เรื่องใหญ่ของชีวิตไม่ใช่การที่ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่เราเลือก แต่คือการที่เรายังรู้ว่า “อะไรเป็นสิ่งที่เราเลือกได้” ช่วงนี้ดิฉันอ่านเจอประโยคหนึ่งเกี่ยวกับการ “เลือกชีวิตของตัวเอง” แล้วทำให้นึกต่อว่า จริง ๆ เราพูดเรื่องการเลือกกันง่ายมาก เลือกงานที่ชอบ เลือกคนที่ใช่ เลือกสังคมที่ดี เลือกชีวิตที่ทำให้มีความสุข ฟังดูเหมือนชีวิตเป็นเมนูที่ถ้าเราเลือกเก่งพอ ทุกอย่างก็น่าจะลงตัว แต่พอใช้ชีวิตมาระยะหนึ่ง เราจะรู้ว่า ชีวิตไม่ได้ให้สิทธิเราเลือกทุกเรื่อง เราเลือกไม่ได้ว่าจะเกิดมาในครอบครัวแบบไหน เลือกไม่ได้ว่าจะมีต้นทุนชีวิตเท่ากับคนอื่นหรือเปล่า เลือกไม่ได้ว่าเศรษฐกิจจะดีตอนที่เรากำลังเริ่มต้นชีวิตการทำงานหรือไม่ เลือกไม่ได้ว่าองค์กรจะปรับโครงสร้างเมื่อไร และเลือกไม่ได้ว่าคนที่เราทำดีกับเขาจะทำดีกับเรากลับหรือเปล่า บางครั้งแม้แต่เรื่องที่คนนอกมองว่า “ก็เลือกสิ” เราเองก็อาจยังเลือกไม่ได้ เพราะมีเงินเดือนที่ต้องใช้ มีครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบ มีหนี้ มีเวลา หรือมีข้อจำกัดอีกหลายอย่างที่คนอื่นไม่เห็น ดิฉันจึงไม่ค่อยชอบประโยคประเภท “ถ้าไม่มีความสุขก็แค่เดินออกมา” เท่าไร เพราะสำหรับบางคน การเดินออกมาไม่ใช่เรื่องของความกล้าอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของต้นทุนที่เขายังไม่มีด้วย การบอกว่าทุกคนเลือกชีวิตตัวเองได้จึงอาจฟังดูสวย แต่ไม่ค่อยยุติธรรมกับความจริงนัก แต่ในอีกด้านหนึ่ง การยอมรับว่าเราเลือกไม่ได้ทุกอย่าง ก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีสิทธิเลือกอะไรเลย ตรงกลางระหว่าง “ชีวิตฉัน ฉันเลือกได้ทุกอย่าง” กับ “ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้แหละ ทำอะไรไม่ได้หรอก” ยังมีพื้นที่อีกมาก และดิฉันคิดว่าพื้นที่ตรงนั้นสำคัญมากกว่าทั้งสองประโยค ในทางจิตวิทยามีแนวคิดเรื่อง Self-agency ซึ่งถ้าอธิบายง่าย ๆ คือความรู้สึกว่า...










