Please wait ...

 

hrกฎหมายกฏหมายแรงงานคลินิกกฎหมายแรงงานฎีกาคดีแรงงานทนายคดีแรงงานนายจ้างลูกจ้างวิทยากรกฎหมายแรงงานน้ำท่วมจนส่งงานไม่ทัน สำหรับ “ฟรีแลนซ์” เป็นเหตุสุดวิสัย หรือเป็นเพียงข้ออ้าง?

ช่วงน้ำท่วม คำถามของคนทำงานประจำมักเป็นว่า “ถนนถูกตัด ไปทำงานไม่ได้ จะถือเป็นวันลาอะไร” แต่สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ปัญหากลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะเขาไม่ได้มีวันลา ไม่มีวันพักร้อน และไม่มี HR ให้แจ้งว่าเช้าวันนี้ขอ WFH

คนกลุ่มนั้นคือ ฟรีแลนซ์ ผู้รับจ้าง หรือคนที่รับงานเป็นชิ้นและมีกำหนดส่งงานตามสัญญา

สมมติรับทำงานไว้และตกลงว่าจะส่งวันที่ 30 กันยายน แต่ก่อนถึงกำหนดไม่กี่วันเกิดน้ำท่วม ถนนถูกตัด เดินทางไม่ได้ ไฟดับ อินเทอร์เน็ตมีปัญหา หรือสถานที่ซึ่งต้องเข้าไปทำงานไม่สามารถเข้าได้ พอถึงวันส่งงานจึงส่งไม่ทัน คำถามคือ เพียงบอกผู้ว่าจ้างว่า “น้ำท่วม” จะทำให้พ้นจากความรับผิดตามสัญญาหรือไม่?

คำตอบคือ น้ำท่วมอาจเป็นเหตุสุดวิสัยได้ แต่ไม่ใช่ทุกครั้งที่น้ำท่วมจะเป็นเหตุสุดวิสัย

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 ให้นิยาม “เหตุสุดวิสัย” ไว้โดยสาระสำคัญว่า เป็นเหตุที่ไม่สามารถป้องกันได้ แม้บุคคลที่ประสบเหตุจะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรที่พึงคาดหมายจากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้นแล้วก็ตาม เพราะฉะนั้น สิ่งที่กฎหมายสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า “มีน้ำท่วมเกิดขึ้นจริงหรือไม่” แต่ต้องดูต่อไปด้วยว่า น้ำท่วมนั้นทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้จริงหรือไม่ และก่อนหรือระหว่างเกิดเหตุ ผู้รับจ้างได้พยายามป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อย่างสมควรแล้วหรือยัง

ลองนึกภาพฟรีแลนซ์สองคนที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมเหมือนกัน คนแรกเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ รับทำ Artwork และกำหนดส่งงานทางอีเมล แม้ถนนหน้าบ้านจะท่วมจนออกจากบ้านไม่ได้ แต่บ้านยังมีไฟฟ้า อินเทอร์เน็ตใช้ได้ คอมพิวเตอร์และไฟล์งานอยู่ครบ หากกรณีนี้ส่งงานไม่ทัน การบอกเพียงว่า “น้ำท่วม ออกจากบ้านไม่ได้” อาจยังไม่เพียงพอ เพราะต้องตอบให้ได้ว่าน้ำท่วมไปขัดขวาง การทำและการส่งงาน อย่างไร

แต่หากน้ำเข้าบ้านจนต้องอพยพฉุกเฉิน ไฟฟ้าถูกตัด ระบบสื่อสารใช้ไม่ได้ อุปกรณ์ทำงานได้รับความเสียหาย หรือพื้นที่ถูกตัดขาดจนไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือหรือข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำงานได้ กรณีเช่นนี้ย่อมมีน้ำหนักในการพิจารณาเรื่องเหตุสุดวิสัยมากกว่า

ยิ่งถ้าเป็นงานที่ต้องไปทำในสถานที่จริง เช่น ช่างภาพต้องเดินทางไปถ่ายงาน ผู้รับเหมาต้องเข้าไซต์ ช่างต้องไปติดตั้งอุปกรณ์ หรือผู้รับจ้างต้องนำชิ้นงานไปส่งมอบ ณ สถานที่ที่กำหนด แล้วเกิดน้ำท่วมรุนแรงจนถนนถูกตัดและไม่สามารถเดินทางเข้าออกได้จริง ความสัมพันธ์ระหว่าง “น้ำท่วม” กับ “การไม่สามารถปฏิบัติงาน” ก็ยิ่งเห็นชัดขึ้น

แต่เรื่องนี้มีอีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือ แม้จะเกิดอุทกภัยจริง ศาลก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยโดยอัตโนมัติ

ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5284/2540 ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับการก่อสร้างฝายน้ำล้น ผู้รับจ้างอ้างว่าฝายเสียหายเพราะมีปริมาณน้ำมากผิดปกติและเกิดอุทกภัย แต่ศาลพิจารณาว่า งานที่ผู้รับจ้างรับทำนั้นเป็นฝายน้ำล้น ซึ่งมีวัตถุประสงค์เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำอยู่แล้ว ก่อนรับงานผู้รับจ้างก็ควรตรวจสอบสภาพธรรมชาติของน้ำให้ได้ข้อมูลที่แน่นอนเสียก่อน จึงไม่สามารถนำเหตุอุทกภัยในคดีนั้นมาอ้างปฏิเสธความรับผิดว่าเป็นเหตุสุดวิสัยได้

แนวคิดจากฎีกานี้นำมาเทียบกับงานฟรีแลนซ์ได้ดี แม้ข้อเท็จจริงจะไม่ใช่คดีฟรีแลนซ์โดยตรง เพราะมันทำให้เห็นว่า เวลาพิจารณาเหตุสุดวิสัย เราไม่ได้มองเฉพาะ “ตัวเหตุการณ์” แต่ต้องมอง “ฐานะของคนที่ประสบเหตุ” ด้วย

สิ่งที่อาจเป็นเหตุสุดวิสัยสำหรับคนหนึ่ง จึงอาจไม่ใช่เหตุสุดวิสัยสำหรับอีกคนหนึ่ง

ถ้าคุณรับจัดงานกลางแจ้งในฤดูฝน รับขนส่งสินค้าในพื้นที่ที่มีประกาศเตือนน้ำหลาก หรือรับงานที่ต้องเดินทางเข้าไปในพื้นที่ซึ่งทราบอยู่แล้วว่ามีความเสี่ยงสูง การอ้างเพียงว่าเกิดฝนตกหรือน้ำท่วมอาจไม่จบ เพราะอาจต้องถามต่อว่า ความเสี่ยงดังกล่าวสามารถคาดหมายได้หรือไม่ และในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพหรือผู้รับจ้าง คุณได้เตรียมมาตรการรองรับไว้ตามสมควรแล้วหรือยัง

ในทางกลับกัน หากเป็นฝนตกหนักรุนแรงผิดปกติจนถนนถูกตัดขาด ก็มีตัวอย่างในแนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.452/2557 ซึ่งพิจารณาสถานการณ์ฝนตกหนักรุนแรงผิดปกติ มีถนนบางส่วนถูกตัดขาด และมีการประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉินว่าเป็นเหตุที่สมควรขยายระยะเวลาการก่อสร้าง กรณีนี้ยิ่งช่วยให้เห็นว่า “ระดับและความผิดปกติของภัย” รวมถึงผลที่เกิดขึ้นจริงต่อความสามารถในการทำงาน เป็นข้อเท็จจริงสำคัญในการพิจารณา ไม่ใช่เพียงคำว่า “ฝนตก” หรือ “น้ำท่วม” เท่านั้น

อีกเรื่องที่ฟรีแลนซ์มักมองข้ามคือ สัญญา เพราะต่อให้เกิดเหตุที่รุนแรงจริง ก็ต้องกลับไปอ่านก่อนว่า คู่สัญญาตกลงเรื่อง Force Majeure ไว้อย่างไร ต้องแจ้งอีกฝ่ายภายในกี่วัน ต้องแสดงหลักฐานอะไร มีสิทธิขยายกำหนดส่งมอบหรือไม่ หรือสัญญากำหนดขั้นตอนในการขอขยายเวลาไว้อย่างไร การเกิดเหตุสุดวิสัยจึงไม่ควรถูกเข้าใจง่าย ๆ ว่า “เกิดเหตุแล้ว deadline หายไปเอง”

ในทางปฏิบัติ หากรู้แล้วว่าน้ำท่วมกำลังจะทำให้งานส่งไม่ทัน สิ่งที่ไม่ควรทำที่สุดคือ เงียบจนถึงวันส่งงาน แล้วค่อยบอกว่าน้ำท่วม

ผู้รับจ้างควรรีบแจ้งผู้ว่าจ้างทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุดังกล่าวกระทบงานส่วนไหน งานที่ทำเสร็จแล้วมีเท่าใด ส่วนใดยังสามารถส่งก่อนได้ มีวิธีอื่นที่จะลดความเสียหายหรือไม่ และต้องการขยายเวลาถึงวันใด พร้อมเก็บหลักฐานของเหตุการณ์ไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นประกาศปิดเส้นทาง ประกาศภัยพิบัติ ภาพสถานที่ หนังสือแจ้งตัดไฟ หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่าอุปสรรคนั้นเกิดขึ้นจริง

เพราะในวันที่เกิดข้อพิพาท การบอกว่า “วันนั้นน้ำท่วมจริง” อาจยังไม่ตอบคำถามทั้งหมด

คำถามที่สำคัญกว่าอาจเป็นว่า น้ำท่วมแล้วทำไมงานจึงทำต่อไม่ได้ คุณรู้อยู่ก่อนหรือไม่ว่ามีความเสี่ยง และเมื่อรู้ว่าจะส่งไม่ทัน คุณได้ทำอะไรเพื่อป้องกันหรือลดผลกระทบบ้าง

ดังนั้น สำหรับฟรีแลนซ์ คำว่า “เหตุสุดวิสัย” ไม่ใช่บัตรผ่านที่หยิบออกมาใช้ได้ทุกครั้งที่เกิดภัยธรรมชาติ และในอีกด้านหนึ่ง ผู้ว่าจ้างก็ไม่ควรด่วนสรุปว่าผู้รับจ้างกำลังหา “ข้ออ้าง” เพียงเพราะงานส่งล่าช้า

บางครั้งน้ำท่วมเป็นข้ออ้าง แต่บางครั้งมันคือเหตุสุดวิสัยจริงๆ สิ่งที่แยกสองอย่างนี้ออกจากกัน ไม่ใช่ระดับน้ำเพียงอย่างเดียว แต่คือข้อเท็จจริง สัญญา และสิ่งที่ผู้รับจ้างได้ทำก่อนและหลังเกิดเหตุ

ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน
คลินิกกฎหมายแรงงาน