Please wait ...

 
น้ำท่วม แต่นายจ้างไม่ยอมให้หยุด เราทำอะไรได้บ้าง?

ต้องเข้าใจก่อนว่า น้ำท่วมไม่ได้ทำให้วันทำงานกลายเป็นวันหยุดโดยอัตโนมัติ หากบริษัทยังเปิดทำงานตามปกติ นายจ้างย่อมต้องบริหารให้ธุรกิจเดินต่อ เพราะบางกิจการหยุดไม่ได้ ลูกค้ายังรอรับบริการ งานยังมี deadline และบางตำแหน่งจำเป็นต้องมีคนปฏิบัติงานจริง แต่ในทางกลับกัน นายจ้างก็ไม่ควรเหมารวมว่า “ทุกคนต้องมา ใครไม่มาถือว่าขาดงาน ใครขาดงานจะเลิกจ้าง” โดยไม่พิจารณาว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกจ้างแต่ละคน เพราะแม้มาตรา 119 (5) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จะกำหนดกรณีละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันไว้เป็นเหตุที่นายจ้างอาจเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย แต่กฎหมายมีถ้อยคำสำคัญต่อท้ายว่า “โดยไม่มีเหตุอันสมควร” ดังนั้น การที่ลูกจ้างไม่มาทำงานเพราะไม่อยากมา กับการที่บ้านถูกน้ำท่วม ถนนถูกตัด หรือมีสถานการณ์ที่ทำให้ไม่สามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้ ย่อมมีข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาต่างกัน กระทรวงแรงงานเองเคยให้ข้อมูลในสถานการณ์อุทกภัยว่า ลูกจ้างที่ไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากบ้านหรือสถานประกอบการถูกน้ำท่วม ไม่ควรถูกถือว่าเป็นการขาดงานหรือละทิ้งหน้าที่โดยอัตโนมัติ ดังนั้น ถ้าคุณเป็นลูกจ้างและ ไปทำงานไม่ได้จริง อย่าหายไปเฉยๆ สิ่งสำคัญคือแจ้งนายจ้างหรือหัวหน้างานเป็นลายลักษณ์อักษรว่าอยู่ที่ไหน เกิดอะไรขึ้น และเพราะเหตุใดจึงเดินทางไม่ได้ พร้อมเก็บหลักฐาน เช่น ภาพน้ำท่วมบริเวณบ้านหรือเส้นทาง ภาพหรือประกาศปิดถนน Location ข้อมูลจากหน่วยงานราชการ ข้อความที่แจ้งหัวหน้างาน รวมถึงคำตอบของนายจ้างที่ได้รับกลับมา ถ้างานสามารถทำจากที่บ้านได้ ก็อาจเสนอขอ WFH พร้อมแจ้งให้ชัดว่ายังพร้อมปฏิบัติงาน หากทำงานไม่ได้จริงก็ขอใช้สิทธิการลาที่เข้าเงื่อนไข...

ลูกจ้างรายวันไม่มาทำงานเพราะน้ำท่วม จะได้ค่าจ้างไหม?

ตอบก่อนเลยว่า ถ้าบริษัทเปิดทำงานตามปกติ แต่ลูกจ้างรายวันมาทำงานไม่ได้เพราะบ้านน้ำท่วมหรือเส้นทางถูกตัด วันนั้นโดยหลักนายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าจ้างค่ะ เว้นแต่ลูกจ้างจะใช้สิทธิการลาหรือมีสิทธิอื่นที่กฎหมายกำหนดให้ได้รับค่าจ้างในวันนั้น เหตุผลไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาเป็น “ลูกจ้างรายวัน” แต่อยู่ที่หลักเรื่อง “ค่าจ้าง” ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งหมายถึงเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง และรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้ในวันหยุดหรือวันลาที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานแต่มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย ดังนั้น ถ้าวันนั้นเป็นวันทำงาน บริษัทเปิดและพร้อมให้ทำงาน แต่ลูกจ้างเดินทางมาไม่ได้เพราะน้ำท่วม น้ำท่วมเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เกิดสิทธิได้รับค่าจ้าง เพราะกฎหมายไม่ได้มีวันลาประเภท “ลาน้ำท่วม” ที่เมื่อเกิดน้ำท่วมแล้วนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างโดยอัตโนมัติ แต่เรื่องนี้ทำให้เห็นความเข้าใจผิดอีกเรื่องหนึ่งที่พบค่อนข้างบ่อย คือเมื่อบอกว่าไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง ก็มักมีคำอธิบายต่อว่า “ก็เป็นลูกจ้างรายวัน วันไหนไม่มา วันนั้นก็ไม่ได้ค่าแรงอยู่แล้ว” ถ้าหมายถึงทุกกรณี ประโยคนี้ไม่ถูกต้องค่ะ คำว่า “รายวัน” เป็นวิธีกำหนดค่าจ้าง ไม่ใช่สถานะที่ทำให้สิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานของลูกจ้างหายไป จึงอยากให้แยกสามเรื่องนี้ออกจากกันให้ชัด รายวัน ≠ ไม่มาทำงานแล้วไม่ต้องจ่ายค่าจ้างทุกกรณี รายวัน ≠ ไม่มีสิทธิลา รายวัน ≠ ลาป่วยแล้วไม่ได้ค่าจ้าง ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ การลาป่วย มาตรา 32 กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง และมาตรา 57 กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างในวันลาป่วยเท่ากับอัตราค่าจ้างในวันทำงาน ตลอดระยะเวลาที่ลาแต่ไม่เกิน...

น้ำท่วมจนส่งงานไม่ทัน สำหรับ “ฟรีแลนซ์” เป็นเหตุสุดวิสัย หรือเป็นเพียงข้ออ้าง?

ช่วงน้ำท่วม คำถามของคนทำงานประจำมักเป็นว่า “ถนนถูกตัด ไปทำงานไม่ได้ จะถือเป็นวันลาอะไร” แต่สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ปัญหากลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะเขาไม่ได้มีวันลา ไม่มีวันพักร้อน และไม่มี HR ให้แจ้งว่าเช้าวันนี้ขอ WFH คนกลุ่มนั้นคือ ฟรีแลนซ์ ผู้รับจ้าง หรือคนที่รับงานเป็นชิ้นและมีกำหนดส่งงานตามสัญญา สมมติรับทำงานไว้และตกลงว่าจะส่งวันที่ 30 กันยายน แต่ก่อนถึงกำหนดไม่กี่วันเกิดน้ำท่วม ถนนถูกตัด เดินทางไม่ได้ ไฟดับ อินเทอร์เน็ตมีปัญหา หรือสถานที่ซึ่งต้องเข้าไปทำงานไม่สามารถเข้าได้ พอถึงวันส่งงานจึงส่งไม่ทัน คำถามคือ เพียงบอกผู้ว่าจ้างว่า “น้ำท่วม” จะทำให้พ้นจากความรับผิดตามสัญญาหรือไม่? คำตอบคือ น้ำท่วมอาจเป็นเหตุสุดวิสัยได้ แต่ไม่ใช่ทุกครั้งที่น้ำท่วมจะเป็นเหตุสุดวิสัย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 ให้นิยาม “เหตุสุดวิสัย” ไว้โดยสาระสำคัญว่า เป็นเหตุที่ไม่สามารถป้องกันได้ แม้บุคคลที่ประสบเหตุจะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรที่พึงคาดหมายจากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้นแล้วก็ตาม เพราะฉะนั้น สิ่งที่กฎหมายสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า “มีน้ำท่วมเกิดขึ้นจริงหรือไม่” แต่ต้องดูต่อไปด้วยว่า น้ำท่วมนั้นทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้จริงหรือไม่ และก่อนหรือระหว่างเกิดเหตุ ผู้รับจ้างได้พยายามป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อย่างสมควรแล้วหรือยัง ลองนึกภาพฟรีแลนซ์สองคนที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมเหมือนกัน คนแรกเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ รับทำ Artwork และกำหนดส่งงานทางอีเมล แม้ถนนหน้าบ้านจะท่วมจนออกจากบ้านไม่ได้...

“น้ำท่วม” พนักงานมาทำงานไม่ได้ บริษัทต้องให้เป็นวันหยุดหรือไม่?

ช่วงนี้หลายพื้นที่เจอฝนตกต่อเนื่อง ถนนหลายเส้นมีน้ำท่วมขัง บางจุดรถเล็กผ่านไม่ได้ และบางพื้นที่การเดินทางได้รับผลกระทบอย่างหนัก คำถามที่ตามมาสำหรับฝ่าย HR และเจ้าของกิจการก็คือ ถ้าพนักงานมาทำงานไม่ได้เพราะน้ำท่วม บริษัทจำเป็นต้องประกาศเป็นวันหยุดหรือไม่? คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบเดียวสำหรับทุกบริษัท และเอาเข้าจริง การบริหารเรื่องนี้ไม่ง่ายเลย เพราะต้องเข้าใจทั้งสองด้าน ในมุมของพนักงาน หากน้ำท่วมบ้าน ถนนถูกตัด รถสาธารณะหยุดวิ่ง หรือการเดินทางมีความเสี่ยง การบอกว่า “ยังไงก็ต้องมาทำงาน” อาจไม่เหมาะกับสถานการณ์ แต่ในมุมของนายจ้าง ธุรกิจก็ไม่ได้หยุดทำงานตามระดับน้ำเสมอไป ลูกค้ายังโทรมา ผู้รับบริการยังติดต่อ งานบางประเภทมี deadline และบางกิจการมีหน้าที่ที่ต้องดำเนินต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น แทนที่จะมีคำตอบเพียงว่า “หยุด” หรือ “ไม่หยุด” นายจ้างอาจเตรียมทางเลือกไว้หลายระดับ และเลือกใช้ให้เหมาะกับลักษณะงานและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพนักงานแต่ละกลุ่ม แผนที่ 1 ถ้างานยังทำได้ ให้ทำงานจากที่บ้านหรือ WFH หากลักษณะงานสามารถทำจากที่อื่นได้ บริษัทอาจให้พนักงาน Work from Home เป็นการชั่วคราว ซึ่งน่าจะเป็นทางเลือกแรกที่สมดุลทั้งสองฝ่าย เพราะพนักงานไม่ต้องเสี่ยงเดินทางผ่านพื้นที่น้ำท่วม ขณะที่กิจการก็ยังเดินต่อได้ อย่างไรก็ตาม การให้ WFH ไม่ควรจบเพียงการประกาศว่า “วันนี้ทำงานที่บ้านได้”...

นอกจาก “อโหสิกรรม” นายจ้างทำอะไรได้บ้าง ถ้าอดีตพนักงานลบไฟล์งานก่อนออกจากบริษัท

เห็นข่าวเรื่องอดีตพนักงานลบไฟล์งานของบริษัทก่อนออก แล้วนึกขึ้นมาได้ว่า เรื่องแบบนี้นายจ้างหลายคนพอเจอเข้าจริง ๆ มักเหลืออยู่สองอารมณ์ คือโกรธมาก กับทำอะไรไม่ถูก บางคนสุดท้ายจึงเลือก “ช่างมัน ถือว่าทำบุญทำทาน อโหสิกรรมให้แล้วกัน” จริง ๆ ยังไม่ต้องรีบใจบุญขนาดนั้นค่ะ เพราะถ้าไฟล์ที่ถูกลบเป็นข้อมูลของบริษัท เป็นงานที่ลูกจ้างจัดทำหรือครอบครองไว้เนื่องจากการทำงาน และการลบนั้นทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย กฎหมายไม่ได้กำหนดว่านายจ้างมีหน้าที่ทำได้เพียงแผ่เมตตา ประเด็นแรกที่ต้องแยกให้ออกก่อนคือ “ลบไฟล์” ไม่ได้เท่ากับ “ต้องรับผิด” ทุกกรณี ต้องดูก่อนว่าไฟล์อะไร ใครมีสิทธิในข้อมูลนั้น ลูกจ้างมีหน้าที่เก็บรักษาหรือส่งมอบหรือไม่ การลบเกิดขึ้นโดยตั้งใจหรือเป็นการทำงานตามปกติ กู้คืนได้หรือไม่ และที่สำคัญที่สุดคือบริษัทเสียหายอะไรจากการลบนั้น ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ได้และพบว่าเป็นการฝ่าฝืนหน้าที่ของลูกจ้าง นายจ้างอาจเรียกค่าเสียหายจากอดีตลูกจ้างได้ในฐาน ผิดสัญญาจ้างแรงงาน ไม่ใช่มีแต่เรื่องละเมิดอย่างเดียว เรื่องนี้สำคัญตรง “อายุความ” ด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4082/2530 วางหลักไว้ว่า เมื่อลูกจ้างกระทำผิดหน้าที่ตามสัญญาจ้างจนทำให้นายจ้างเสียหาย ข้อเท็จจริงเดียวกันอาจทำให้ลูกจ้างต้องรับผิดทั้งตามสัญญาจ้างแรงงานและในมูลละเมิด นายจ้างจึงมีสิทธิเรียกร้องได้ทั้งสองทาง และสิทธิเรียกร้องจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความไว้เป็นพิเศษ ใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ปัจจุบันเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 หลักเดียวกันยังปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1969/2534 ซึ่งวินิจฉัยว่า เมื่อลูกจ้างมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบและคำสั่งของนายจ้าง แต่ฝ่าฝืนจนเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน...

เหตุเลิกจ้างที่นึกได้ตอนขึ้นศาล…อาจสายไปแล้ว

เวลานายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างโดยอาศัยเหตุความผิดตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หลายคนให้ความสำคัญกับคำถามว่า “ความผิดนี้ร้ายแรงพอไหม” หรือ “เข้า 119 ข้อไหน” แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน และพลาดแล้วแก้ทีหลังไม่ได้ง่าย ๆ คือ ตอนเลิกจ้าง นายจ้างบอกเหตุอะไรไว้กับลูกจ้าง เพราะมาตรา 119 วรรคสุดท้ายเขียนไว้ค่อนข้างชัดว่า “การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามวรรคหนึ่ง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ได้แจ้งเหตุที่เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้าง นายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้” คำที่อยากให้สังเกตมีสองส่วน คือ “ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้าง” และ “ในขณะที่เลิกจ้าง” ดังนั้น ถ้าบริษัทตั้งใจจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 หนังสือเลิกจ้างจึงไม่ควรมีเพียงข้อความกว้าง ๆ ว่า “กระทำผิดร้ายแรง” “ฝ่าฝืนระเบียบบริษัท” หรือ “บริษัทหมดความไว้วางใจ” แต่ควรระบุข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการเลิกจ้างให้ชัดว่า ลูกจ้างทำอะไร เมื่อใด และพฤติการณ์ที่บริษัทถือเป็นเหตุเลิกจ้างคืออะไร ที่สำคัญ นาฬิกาของมาตรา 119 เดินถึงแค่ขณะเลิกจ้าง ไม่ใช่รอจนได้รับหมายศาลแล้วค่อยกลับมาคิดว่า นอกจากเหตุที่แจ้งไปวันนั้น เรายังมีเหตุอื่นอีกสามเรื่องนี่นา แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1538/2558 เป็นตัวอย่างที่ชัด ศาลฎีกาวินิจฉัยในสาระสำคัญว่า การจะอาศัยมาตรา 119...

บางครั้งลูกจ้างก็ผิดจริง แต่เอกสารของนายจ้างกลับช่วยเขาไว้

บางครั้งเมื่อฟังข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว ต้องยอมรับตรง ๆ ว่า ลูกจ้างทำผิดจริง พฤติกรรมบางอย่างก็สร้างปัญหาให้กับองค์กรจริง และในฐานะคนที่ทำงานให้นายจ้าง เราก็อยากหาทางจัดการปัญหาให้ได้ตามที่นายจ้างต้องการ แต่หลายครั้ง สิ่งที่ทำให้ไปต่อไม่ได้กลับไม่ใช่เพราะลูกจ้างไม่ได้ทำผิด หากเป็นเพราะนายจ้างไม่ได้จัดการความผิดนั้นให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น เรื่องที่พบอยู่บ่อยคือ บริษัทเคยออกหนังสือเตือนพนักงานมาแล้ว พอเกิดความผิดครั้งใหม่ก็เข้าใจว่า เมื่อมีหนังสือเตือนอยู่และยังไม่เกินหนึ่งปี หากพนักงานทำผิดอีกครั้งก็สามารถเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 (4) ได้ทันที ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น มาตรา 119 (4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ใช้กับกรณีที่ลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่เป็นกรณีร้ายแรงซึ่งไม่จำเป็นต้องตักเตือน คำสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เคยมีหนังสือเตือนหรือไม่” แต่ต้องกลับไปดูด้วยว่า หนังสือเตือนนั้นเตือนเรื่องอะไร และการกระทำครั้งใหม่เป็นการฝ่าฝืนซ้ำในเรื่องที่เคยถูกตักเตือนไว้หรือไม่ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3657/2557 พิจารณาการกระทำครั้งหลังประกอบกับหนังสือเตือนเดิม โดยให้ความสำคัญกับการที่ลูกจ้างกลับมากระทำผิดในเรื่องที่เคยถูกตักเตือนไว้ มิใช่เพียงข้อเท็จจริงว่าลูกจ้างคนดังกล่าว “เคยได้รับหนังสือเตือน” มาก่อนเท่านั้น นอกจากนี้ ต่อให้เป็นความผิดในเรื่องเดียวกัน ก็ยังต้องตรวจสอบอีกชั้นหนึ่งว่า เอกสารที่บริษัทเรียกว่า “หนังสือเตือน” มีสาระเป็นหนังสือเตือนตามกฎหมายจริงหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1120/2544 วางหลักว่า มาตรา 119 (4)...

เมื่อเราไปอยู่ที่ไหนก็มีปัญหา บางทีสิ่งที่ต้องตรวจสอบอาจไม่ใช่ “คนอื่น”

หลายบริษัทมีช่องทางให้พนักงานร้องเรียน เพราะองค์กรที่ดีควรเปิดพื้นที่ให้คนพูดเมื่อรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติไม่เหมาะสม ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกคุกคาม หรือพบพฤติกรรมที่ไม่ควรเกิดขึ้นในที่ทำงาน เรื่องบางเรื่องเมื่อบริษัทได้รับแจ้งแล้วต้องรีบตรวจสอบและจัดการอย่างจริงจัง เพราะการเพิกเฉยอาจทำให้ปัญหาที่ควรจบตั้งแต่ต้นกลายเป็นปัญหาใหญ่ของทั้งคนและองค์กร แต่การมีช่องทางร้องเรียนก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกครั้งที่เรารู้สึกไม่พอใจ จะต้องมีใครสักคนเป็นฝ่ายผิดเสมอไป ดิฉันเคยเห็นกรณีที่พนักงานร้องเรียนเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้า บริษัทก็สอบข้อเท็จจริงให้ เมื่อผลไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง ก็รู้สึกว่าคนสอบมีอคติ บริษัทจึงแก้ปัญหาด้วยการให้บุคคลภายนอกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคู่กรณีเข้ามาตรวจสอบใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นกลางมากที่สุด ผลที่ได้กลับไม่ต่างจากเดิม แทนที่จะทำให้เรื่องจบ กลับเกิดคำอธิบายใหม่ว่า คนนอกก็คงเข้าข้างบริษัท หรืออย่างไรก็เป็นพวกเดียวกันอยู่ดี ตรงนี้เป็นจุดที่น่าสนใจในเรื่อง Soft Skills มากค่ะ เพราะสิ่งหนึ่งที่คนทำงานควรมี นอกจากความกล้าที่จะพูดเมื่อคิดว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมแล้ว คือ ความสามารถที่จะยอมรับความเป็นไปได้ว่า สิ่งที่เราเข้าใจอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด เราอาจรู้สึกว่าคนอื่นพูดไม่ดีกับเรา แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง “เขาพูดไม่เหมาะสมจริง” กับ “เขาพูดในสิ่งที่เราไม่อยากได้ยิน” เราอาจรู้สึกว่าหัวหน้าไม่ชอบเรา แต่ก็ต้องกล้าถามตัวเองเหมือนกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการกลั่นแกล้ง หรือเป็นเพราะหัวหน้ากำลัง Feedback เรื่องงานที่เรายังไม่ยอมรับ และเมื่อคนหลายกลุ่มซึ่งไม่ได้มีผลประโยชน์ร่วมกันมองเหตุการณ์เดียวกันคล้าย ๆ กัน การตั้งคำถามกับทุกคนรอบตัวอาจไม่ช่วยให้เราเข้าใกล้คำตอบเท่ากับการลองหันคำถามกลับมาที่ตัวเองบ้าง นี่ไม่ใช่การบอกให้คนที่ถูกรังแก “คิดไปเอง” และไม่ใช่ข้ออ้างให้องค์กรละเลยข้อร้องเรียน ทุกข้อร้องเรียนที่มีมูลควรได้รับการรับฟังและตรวจสอบอย่างเป็นธรรม แต่ Self-awareness ก็สำคัญไม่แพ้การเรียกร้องให้คนอื่นเข้าใจเรา คนที่มี Self-awareness ไม่ได้เชื่อว่าตัวเองผิดทุกครั้ง...

ทำงานหนัก คือ “คนเก่ง” ใช่ไหม

มีช่วงหนึ่งของชีวิตการทำงานที่เรามักภูมิใจกับประโยคว่า “ช่วงนี้งานเยอะมาก” เหมือนความยุ่งเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งว่าเราสำคัญ ยิ่งกลับบ้านดึก ยิ่งตอบข้อความเร็ว ยิ่งมีงานกองเต็มโต๊ะ ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่องค์กรขาดไม่ได้ ฝ้ายเองก็เป็นคนทำงานเยอะ จึงเข้าใจความรู้สึกนี้ดี และไม่ได้คิดว่าการทำงานหนักเป็นเรื่องไม่ดีเสียทั้งหมด บางช่วงของการทำงานเราจำเป็นต้องเร่งจริง ๆ คนทำคดีคงรู้ดีว่าก่อนวันสืบพยานจะบอกให้ทุกคน Work-Life Balance แล้วปิดคอมพิวเตอร์ห้าโมงตรงก็คงไม่ได้ หรือเวลาบริษัทมีเรื่องเร่งด่วน มีวิกฤต มีดีลสำคัญ ทุกคนอาจต้องช่วยกันมากกว่าปกติ สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติของการทำงาน แต่สิ่งที่อยากชวนคิดคือ เราเริ่มเอา “ความเหนื่อย” ไปปนกับ “ความสามารถ” ตั้งแต่เมื่อไร คนทำงานหนักอาจเป็นคนเก่ง แต่การทำงานหนักไม่ได้เป็นหลักฐานว่าคนนั้นเก่งเสมอไป และที่สำคัญกว่านั้น คนที่ไม่ได้ทำงานจนหมดแรงก็ไม่ได้แปลว่าเขาทุ่มเทน้อยกว่า งานวิจัยด้านการทำงานพูดเรื่องนี้มานานแล้ว Harvard Business Review เคยรวบรวมงานศึกษาที่ชี้ว่า การทำงานยาวนานเกินไปไม่ได้ทำให้ผลงานเพิ่มขึ้นเป็นเส้นตรง และในระยะหนึ่งชั่วโมงที่เพิ่มขึ้นกลับให้ผลตอบแทนด้าน productivity ลดลง ขณะที่ความผิดพลาดและปัญหาสุขภาพมีโอกาสเพิ่มขึ้น เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงความรู้สึกเหนื่อย WHO และ ILO ประเมินว่า การทำงานตั้งแต่ 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไปสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองที่สูงขึ้นประมาณ 35% และความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดสูงขึ้นประมาณ 17% เมื่อเทียบกับการทำงาน 35–40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์...

ทำผิดเหมือนกัน ต้องลงโทษเหมือนกันไหม

เวลามีเรื่องทางวินัยเกิดขึ้นในบริษัท คำถามหนึ่งที่เจอบ่อยคือ “พนักงานสองคนทำผิดเรื่องเดียวกัน ถ้าจะลงโทษ ต้องลงโทษเหมือนกันไหม” หลายคนตอบทันทีว่าต้องเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นก็เลือกปฏิบัติ แต่ในทางปฏิบัติ เรื่องนี้ไม่ได้ตรงไปตรงมาขนาดนั้น หลักที่ HR ควรแยกให้ออกคือ ความเสมอภาคในการลงโทษ ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องได้รับโทษเหมือนกัน แต่คนที่อยู่ในข้อเท็จจริงและสถานะเดียวกัน ไม่ควรถูกปฏิบัติแตกต่างกันโดยไม่มีเหตุผลที่อธิบายได้ คำสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ทำผิดเรื่องเดียวกัน” แต่ต้องถามต่อว่า “เหมือนกันจริงแค่ไหน” สมมติพนักงานสองคนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เดียวกัน คนหนึ่งเป็นหัวหน้างานและเป็นคนสั่ง อีกคนเป็นลูกน้องที่ทำตามคำสั่ง การลงโทษหัวหน้าหนักกว่าไม่ได้แปลว่าเลือกปฏิบัติเสมอไป เพราะหน้าที่ ความรับผิดชอบ และบทบาทในการกระทำต่างกัน หรือถ้าสองคนทำผิดลักษณะเดียวกัน แต่คนหนึ่งเคยถูกเตือนเรื่องนี้มาแล้ว ขณะที่อีกคนเพิ่งกระทำผิดครั้งแรก จะบอกว่าทั้งสองคนต้องได้รับโทษเท่ากันทุกประการก็คงไม่ใช่ แม้จะอยู่ในเหตุการณ์เดียวกัน ก็ยังต้องดูว่าใครเป็นคนเริ่ม ใครมีส่วนร่วมมากน้อยเพียงใด ใครมีหน้าที่ต้องป้องกันไม่ให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น ความเสียหายจากการกระทำของแต่ละคนเป็นอย่างไร รวมถึงประวัติทางวินัยที่ผ่านมา เพราะรายละเอียดเหล่านี้อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ระดับโทษแตกต่างกันได้ ในทางกลับกัน ถ้าพนักงานสองคนมีตำแหน่งและหน้าที่ใกล้เคียงกัน กระทำเรื่องเดียวกัน ภายใต้พฤติการณ์เดียวกัน ความร้ายแรงและประวัติทางวินัยก็ไม่แตกต่างกัน แต่บริษัทเลือกเตือนคนหนึ่งและเลิกจ้างอีกคนหนึ่ง คำถามสำคัญจะเกิดขึ้นทันทีว่า อะไรคือเหตุผลของความแตกต่างนั้น ศาลฎีกาเองจึงมีแนวคำพิพากษาให้เห็นทั้งสองด้าน มีทั้งกรณีที่ศาลให้ความสำคัญกับความเสมอภาคในการลงโทษ เมื่อปรากฏว่าลูกจ้างอยู่ในสถานการณ์เดียวกันแต่กลับได้รับการปฏิบัติแตกต่างกันโดยไม่มีเหตุผลที่เหมาะสม และอีกด้านหนึ่งก็มีแนวที่ยอมรับว่า การที่ลูกจ้างหลายคนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เดียวกัน ไม่ได้หมายความว่านายจ้างจะต้องลงโทษทุกคนด้วยโทษเดียวกันเสมอไป เพราะฉะนั้น เวลาเจอคำถามว่า “คนอื่นก็ทำ...