอาจเลือกเรียกมาคุย ให้คำแนะนำ ตักเตือน ให้เวลาปรับปรุง หรือแม้แต่เห็นว่าความผิดครั้งนั้นยังไม่ถึงขนาดที่จะต้องลงโทษ เพราะยังอยากรักษาคนและอยากเห็นเขาแก้ไขตัวเอง ทั้งหมดนี้เข้าใจได้ในโลกของ HR แต่สิ่งที่ต้องแยกออกจากกันให้ชัด คือ “การให้โอกาสในทางบริหารงานบุคคล” กับ “การสงวนสิทธิที่จะนำความผิดนั้นกลับมาลงโทษในทางกฎหมายแรงงาน” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ปัญหามักเกิดขึ้นตรงนี้ บางบริษัทพบว่าพนักงานทำผิด สอบข้อเท็จจริงแล้วก็รู้ว่าผิด แต่ผู้บริหารยังไม่อยากลงโทษ จึงบอก HR ว่า “เก็บเรื่องนี้ไว้ก่อน” บางแห่งทำหนังสือบันทึกพฤติกรรมไว้...

เฟยก็คือเฟย กุ้ยเฟยก็คือกุ้ยเฟย น้อยกว่าคำเดียวก็ต่ำกว่าหนึ่งขั้น

ช่วงนี้ดูหนังจีนแนวตั้งเยอะมากค่ะ เยอะจนรู้สึกว่า Netflix ก็ทดแทน feeling นี้ไม่ได้ เพราะหนังประเภทนี้มีเสน่ห์บางอย่างที่ต้องเป็นมันเท่านั้น ทั้งการแก้แค้นที่รอไม่ได้แม้แต่ตอนหน้า คนที่เมื่อห้านาทีก่อนยังถูกทั้งบ้านเหยียดหยาม อีกห้านาทีต่อมามีคนมาคุกเข่าเรียก “คุณหนู” และที่ขาดไม่ได้คือระบบลำดับชั้นที่จริงจังเสียจนบางครั้งคนดูก็ต้องตั้งใจจำว่า ตกลงใครใหญ่กว่าใคร มีประโยคหนึ่งที่ได้ยินแล้วชอบมากว่า “เฟยก็คือเฟย กุ้ยเฟยก็คือกุ้ยเฟย ต่างกันชั้นเดียวก็คือต่าง” ความหมายง่ายๆ คือ ต่อให้ชื่อใกล้กันแค่ไหน ลำดับต่างกันเพียงขั้นเดียว สถานะก็ต่างกันอยู่ดี ฟังแล้วก็นึกถึงโลกบริษัท เพราะที่ทำงานของเราก็มีลำดับไม่แพ้ในวัง ตั้งแต่ Officer ขึ้นไป Senior Officer, Supervisor, Assistant Manager, Manager, Senior Manager, Director และอีกสารพัดตำแหน่งที่บางครั้งเพียงเติมคำว่า Senior เข้าไปคำเดียว เงินเดือน อำนาจ และโต๊ะประชุมที่ได้นั่งก็อาจเปลี่ยนไปแล้ว แต่เรื่องน่าสนใจคือ หลักของหนังจีนประโยคนี้ เอามาใช้กับกฎหมายแรงงานตรงๆ ไม่ได้ มีคดีหนึ่งตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3104-3105/2563 ลูกจ้างไม่ได้มีตำแหน่งเล็ก ๆ เลย เขาเป็นถึง ผู้จัดการอาวุโส (Senior...

อาหารกินมั่วๆ ได้ แต่คำพูดพูดมั่วๆ ไม่ได้

เขียนว่า “ใบเตือน” แล้ว เป็นหนังสือเตือนตามกฎหมายจริงหรือ? ในหนังจีนแนวตั้ง เวลามีใครกล่าวหาอะไรอีกฝ่ายขึ้นมาลอยๆ เรามักได้ยินประโยคสวนกลับที่คุ้นหูว่า “อาหารกินมั่วๆ ได้ แต่คำพูดพูดมั่ว ๆ ไม่ได้” ฟังตอนดูก็เป็นเพียงประโยคติดหู แต่พอนึกถึงงานกฎหมายแรงงานขึ้นมา ประโยคนี้กลับเหมาะกับเอกสารชนิดหนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ นั่นคือ “หนังสือตักเตือน” มีคดีหนึ่งตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5222/2545 ลูกจ้างทำงานเป็นพนักงานขับรถบรรทุก วันหนึ่งเวลาประมาณ 14.00 น. นายจ้างสั่งให้ขับรถไปรับสินค้าที่อาคารเกษรพลาซ่า บริเวณสี่แยกราชประสงค์ แต่ระหว่างทางลูกจ้างเห็นว่าเหลือเวลาอีกประมาณ 43 นาที ก็จะถึงช่วงเวลาห้ามรถบรรทุกแล่นในเขตกรุงเทพมหานคร จึงตัดสินใจนำรถกลับสำนักงานเสียก่อน การเอารถกลับไม่ใช่ปัญหาเพียงอย่างเดียว เพราะบริษัทมีระเบียบกำหนดไว้ว่า หากพนักงานขับรถไม่สามารถไปถึงจุดหมายได้ทันเวลาและจำเป็นต้องนำรถกลับสำนักงาน จะต้องแจ้งผู้มีอำนาจของบริษัทก่อน แต่ลูกจ้างรายนี้ไม่ได้แจ้ง จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือขัดคำสั่งของนายจ้าง และที่สำคัญ เรื่องในลักษณะเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ขับรถก็ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านั้นลูกจ้างเคยฝ่าฝืนระเบียบหรือขัดคำสั่งมาแล้วถึง 2 ครั้งในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2544 นายจ้างจึงมีสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไพ่ใบสำคัญอยู่ในมือ นั่นคือเอกสารจากการกระทำผิดสองครั้งก่อน โดยด้านบนของเอกสารเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า “ใบเตือนครั้งที่ 1” และ “ใบเตือนครั้งที่ 2” เอกสารแต่ละฉบับก็ไม่ได้เขียนลอยๆ แต่มีข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือขัดคำสั่งเพียงพอให้ลูกจ้างเข้าใจได้ว่าตนเองทำอะไรผิด ถ้ามองอย่างคนทั่วไป เรื่องก็น่าจะจบตรงนี้...

นายจ้างเปลี่ยนสภาพการจ้าง ลูกจ้างไม่ยอม = นายจ้างเลิกจ้างแล้ว จริงหรือ?

มีคำถามประเภทหนึ่งที่เจอบ่อยมากเวลาบริษัทเปลี่ยนตำแหน่ง ย้ายงาน ลดค่าตอบแทน หรือเปลี่ยนเงื่อนไขบางอย่างในการทำงานว่า “ถ้าลูกจ้างไม่ยอม แบบนี้ถือว่านายจ้างเลิกจ้างแล้วใช่ไหมคะ?” คำตอบคือ ยังไม่ใช่ค่ะ และตรงนี้เป็นจุดที่กฎหมายแรงงานชวนให้สับสน เพราะเรากำลังพูดถึงเรื่องสองเรื่องที่เกิดขึ้นพร้อมกันได้ แต่มีผลทางกฎหมายไม่เหมือนกัน เรื่องแรกคือ นายจ้างมีสิทธิเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างหรือไม่ ส่วนเรื่องที่สองคือ นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างแล้วหรือยัง ฟังดูเหมือนถ้าข้อแรกนายจ้างทำไม่ถูก ข้อสองก็น่าจะตามมาเอง แต่กฎหมายไม่ได้เดินแบบนั้น มีคดีหนึ่ง นายจ้างปรับโครงสร้างโดยยุบแผนกที่ลูกจ้างทำงานอยู่ แล้วย้ายลูกจ้างไปอีกแผนก พร้อมแจ้งว่าจะลดเงินเดือนลงเหลือเดือนละ 15,000 บาท ลูกจ้างไม่ยินยอม บางคนทำหนังสือแจ้งชัดเจนว่าไม่ยอมให้ลดเงินเดือน บางคนถึงกับแจ้งนายจ้างว่า ถ้าจะลดเงินเดือนก็ไม่สามารถทำงานต่อได้และถือว่านายจ้างเลิกจ้าง หากอ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนน่าจะคิดเหมือนกันว่า นายจ้างยุบแผนก ย้ายงาน แล้วยังลดเงินเดือนอีก ลูกจ้างก็ไม่ยอม แล้วจะไม่เรียกว่าเลิกจ้างได้อย่างไร เรื่องนี้ไปถึงศาลฎีกาใน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6135–6137/2555 และศาลแยกเรื่องนี้ออกเป็นสองชั้นอย่างชัดเจน ชั้นแรก การย้ายแผนกและลดค่าจ้างเกี่ยวข้องกับค่าจ้างและเงื่อนไขการทำงาน จึงเป็นเรื่องสภาพการจ้าง และเมื่อเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง นายจ้างจะเปลี่ยนฝ่ายเดียวโดยลูกจ้างไม่ยินยอมไม่ได้ แม้นายจ้างจะอธิบายว่าเป็นคำสั่งทางบริหารก็ตาม อ่านถึงตรงนี้ ฝ่ายลูกจ้างน่าจะนำอยู่หนึ่งประตู แต่คดียังไม่จบค่ะ เพราะศาลพิจารณาต่อว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่ชอบ กับการเลิกจ้าง เป็นคนละเรื่องกัน ข้อเท็จจริงในคดีนั้น นายจ้างยังประสงค์ให้ลูกจ้างทั้งสามทำงานต่อ ไม่ได้แสดงเจตนาว่าจะไม่จ้างอีกต่อไป...