ต้องเข้าใจก่อนว่า น้ำท่วมไม่ได้ทำให้วันทำงานกลายเป็นวันหยุดโดยอัตโนมัติ หากบริษัทยังเปิดทำงานตามปกติ นายจ้างย่อมต้องบริหารให้ธุรกิจเดินต่อ เพราะบางกิจการหยุดไม่ได้ ลูกค้ายังรอรับบริการ งานยังมี deadline และบางตำแหน่งจำเป็นต้องมีคนปฏิบัติงานจริง
แต่ในทางกลับกัน นายจ้างก็ไม่ควรเหมารวมว่า “ทุกคนต้องมา ใครไม่มาถือว่าขาดงาน ใครขาดงานจะเลิกจ้าง” โดยไม่พิจารณาว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกจ้างแต่ละคน
เพราะแม้มาตรา 119 (5) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จะกำหนดกรณีละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันไว้เป็นเหตุที่นายจ้างอาจเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย แต่กฎหมายมีถ้อยคำสำคัญต่อท้ายว่า “โดยไม่มีเหตุอันสมควร”
ดังนั้น การที่ลูกจ้างไม่มาทำงานเพราะไม่อยากมา กับการที่บ้านถูกน้ำท่วม ถนนถูกตัด หรือมีสถานการณ์ที่ทำให้ไม่สามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้ ย่อมมีข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาต่างกัน
กระทรวงแรงงานเองเคยให้ข้อมูลในสถานการณ์อุทกภัยว่า ลูกจ้างที่ไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากบ้านหรือสถานประกอบการถูกน้ำท่วม ไม่ควรถูกถือว่าเป็นการขาดงานหรือละทิ้งหน้าที่โดยอัตโนมัติ
ดังนั้น ถ้าคุณเป็นลูกจ้างและ ไปทำงานไม่ได้จริง อย่าหายไปเฉยๆ สิ่งสำคัญคือแจ้งนายจ้างหรือหัวหน้างานเป็นลายลักษณ์อักษรว่าอยู่ที่ไหน เกิดอะไรขึ้น และเพราะเหตุใดจึงเดินทางไม่ได้ พร้อมเก็บหลักฐาน เช่น ภาพน้ำท่วมบริเวณบ้านหรือเส้นทาง ภาพหรือประกาศปิดถนน Location ข้อมูลจากหน่วยงานราชการ ข้อความที่แจ้งหัวหน้างาน รวมถึงคำตอบของนายจ้างที่ได้รับกลับมา
ถ้างานสามารถทำจากที่บ้านได้ ก็อาจเสนอขอ WFH พร้อมแจ้งให้ชัดว่ายังพร้อมปฏิบัติงาน หากทำงานไม่ได้จริงก็ขอใช้สิทธิการลาที่เข้าเงื่อนไข ขอใช้วันหยุดพักผ่อนประจำปีตามหลักเกณฑ์ หรือหาทางออกร่วมกับนายจ้างตามข้อเท็จจริงของแต่ละคน
และถ้าสุดท้ายถูกออกหนังสือเตือน ถูกลงโทษ หรือถึงขั้นถูกเลิกจ้างเพราะไม่สามารถเดินทางมาทำงานจากเหตุอุทกภัย เก็บหนังสือเตือน หนังสือเลิกจ้าง แชตที่แจ้งเหตุ หลักฐานสถานการณ์น้ำท่วม และหลักฐานการติดต่อทั้งหมดไว้ เพราะเอกสารเหล่านี้จะเป็นข้อเท็จจริงสำคัญในการพิจารณาว่า การไม่มาทำงานมี “เหตุอันสมควร” หรือไม่
หากเห็นว่าสิทธิแรงงานของตนถูกละเมิด สามารถติดต่อ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ที่ทำงาน หรือศาลแรงงาน
ส่วนในมุมของนายจ้าง เข้าใจค่ะว่า ธุรกิจต้องเดินต่อ และไม่ใช่ทุกกิจการจะประกาศหยุดหรือให้ทุกคน WFH ได้ แต่สิ่งที่ควรทำคือแยกคนที่มาได้ คนที่ WFH ได้ และคนที่ได้รับผลกระทบจนเดินทางไม่ได้จริง แล้วบริหารแต่ละกลุ่มตามข้อเท็จจริง แทนการประกาศเหมารวมว่า “ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นทุกคนต้องมา”
เพราะน้ำลดแล้วทุกคนก็ยังต้องกลับมาทำงานด้วยกัน
อย่าให้หลังจากน้ำลด สิ่งที่ยังไม่จบกลายเป็นคดีที่นายจ้างกับลูกจ้างต้องไปเจอกันต่อในศาลแรงงานเลยค่ะ
ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน
คลินิกกฎหมายแรงงาน

