กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryนายจ้าง Archives - Page 2 of 6 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

ผู้จัดการไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าล่วงเวลา จริงหรือ

ประโยคนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด และทำให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างเสียสิทธิมาแล้วหลายคดี หลายบริษัทเข้าใจว่า เพียงแต่งตั้งลูกจ้างให้ดำรงตำแหน่ง “ผู้จัดการ” ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าล่วงเวลาอีกต่อไป ขณะที่ลูกจ้างจำนวนไม่น้อยก็เชื่อว่า เมื่อทำงานเกินเวลาทำงานปกติ ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งใดก็ต้องได้รับค่าล่วงเวลาทุกคน ความจริงแล้ว กฎหมายแรงงานไม่เคยใช้ “ชื่อตำแหน่ง” เป็นเกณฑ์ในการพิจารณา พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตาม มาตรา 61 และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตาม มาตรา 63 แต่ในขณะเดียวกัน มาตรา 65 (1) ได้กำหนดข้อยกเว้นไว้ว่า ลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้าง ในเรื่องการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาหรือค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่นายจ้างจะตกลงจ่ายให้เป็นกรณีพิเศษ จะเห็นได้ว่า กฎหมายไม่ได้ใช้คำว่า “ผู้จัดการ” เลย แต่ใช้คำว่า “ลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้าง” ซึ่งหมายความว่า สิ่งที่ศาลพิจารณาไม่ใช่นามบัตรหรือชื่อตำแหน่ง แต่คือ อำนาจหน้าที่ที่แท้จริง ของลูกจ้างคนนั้น ยกตัวอย่างเช่น ผู้จัดการฝ่ายขาย ผู้จัดการคลังสินค้า หรือผู้จัดการฝ่ายบัญชี แม้จะมีลูกน้องจำนวนมาก มีอำนาจควบคุมการทำงาน หรือประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานในสังกัด แต่หากไม่มีอำนาจรับพนักงานเข้าทำงาน อนุมัติการขึ้นเงินเดือนหรือบำเหน็จ และไม่มีอำนาจเลิกจ้างได้ด้วยตนเอง บุคคลดังกล่าวก็ยังมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามกฎหมาย...

ศาลอยากให้ยอมความ เพราะเข้าข้างอีกฝ่ายจริงหรือ

เมื่อเดินเข้าไปในศาลแรงงาน สิ่งหนึ่งที่คู่ความแทบทุกคนต้องเจอ คือคำถามจากผู้พิพากษาว่า “จะลองไกล่เกลี่ยกันก่อนไหม?” หลายคนได้ยินคำถามนี้แล้วกลับรู้สึกไม่สบายใจ ลูกจ้างบางคนคิดว่าศาลกำลังพยายามช่วยนายจ้าง ส่วนนายจ้างหลายคนก็รู้สึกว่าศาลแรงงานเข้าข้างลูกจ้างและพยายามกดดันให้จ่ายเงิน ทั้งที่ต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าตนเองเป็นฝ่ายถูก และเดินเข้าสู่ศาลเพื่อหวังให้ศาลตัดสินว่าใครถูกใครผิด แต่ความจริงแล้ว การที่ศาลชวนไกล่เกลี่ย ไม่ใช่เพราะศาลเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่เป็นหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้โดยตรง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 38 บัญญัติให้ศาลแรงงานมีหน้าที่พยายามไกล่เกลี่ยและประนีประนอมยอมความระหว่างคู่ความ เพราะคดีแรงงานแตกต่างจากคดีแพ่งทั่วไป ข้อพิพาทจำนวนมากเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ซึ่งกฎหมายมุ่งหวังให้ข้อพิพาทยุติลงด้วยความเข้าใจอันดี หากสามารถตกลงกันได้ ย่อมเป็นผลดีกับทั้งสองฝ่ายมากกว่าการปล่อยให้คดีดำเนินไปจนถึงที่สุด หลายคนเข้าใจว่า การไกล่เกลี่ยมีเพียงวันนัดแรกของคดีเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ศาลสามารถเปิดโอกาสให้คู่ความเจรจากันได้แทบทุกช่วงของการดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นในวันไกล่เกลี่ย วันกำหนดประเด็นข้อพิพาท ระหว่างการสืบพยาน หรือแม้แต่ก่อนศาลอ่านคำพิพากษา ตราบใดที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล การยอมความก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ คำถามสำคัญคือ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าควรไกล่เกลี่ยหรือไม่? คำตอบไม่ใช่การดูว่าศาลพูดอะไร แต่คือการกลับไปพิจารณา คำฟ้อง คำให้การ ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายของคดี เพราะก่อนที่ผู้พิพากษาจะพูดคุยกับคู่ความ ศาลได้อ่านสำนวน ศึกษาข้อเท็จจริง และพิจารณาประเด็นข้อกฎหมายเบื้องต้นมาแล้ว การที่ศาลเปิดประเด็นให้พูดคุย จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายประเมินความเสี่ยงของคดีอีกครั้ง ไม่ใช่การชี้ว่าฝ่ายใดควรแพ้หรือควรชนะ ข้อดีของการไกล่เกลี่ยคือ ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องลุ้นผลของคำพิพากษา ต่างฝ่ายต่างยอมถอยในจุดที่ตนเองรับได้ สามารถควบคุมผลลัพธ์ของคดีได้ด้วยตัวเอง ลดระยะเวลา ลดค่าใช้จ่าย...

เงินเพิ่ม 15% ทุก 7 วัน จ้างเรียกได้ทุกคดีจริงหรือ

หลายคนเห็นข้อความใน มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แล้วเข้าใจว่า หากนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย หรือเงินตามกฎหมายแรงงาน ลูกจ้างย่อมมีสิทธิได้รับ “เงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุก 7 วัน” โดยอัตโนมัติ ความจริงแล้ว ความเข้าใจดังกล่าวไม่ถูกต้อง เพราะมาตรา 9 ได้กำหนดสิทธิของลูกจ้างไว้ 2 ส่วน ซึ่งมีวัตถุประสงค์และหลักเกณฑ์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ได้แก่ ดอกเบี้ย และ เงินเพิ่ม ในส่วนของ ดอกเบี้ย นั้น เมื่อนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือเงินอื่นที่กฎหมายกำหนดภายในกำหนดเวลา นายจ้างย่อมตกเป็นผู้ผิดนัด และต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนด ดอกเบี้ยในส่วนนี้เป็นผลทางกฎหมายของการผิดนัดชำระหนี้ กล่าวคือ หากศาลวินิจฉัยว่านายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินดังกล่าว ดอกเบี้ยก็ย่อมเกิดขึ้นตามกฎหมาย แต่ เงินเพิ่ม เป็นคนละเรื่องกับดอกเบี้ย และไม่ใช่สิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับในทุกคดี แม้มาตรา 9 วรรคสอง จะกำหนดให้นายจ้างต้องจ่าย เงินเพิ่มร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างชำระทุกระยะเวลา...

เลิกจ้างไม่เป็นธรรม = ได้ดอกเบี้ย 15% เสมอ? หลายคนเข้าใจผิด… และอาจเรียกสิทธิ์เกินกว่าที่กฎหมายให้

เวลาลูกจ้างชนะคดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม หลายคนมักเข้าใจว่า เงินทุกก้อนที่ศาลพิพากษาให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ล้วนได้รับดอกเบี้ย 15% ต่อปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานทั้งหมด ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น กฎหมายแยก “เงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน” ออกจาก “ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม” ไว้อย่างชัดเจน ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเกิดจาก มาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ซึ่งให้อำนาจศาลพิจารณาว่า หากเห็นว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือหากเห็นว่าไม่เหมาะสม ก็ให้ศาลกำหนด “ค่าเสียหาย” ขึ้นตามที่เห็นสมควรแทน จะเห็นว่า ค่าเสียหายประเภทนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติตามกฎหมายแรงงาน แต่เกิดจากดุลพินิจของศาล โดยพิจารณาจากอายุงาน อายุของลูกจ้าง โอกาสในการหางานใหม่ สาเหตุของการเลิกจ้าง และพฤติการณ์อื่น ๆ ในแต่ละคดี ในทางกลับกัน ค่าชดเชย ค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือเงินอื่นที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ เป็นสิทธิที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยตรง และหากนายจ้างผิดนัด ก็อยู่ภายใต้ มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ซึ่งกำหนดดอกเบี้ยในอัตราพิเศษ ศาลฎีกาได้วางหลักเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนใน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7189/2562 โดยพิพากษาให้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าได้รับดอกเบี้ยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน...

ไม่ผ่านทดลองงาน จะได้ค่าชดเชยและค่าตกใจไหม

คำตอบสั้น ๆ คือ “อาจได้ทั้งสองอย่าง ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ได้เลยก็ได้” เพราะกฎหมายแรงงานไม่ได้แบ่งสิทธิของลูกจ้างตามคำว่า “ทดลองงาน” หลายคนเข้าใจว่า หากยังอยู่ในช่วงทดลองงาน นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายอะไรเลย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ความจริงแล้ว พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานไม่ได้บัญญัติเรื่อง “ทดลองงาน” ไว้เลย กฎหมายมองเพียงว่า เมื่อมีการตกลงทำงานกันแล้ว บุคคลนั้นก็เป็น “ลูกจ้าง” และสิทธิจะเกิดขึ้นตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ไม่ใช่ตามชื่อเรียกของสถานะการทำงาน สำหรับ ค่าชดเชย ให้พิจารณาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 118 หากลูกจ้างทำงาน ครบ 120 วันขึ้นไป และถูกเลิกจ้าง โดย ไม่ได้กระทำความผิดร้ายแรงตามมาตรา 119 เช่น ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ฝ่าฝืนข้อบังคับหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายภายหลังได้รับหนังสือเตือน ขาดงานติดต่อกัน 3 วันทำงานโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด เป็นต้น ลูกจ้างย่อมมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย ดังนั้น แม้จะยังเรียกว่า “ทดลองงาน” แต่ถ้าทำงานครบ 120 วันแล้ว และไม่มีเหตุเลิกจ้างตามมาตรา 119 นายจ้างก็ยังมีหน้าที่จ่ายค่าชดเชย...

นายจ้างให้เซ็น PIP ไม่เซ็นได้ไหม??

ช่วงหลังมานี้ เวลาลูกจ้างได้ยินคำว่า PIP (Performance Improvement Plan) หลายคนรู้สึกเหมือนถูกประกาศว่าจะถูกเลิกจ้างในเร็ว ๆ นี้ ขณะที่นายจ้างบางแห่งก็เข้าใจว่า หากทำ PIP แล้ว สุดท้ายลูกจ้างไม่ผ่าน บริษัทก็จะเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องรับผิดอะไร หากใครยังคิดแบบนี้อยู่… อาจเป็นการเข้าใจผิด PIP หรือ Performance Improvement Plan เป็นเครื่องมือด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ ปรับปรุงผลการปฏิบัติงานของลูกจ้าง โดยกำหนดเป้าหมาย วิธีการพัฒนา ระยะเวลา และการติดตามผล เพื่อให้ลูกจ้างสามารถทำงานต่อไปกับองค์กรได้ พูดง่าย ๆ คือ PIP ถูกสร้างขึ้นเพื่อ “ให้ลูกจ้างอยู่ต่อ” ไม่ใช่ “เตรียมลูกจ้างออก” แต่ในทางปฏิบัติ ปัจจุบันกลับมีนายจ้างจำนวนไม่น้อยที่ใช้ PIP เป็นเพียงขั้นตอนก่อนเลิกจ้าง โดยตั้งหัวข้อประเมินขึ้นเอง ไม่สอดคล้องกับปัญหาการทำงานที่ผ่านมา หรือกำหนดเป้าหมายที่แทบเป็นไปไม่ได้ เพียงเพื่อให้มีเหตุผลว่า “ลูกจ้างไม่ผ่าน PIP” หากเป็นลักษณะเช่นนี้ ต่อให้ลูกจ้างไม่ผ่าน PIP จริง ก็ไม่ได้แปลว่าการเลิกจ้างจะเป็นธรรมเสมอไป  เพราะศาลแรงงานพิจารณา...

เซ็น Offer Letter แล้ว บริษัทเปลี่ยนใจยกเลิกก่อนวันเริ่มงาน ฟ้องได้หรือไม่?

หลายบริษัทมีแนวปฏิบัติให้ผู้สมัครลงนาม Offer Letter ก่อน และจะลงนาม Employment Contract อีกครั้งในวันเริ่มงานจริง จึงทำให้หลายคนเข้าใจว่า หากยังไม่ได้เซ็น Employment Contract ก็แปลว่ายังไม่มีสัญญาจ้างเกิดขึ้น แต่ในทางกฎหมาย คำตอบไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 สัญญาจ้างแรงงาน คือ สัญญาที่ลูกจ้างตกลงทำงานให้นายจ้าง และนายจ้างตกลงให้สินจ้าง โดยกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าสัญญาจ้างแรงงานจะต้องทำเป็นหนังสือหรือใช้แบบใดแบบหนึ่งเป็นการเฉพาะ ดังนั้น การที่สัญญาจ้างจะเกิดขึ้นหรือไม่ จึงต้องพิจารณาจาก เจตนาของคู่สัญญาและสาระสำคัญของข้อตกลง มากกว่าชื่อของเอกสาร แนวคำพิพากษาศาลฎีกาก็วางหลักในทำนองเดียวกันว่า สัญญาจ้างแรงงานไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือ การวินิจฉัยว่ามีสัญญาจ้างเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของคู่สัญญาเป็นสำคัญ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4197/2563 ด้วยเหตุนี้ Offer Letter จึงอาจมีผลเป็นสัญญาจ้างแรงงานได้ หากเอกสารดังกล่าวมีสาระสำคัญของการจ้างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งงาน อัตราเงินเดือน วันเริ่มงาน สวัสดิการ และมีการแสดงเจตนาผูกพันของทั้งสองฝ่ายอย่างชัดเจน แม้คู่สัญญาจะกำหนดว่าจะไปลงนาม Employment Contract ในวันเริ่มงานก็ตาม เพราะในบางกรณี Employment Contract อาจเป็นเพียงเอกสารที่จัดทำขึ้นภายหลังเพื่อบันทึกรายละเอียดเพิ่มเติม มิใช่เอกสารที่ทำให้สัญญาจ้างเพิ่งเกิดขึ้น หากศาลเห็นว่า...

ลูกจ้างลาป่วยบ่อย นายจ้างมีสิทธิ์ไปเยี่ยมที่บ้าน หรือสั่งให้ไปพบแพทย์ได้หรือไม่?

การลาป่วยเป็นสิทธิของลูกจ้างตามกฎหมาย แต่สิทธิดังกล่าวมิใช่สิทธิที่ใช้ได้โดยปราศจากการตรวจสอบ เพราะกฎหมายรับรองเฉพาะการ “ลาป่วยเท่าที่ป่วยจริง” เท่านั้น มิใช่การลาป่วยโดยไม่มีอาการเจ็บป่วยหรือใช้การลาป่วยเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ในทางปฏิบัติ นายจ้างจำนวนไม่น้อยประสบปัญหาลูกจ้างลาป่วยบ่อยครั้ง จนกระทบต่อการดำเนินงานและทำให้เพื่อนร่วมงานต้องรับภาระแทน แม้จะไม่ควรเหมารวมว่าการลาป่วยบ่อยหมายถึง “ลาป่วยทิพย์” แต่หากเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ย่อมเป็นเรื่องปกติที่องค์กรจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ขององค์กรและรักษาความเป็นธรรมต่อพนักงานทุกคน 1. นายจ้างสามารถไปเยี่ยมลูกจ้างที่บ้านได้หรือไม่ โดยหลักกฎหมายแรงงานไม่ได้ห้ามนายจ้างไปเยี่ยมลูกจ้างที่บ้านระหว่างลาป่วย หากการไปดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสอบถามอาการ แสดงความห่วงใย หรือตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบต้องอยู่ภายใต้หลักความสุจริตและเคารพสิทธิส่วนบุคคล ไม่ควรเป็นการคุกคาม ข่มขู่ หรือรบกวนเกินสมควร  และหากนายจ้างไปตรวจเยี่ยมแล้ว ไม่พบลูกจ้างอยู่ที่บ้าน ก็ไม่ได้หมายความว่าลูกจ้างกระทำผิดโดยอัตโนมัติ เพราะลูกจ้างอาจเดินทางไปพบแพทย์ ซื้อยา รับการรักษา หรือมีเหตุจำเป็นอื่นที่เกี่ยวข้องกับอาการเจ็บป่วยได้ แต่หากเมื่อนำข้อเท็จจริงทั้งหมดมาประกอบกันแล้ว พบพฤติการณ์ที่น่าเชื่อว่าการลาป่วยไม่เป็นความจริง เช่น – ไม่อยู่บ้านและไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้ – พบว่าประกอบกิจการส่วนตัวหรือรับจ้างที่อื่นระหว่างลาป่วย – เดินทางท่องเที่ยวหรือทำกิจกรรมที่ขัดกับอาการเจ็บป่วยที่แจ้งไว้ – มีพฤติการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นหลายครั้ง นายจ้างย่อมมีสิทธิเรียกลูกจ้างมาชี้แจง สอบถามข้อเท็จจริง และหากผลการสอบสวนปรากฏว่าลูกจ้างลาป่วยโดยไม่สุจริต ก็อาจดำเนินการทางวินัย เช่น ออกหนังสือเตือน หรือในกรณีร้ายแรงอาจพิจารณาลงโทษทางวินัยตามข้อบังคับการทำงานและกฎหมายได้ ทั้งนี้ การลงโทษไม่ควรเกิดจากการ “ไม่อยู่บ้าน” เพียงข้อเท็จจริงเดียว แต่ควรอาศัยพยานหลักฐานโดยรวมประกอบกัน...

นายจ้างให้ลูกจ้างใช้ Facebook หรือ LINE ส่วนตัว ช่วยแชร์สินค้าของบริษัท หากไม่ทำจะถูกออกหนังสือ… ทำได้ไหม?

คำตอบคือ “แล้วแต่กรณี” หลายคนอาจรีบตอบว่า “ไม่ได้ เพราะเป็น Facebook ส่วนตัว” หรือบางคนอาจตอบว่า “ได้ เพราะนายจ้างมีสิทธิสั่งงาน” แต่ในทางกฎหมาย คำตอบไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะต้องพิจารณาว่า การแชร์ผ่านช่องทางส่วนตัว เป็นหน้าที่ตามสัญญาจ้างหรือไม่ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 14/1 บัญญัติว่า “สัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ คำสั่งของนายจ้าง หรือคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้สัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งนั้น มีผลใช้บังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี” มาตรานี้ไม่ได้บอกว่า นายจ้างออกคำสั่งไม่ได้ แต่บอกว่า แม้จะออกคำสั่งได้ ศาลก็ยังมีอำนาจตรวจสอบว่า คำสั่งนั้นเป็นธรรมหรือไม่ และทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควรหรือไม่ ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่คำว่า “Facebook ส่วนตัว” แต่คือ คู่สัญญาตกลงกันไว้อย่างไรตั้งแต่แรก ตัวอย่างเช่น หากลูกจ้างสมัครเข้าทำงานในตำแหน่งการตลาด พนักงานขาย อินฟลูเอนเซอร์ หรือ Brand Ambassador และในสัญญาจ้าง ระเบียบการทำงาน หรือลักษณะงานกำหนดไว้ตั้งแต่ต้นว่า...

ทำงานปีแรก นายจ้างไม่จัดวันหยุดพักผ่อนประจำปี (ลาพักร้อน) ให้… ผิดมั้ย?

คำตอบคือ ไม่ผิด หลายคนเข้าใจว่า พอเริ่มทำงานแล้ว นายจ้างต้องจัดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้ทันที หรืออย่างน้อยต้องมีสิทธิพักร้อนภายในปีแรก แต่หากพิจารณาตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 30 จะพบว่า กฎหมายไม่ได้กำหนดเช่นนั้น มาตรา 30 บัญญัติว่า “ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหกวันทำงาน โดยให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างล่วงหน้า หรือกำหนดให้ตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน ในปีต่อมา นายจ้างอาจกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างมากกว่าหกวันทำงานก็ได้ นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันล่วงหน้าให้สะสมและเลื่อนวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังมิได้หยุดในปีนั้นรวมเข้ากับปีต่อ ๆ ไปได้ สำหรับลูกจ้างซึ่งทำงานยังไม่ครบหนึ่งปี นายจ้างอาจกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างโดยคำนวณให้ตามส่วนก็ได้” จะเห็นว่า กฎหมายใช้คำว่า “อาจ” ไม่ใช่ “ต้อง” นั่นหมายความว่า ในปีแรกที่ลูกจ้างยังทำงานไม่ครบหนึ่งปี นายจ้างไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจัดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้ ดังนั้น หากบริษัทไม่มีนโยบายให้พักร้อนในปีแรก ก็ ไม่ถือว่าผิดพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน อย่างไรก็ตาม กฎหมายกำหนดไว้เพียง “มาตรฐานขั้นต่ำ” เท่านั้น ในปัจจุบัน หลายองค์กรเลือกให้สิทธิพักร้อนตั้งแต่ผ่านทดลองงาน หรือให้ตามสัดส่วน (Pro-rate) ตั้งแต่ปีแรก แม้กฎหมายจะไม่ได้บังคับ เพราะมองว่าสวัสดิการที่ดีเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารทรัพยากรบุคคล ลองคิดง่าย ๆ ว่า หากมีบริษัทสองแห่งเสนอเงินเดือนและสวัสดิการใกล้เคียงกัน...