เมื่อการสืบพยานในคดีแรงงานสิ้นสุดลง คู่ความอาจใช้โอกาสนั้นแถลงการณ์ปิดคดี เพื่อสรุปให้ศาลเห็นว่า จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในสำนวนแล้ว ศาลควรวินิจฉัยคดีไปในทางใด
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 50 กำหนดว่า เมื่อศาลแรงงานได้สืบพยานตามที่จำเป็นแล้ว ให้ถือว่าการพิจารณาเป็นอันสิ้นสุด แต่คู่ความอาจแถลงการณ์ปิดคดีด้วยวาจาในวันเสร็จการพิจารณานั้นได้
คำว่า “อาจ” ในบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การแถลงการณ์ปิดคดีเป็นสิทธิของคู่ความ ไม่ใช่ขั้นตอนบังคับที่ทุกคดีจะต้องมี ก่อนที่ศาลจะสามารถพิพากษาคดีได้
หน้าที่ของแถลงการณ์ปิดคดีจึงไม่ใช่การเริ่มต้นเล่าเรื่องของคดีใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการนำสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในกระบวนพิจารณามาเรียบเรียงให้เห็นชัดขึ้นว่า ประเด็นข้อพิพาทของคดีมีอะไร พยานบุคคลหรือพยานเอกสารส่วนใดสนับสนุนข้อเท็จจริงข้อใด คำเบิกความของพยานฝ่ายใดสอดคล้องหรือขัดแย้งกับเอกสารอย่างไร และเมื่อรับฟังข้อเท็จจริงเหล่านั้นแล้วจะเกิดผลทางกฎหมายอย่างไร
พูดง่าย ๆ คือ แถลงการณ์ปิดคดีมีหน้าที่เชื่อมโยงประเด็นข้อพิพาท พยานหลักฐาน และผลทางกฎหมายเข้าด้วยกัน เพื่อให้ศาลเห็นภาพรวมของคดีได้ชัดเจนขึ้น
แต่แถลงการณ์ปิดคดีไม่ใช่คำฟ้องเพิ่มเติม ไม่ใช่คำให้การเพิ่มเติม และไม่ใช่ช่องทางสำหรับนำข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใหม่เข้าสู่คดีภายหลังการสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว
หากคู่ความไม่ได้กล่าวข้อเท็จจริงสำคัญไว้ในคำฟ้องหรือคำให้การ ไม่ได้ถามพยานในประเด็นนั้น หรือไม่มีพยานหลักฐานในสำนวนรองรับ การนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาเขียนไว้ในแถลงการณ์ปิดคดีภายหลัง ย่อมไม่ทำให้ข้อเท็จจริงนั้นกลายเป็นข้อเท็จจริงที่ได้นำสืบต่อศาลแล้ว
เช่นเดียวกับการนำเอกสาร ภาพถ่าย หรือข้อมูลใหม่มาแนบท้ายแถลงการณ์ปิดคดี การที่เอกสารดังกล่าวถูกนำมาใส่ไว้ในสำนวน ไม่ได้หมายความว่าเอกสารนั้นจะกลายเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้โดยอัตโนมัติ เพราะพยานหลักฐานต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนพิจารณาโดยเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตรวจสอบ โต้แย้ง หรือถามค้านตามกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7907/2561 ได้วินิจฉัยไว้ว่า เอกสารที่โจทก์นำมาแนบท้ายคำแถลงการณ์ปิดคดีไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง และไม่อาจนำมาใช้เพิ่มเติมข้อเท็จจริงที่ไม่ได้บรรยายไว้ในคำฟ้องได้
หลักจากคำพิพากษาดังกล่าวจึงทำให้เห็นชัดว่า การมีเอกสารปรากฏอยู่ในสำนวนเป็นคนละเรื่องกับการที่เอกสารนั้นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง หรือสามารถใช้เติมข้อเท็จจริงที่ขาดหายไปภายหลังได้
แถลงการณ์ปิดคดีจึงช่วยอธิบายสิ่งที่มีอยู่แล้วในคดี แต่ไม่สามารถสร้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ หรือย้อนกลับไปแก้สิ่งที่ไม่ได้ดำเนินการไว้ในชั้นสืบพยานได้
หากไม่ได้ถามพยานในข้อเท็จจริงสำคัญ ไม่ได้นำเอกสารเข้าสืบ หรือไม่ได้วางข้อเท็จจริงที่จำเป็นไว้ตั้งแต่ต้น ต่อให้เขียนแถลงการณ์ปิดคดีไว้อย่างละเอียดเพียงใด ก็ไม่สามารถทำให้สิ่งที่ขาดหายไปนั้นกลับมาสมบูรณ์ได้
ในทางกลับกัน หากคดีมีประเด็นข้อพิพาทหลายข้อ มีพยานบุคคลและพยานเอกสารจำนวนมาก หรือมีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายช่วงเวลา การทำแถลงการณ์ปิดคดีอาจช่วยจัดลำดับเรื่องราวที่กระจัดกระจายอยู่ในสำนวนให้เห็นความเชื่อมโยงกันมากขึ้น
บางคดีมีคำตอบสำคัญเกิดขึ้นระหว่างการถามค้าน บางคดีมีคำเบิกความที่ต้องนำมาเปรียบเทียบกับเอกสารหลายฉบับ หรือมีข้อเท็จจริงหลายส่วนที่เมื่อมองแยกกันอาจดูไม่มีน้ำหนัก แต่เมื่อเรียงลำดับเข้าด้วยกันแล้วสามารถแสดงให้เห็นภาพของคดีได้ชัดเจนขึ้น คดีลักษณะนี้แถลงการณ์ปิดคดีย่อมมีประโยชน์
แต่สำหรับฝ้าย แถลงการณ์ปิดคดีมีความจำเป็น ไม่ได้หมายความว่าจะจำเป็นสำหรับทุกคดี
คดีที่มีข้อเท็จจริงซับซ้อน มีประเด็นพิพาทหลายข้อ มีพยานหลายปาก หรือจำเป็นต้องเชื่อมโยงคำเบิกความกับเอกสารอย่างละเอียด การทำแถลงการณ์ปิดคดีมีความจำเป็น เพราะช่วยให้ศาลเห็นว่า พยานหลักฐานแต่ละส่วนตอบประเด็นข้อพิพาทอย่างไร และข้อเท็จจริงที่รับฟังได้นำไปสู่ผลทางกฎหมายอย่างไร
แต่ในบางคดีที่ข้อเท็จจริงไม่ซับซ้อน มีประเด็นพิพาทเพียงข้อเดียว พยานหลักฐานชัดเจน และผลของการสืบพยานปรากฏตรงไปตรงมาอยู่แล้ว การทำแถลงการณ์ปิดคดีโดยนำคำฟ้อง คำให้การ หรือคำเบิกความมาเขียนซ้ำ อาจไม่ได้เพิ่มประโยชน์ให้แก่คดี
ความสำคัญของแถลงการณ์ปิดคดีจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าต้องมีทุกคดี และไม่ได้อยู่ที่เขียนได้กี่หน้า แต่อยู่ที่ว่าสามารถนำสิ่งที่ปรากฏอยู่แล้วในสำนวนมาเรียบเรียงให้ศาลเห็นคำตอบของแต่ละประเด็นได้ชัดเจนเพียงใด
เพราะแถลงการณ์ปิดคดีช่วยสรุปคดีได้ แต่ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้คดีในส่วนที่ไม่ได้วางข้อเท็จจริงหรือไม่ได้นำพยานหลักฐานไว้ตั้งแต่ต้นได้
โดยทนายฝ้าย
คลินิกกฎหมายแรงงาน
ปรึกษามีค่าใช้จ่าย

