Please wait ...

 
รู้เรา | ชีวิตไม่ได้ให้เราเลือกทุกเรื่อง

เรื่องใหญ่ของชีวิตไม่ใช่การที่ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่เราเลือก แต่คือการที่เรายังรู้ว่า “อะไรเป็นสิ่งที่เราเลือกได้” ช่วงนี้ดิฉันอ่านเจอประโยคหนึ่งเกี่ยวกับการ “เลือกชีวิตของตัวเอง” แล้วทำให้นึกต่อว่า จริง ๆ เราพูดเรื่องการเลือกกันง่ายมาก เลือกงานที่ชอบ เลือกคนที่ใช่ เลือกสังคมที่ดี เลือกชีวิตที่ทำให้มีความสุข ฟังดูเหมือนชีวิตเป็นเมนูที่ถ้าเราเลือกเก่งพอ ทุกอย่างก็น่าจะลงตัว แต่พอใช้ชีวิตมาระยะหนึ่ง เราจะรู้ว่า ชีวิตไม่ได้ให้สิทธิเราเลือกทุกเรื่อง เราเลือกไม่ได้ว่าจะเกิดมาในครอบครัวแบบไหน เลือกไม่ได้ว่าจะมีต้นทุนชีวิตเท่ากับคนอื่นหรือเปล่า เลือกไม่ได้ว่าเศรษฐกิจจะดีตอนที่เรากำลังเริ่มต้นชีวิตการทำงานหรือไม่ เลือกไม่ได้ว่าองค์กรจะปรับโครงสร้างเมื่อไร และเลือกไม่ได้ว่าคนที่เราทำดีกับเขาจะทำดีกับเรากลับหรือเปล่า บางครั้งแม้แต่เรื่องที่คนนอกมองว่า “ก็เลือกสิ” เราเองก็อาจยังเลือกไม่ได้ เพราะมีเงินเดือนที่ต้องใช้ มีครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบ มีหนี้ มีเวลา หรือมีข้อจำกัดอีกหลายอย่างที่คนอื่นไม่เห็น ดิฉันจึงไม่ค่อยชอบประโยคประเภท “ถ้าไม่มีความสุขก็แค่เดินออกมา” เท่าไร เพราะสำหรับบางคน การเดินออกมาไม่ใช่เรื่องของความกล้าอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของต้นทุนที่เขายังไม่มีด้วย การบอกว่าทุกคนเลือกชีวิตตัวเองได้จึงอาจฟังดูสวย แต่ไม่ค่อยยุติธรรมกับความจริงนัก แต่ในอีกด้านหนึ่ง การยอมรับว่าเราเลือกไม่ได้ทุกอย่าง ก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีสิทธิเลือกอะไรเลย ตรงกลางระหว่าง “ชีวิตฉัน ฉันเลือกได้ทุกอย่าง” กับ “ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้แหละ ทำอะไรไม่ได้หรอก” ยังมีพื้นที่อีกมาก และดิฉันคิดว่าพื้นที่ตรงนั้นสำคัญมากกว่าทั้งสองประโยค ในทางจิตวิทยามีแนวคิดเรื่อง Self-agency ซึ่งถ้าอธิบายง่าย ๆ คือความรู้สึกว่า...

รู้คน | เพราะคำพูดบางคำไม่ได้ทำให้เราเข้าใจ แต่ทำให้เราเริ่มไม่เชื่อตัวเอง

“คิดไปเองหรือเปล่า” บางครั้งไม่ใช่คำปลอบใจ แต่อาจเป็นวิธีทำให้เราไม่กล้าพูดอีก คำว่า Gaslighting ถูกใช้กันเยอะมากในช่วงหลัง จนบางครั้งแค่ใครพูดไม่ถูกใจเรา หรือจำเหตุการณ์ไม่ตรงกับเรา ก็ถูกเรียกว่า Gaslighting ไปหมด แต่จริง ๆ แล้วการเห็นต่าง การจำไม่เหมือนกัน หรือแม้แต่การพูดจาไม่ดี ไม่ได้แปลว่าอีกฝ่ายกำลัง Gaslight เราเสมอไป สิ่งที่น่าสนใจกว่าคำศัพท์ คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราเมื่ออยู่ในความสัมพันธ์แบบนั้นนาน ๆ ในที่ทำงานมันอาจเริ่มจากเรื่องเล็กมาก หัวหน้าเคยบอกให้ทำแบบหนึ่ง พองานมีปัญหากลับพูดว่า “พี่ไม่เคยบอกแบบนั้นนะ” เราทักท้วงเรื่องที่เกิดขึ้น กลับได้คำตอบว่า “คิดมากไปหรือเปล่า” เราพยายามอธิบายเหตุการณ์ แต่บทสนทนาค่อย ๆ ถูกพาไปจนสุดท้ายกลายเป็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่เกิดขึ้น แต่อยู่ที่เรา “อ่อนไหวเกินไป” “เข้าใจอะไรยาก” หรือ “มีปัญหากับคนอื่นตลอด” ครั้งแรกเราอาจเถียง ครั้งที่สองเราอาจพยายามอธิบาย แต่เมื่อเกิดซ้ำบ่อย ๆ สิ่งที่เปลี่ยนไปอาจไม่ใช่พฤติกรรมของอีกฝ่าย แต่เป็น ความมั่นใจของเราเอง จากคนที่เคยกล้าพูด เราเริ่มเงียบ จากคนที่เคยตัดสินใจเองได้ เราเริ่มถามคนอื่นว่า “เราเข้าใจผิดหรือเปล่า” จากคนที่เคยมั่นใจในความทรงจำของตัวเอง เราเริ่มเก็บแชต เก็บอีเมล จดทุกอย่างไว้...

รู้เรา | เราไม่ได้ถูกสอนให้แพ้กันสักเท่าไร

โตขึ้นอีกแบบ คือแพ้แล้วไม่ต้องรีบพิสูจน์ว่าตัวเองยังเก่ง ตอนเด็ก ๆ เราถูกสอนเรื่องความพยายามกันเยอะมาก ทำอะไรต้องตั้งใจ อย่ายอมแพ้ง่าย ๆ ล้มแล้วต้องลุก และถ้ายังไม่สำเร็จก็ให้พยายามใหม่อีกครั้ง คำสอนเหล่านี้ไม่ได้ผิดอะไร เพียงแต่เมื่อเข้ามาอยู่ในโลกการทำงานนานขึ้น ดิฉันกลับรู้สึกว่ามีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญพอ ๆ กัน แต่เราไม่ค่อยถูกสอน นั่นคือ ถ้าวันหนึ่งเราพยายามแล้ว แต่ยังแพ้อยู่ เราจะอยู่กับมันอย่างไร เพราะโลกการทำงานไม่ได้ยุติธรรมในแบบที่ว่าคนพยายามที่สุดจะได้ทุกอย่างเสมอไป เราอาจเตรียม Presentation มาดีมาก แต่ลูกค้าเลือกอีกบริษัท สมัครตำแหน่งที่คิดว่าเหมาะกับเรามาก แต่สุดท้ายองค์กรเลือกอีกคน เสนอไอเดียที่เรามั่นใจแต่ที่ประชุมไม่เอา หรือบางครั้งไม่มีเหตุผลอะไรซับซ้อนเลย งานของเราอาจยังไม่ดีพอจริง ๆ ก็ได้ ความผิดหวังจากเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่ดิฉันคิดว่าน่าสนใจกว่าคือ พฤติกรรมของเราหลังจากรู้ว่าตัวเองไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ เพราะตรงนั้นมักมี Ego เข้ามาเกี่ยวข้องโดยที่เราไม่ทันสังเกต บางคนรีบอธิบายว่าที่แพ้เพราะเงื่อนไขไม่ยุติธรรม บางคนเริ่มหาข้อเสียของคนที่ได้รับเลือก บางคนบอกตัวเองว่า “จริง ๆ ก็ไม่ได้อยากได้ขนาดนั้น” ทั้งที่ก่อนหน้านี้อยากได้มาก หรือบางคนรีบหาความสำเร็จเรื่องใหม่มาวางทับ เพราะทนอยู่กับความรู้สึกว่าตัวเองเพิ่งแพ้ไม่ได้ พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนไม่ดี แต่มันอาจกำลังบอกว่า เราผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับการเป็นคนที่ต้องชนะมากกว่าที่คิด ดิฉันจึงมองว่า “การแพ้ให้เป็น” เป็น Self-management อีกแบบหนึ่ง...

รู้คน | ความน่ารักในที่ทำงาน ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครชอบเราเยอะ

เก่งจนคนยอมรับ กับเก่งจนคนอยากทำงานด้วย ไม่เหมือนกัน ช่วงนี้ดิฉันได้อ่านเรื่อง Likeability หรือถ้าจะแปลเป็นภาษาง่าย ๆ ก็คงประมาณว่า “ความน่ารัก” หรือ “ความน่าคบหา” ในการทำงานอยู่หลายครั้ง และมีข้อสังเกตหนึ่งที่น่าสนใจว่า ในโลกการทำงาน คนที่มีความสามารถมากที่สุดอาจไม่ได้เป็นคนที่ได้รับโอกาสมากที่สุดเสมอไป เพราะนอกจาก Competence หรือความสามารถแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่มีผลต่อการที่คนจะเลือกเรา เชื่อใจเรา อยากร่วมงานกับเรา หรือแม้กระทั่งนึกถึงเราเมื่อมีโอกาสบางอย่างเข้ามา นั่นคือ คนรู้สึกอย่างไรเมื่ออยู่กับเรา ตอนแรกดิฉันก็สะดุดกับคำว่า “ความน่ารัก” เหมือนกัน เพราะถ้าเอามาใช้กับโลกการทำงาน มันฟังเหมือนกำลังบอกว่าเราต้องทำตัวให้คนชอบ ต้องยิ้มเก่ง พูดเพราะ เข้าสังคมเก่ง หรือเป็นคนอัธยาศัยดี แต่พอคิดต่อ ดิฉันว่า Likeability ที่มีคุณค่าในโลกการทำงานไม่ใช่การทำให้คนชอบเรา แต่เป็นการทำให้คนรู้สึกว่า “ทำงานกับคนนี้แล้วดี” สองอย่างนี้ต่างกันมาก คนหนึ่งอาจไม่ใช่คนพูดเก่ง ไม่ได้เป็นคนสร้างเสียงหัวเราะในห้องประชุม และอาจไม่ได้สนิทกับใครเป็นพิเศษ แต่เวลาทำงานด้วยแล้วสบายใจ เพราะพูดอะไรไว้ก็ทำอย่างนั้น รับฟังคนอื่น ให้เครดิตคน ไม่ทำให้ใครรู้สึกเล็กลงเวลาตัวเองรู้มากกว่า และเมื่อเกิดปัญหาก็ไม่รีบหาคนผิดก่อนหาทางออก คนแบบนี้อาจไม่ได้ “น่ารัก” ในความหมายที่เราคุ้นเคย แต่มี Likeability สูงมากในความหมายของการทำงาน...

รู้เรา | เรื่องของเราที่บางทีเราก็ยังไม่รู้

เก่งขึ้นได้ โดยไม่ต้องแลกด้วยสุขภาพจิตทั้งหมด มีประโยคหนึ่งที่ฉันเห็นผ่านตามาว่า “ที่เห็นว่าเก่ง มันแลกกับสุขภาพจิตมาทั้งนั้น” อ่านแล้วก็เข้าใจว่าทำไมหลายคนรู้สึกแบบนั้น เพราะกว่าจะเก่งในอะไรสักอย่าง มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่เคยเหนื่อย ไม่เคยกดดัน ไม่เคยทำงานหนัก หรือไม่เคยผ่านช่วงเวลาที่ต้องเอาเรื่องงานกลับมาคิดต่อหลังเลิกงาน ฉันเองจึงไม่ค่อยเชื่อแนวคิดที่ว่า เราจะเติบโตในหน้าที่การงานได้โดยไม่ต้อง “แลก” อะไรเลย ความเก่งมีราคาเสมอ บางคนจ่ายด้วยเวลา บางคนจ่ายด้วยความพยายาม บางคนจ่ายด้วยการฝึกซ้ำ ๆ ในสิ่งที่ตัวเองยังไม่เก่ง บางช่วงของชีวิตเราอาจต้องทำงานมากกว่าปกติ นอนดึกกว่าเดิม หรือยอมลดเวลาส่วนตัวลง เพราะมีบางอย่างที่อยากไปให้ถึง แต่คำถามสำคัญสำหรับฉันคือ เราจำเป็นต้องจ่ายด้วยสุขภาพจิตทั้งหมดเลยหรือเปล่า คำว่า Work-Life Balance อาจฟังดูเป็นคำเก่าไปแล้วสำหรับโลกการทำงานวันนี้ เพราะในความเป็นจริง งานกับชีวิตไม่ได้ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งเท่า ๆ กันทุกวัน บางสัปดาห์งานกินพื้นที่ชีวิตไป 80% บางช่วงครอบครัวหรือเรื่องส่วนตัวต้องมาก่อน และบางวันเราอาจมีพลังเหลือให้กับงานเพียงครึ่งเดียวของวันปกติ ดังนั้น Balance อาจไม่ใช่การแบ่งเวลา 50:50 แต่เป็น ความสามารถในการบริหารพลัง เวลา ความรับผิดชอบ และตัวเองให้เหมาะกับแต่ละช่วงชีวิต และนี่ต่างหากที่ฉันคิดว่าเป็น Soft Skill สำคัญของคนทำงาน คนที่ Self-management ดี...

องค์กรไม่ได้พังเพราะคนลาออก แต่พังเพราะ “คนที่ควรออก” ยังอยู่

เวลามีพนักงานลาออก โดยเฉพาะคนเก่ง เรามักได้ยินคำถามว่า “ทำไมองค์กรถึงรักษาคนไว้ไม่ได้” จนคำว่า Retention กลายเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของ HR และหัวหน้างาน หลายองค์กรจึงพยายามสร้าง Engagement ปรับสวัสดิการ เพิ่มกิจกรรม หรือหาวิธีทำให้คนอยากอยู่กับองค์กรมากขึ้น ทั้งหมดนั้นไม่ผิด แต่มีอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ คนที่เราพยายามรักษาไว้นั้น เป็นคนที่องค์กรควรรักษาไว้จริงหรือเปล่า เพราะเป้าหมายขององค์กรไม่ควรเป็นการทำให้ “ทุกคนอยู่” แต่ควรเป็นการทำให้ คนที่ใช่อยากอยู่ และคนที่ไม่ใช่ไม่กลายเป็นภาระของคนที่เหลือ คนที่ “ไม่ใช่” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงคนที่ทำงานไม่เก่งเพียงอย่างเดียว บางคนผลงานดีมาก แต่ทำงานร่วมกับใครไม่ได้ บางคนเก่งแต่ไม่รับผิดชอบ บางคนสร้างความขัดแย้งไปทั่ว บางคนทำผิดซ้ำ ๆ แต่ทุกครั้งมีเหตุผลอธิบายตัวเองได้เสมอ และบางคนอาจไม่ได้สร้างปัญหาอย่างชัดเจน แต่ใช้ชีวิตอยู่ในองค์กรด้วยมาตรฐานที่ต่ำกว่าคนอื่นจนคนรอบข้างต้องคอยรับภาระแทน สิ่งที่น่ากลัวคือ คนเหล่านี้บางครั้งกลับอยู่ในองค์กรได้นานมาก ไม่ใช่เพราะองค์กรเห็นว่าพฤติกรรมนั้นดี แต่เพราะหัวหน้า “ยังไม่อยากจัดการ” กลัวเสียคน กลัวหาคนแทนไม่ได้ กลัวมีปัญหา กลัวทีมสะเทือน หรือบางครั้งก็เพราะความผูกพันส่วนตัว ทำงานด้วยกันมานานจนคำว่า “ลูกน้องเก่า” หรือ “ลูกน้องรัก” เริ่มมีน้ำหนักมากกว่ามาตรฐานที่ควรใช้กับทุกคน ผลที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้มีแค่การเก็บคนหนึ่งคนไว้ แต่กำลังส่งข้อความไปถึงคนทั้งทีมว่า พฤติกรรมแบบไหนที่องค์กรยอมรับได้ นี่เป็นเรื่องของ...

ขอแสดงความยินดีกับลูกความด้วยนะคะ 🎉🥳

วันนี้มีข่าวดีจากคดีของลูกความมาเล่าให้ฟัง รอบนี้เราอยู่ฝั่งลูกจ้างค่ะ หลังจากต่อสู้คดีกันมา ในที่สุดนายจ้างได้ชำระ ค่าชดเชยตามกฎหมาย ให้ลูกความเรียบร้อยแล้ว ส่วนประเด็น ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลก็เห็นว่านายจ้างยังต้องรับผิดเพิ่มเติม คดีนี้มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ PIP หรือ Performance Improvement Plan เพราะก่อนเลิกจ้าง นายจ้างได้นำลูกจ้างเข้าสู่กระบวนการ PIP ซึ่งหลายครั้งทั้งนายจ้างและลูกจ้างอาจเข้าใจว่า เมื่อพนักงานถูกนำเข้า PIP แล้ว หากสุดท้ายประเมินไม่ผ่าน นายจ้างก็สามารถเลิกจ้างได้ และการเลิกจ้างนั้นย่อมเป็นธรรม แต่จริง ๆ แล้ว การมี PIP ไม่ได้ทำให้การเลิกจ้างเป็นธรรมโดยอัตโนมัติ ขอแยกเรื่องนี้ให้ชัดก่อนว่า การเลิกจ้างหลัง PIP ไม่ได้หมายความว่านายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยหรือค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมทุกกรณี และในทางกลับกัน การทำ PIP ก็ไม่ได้หมายความว่านายจ้างจะไม่ต้องรับผิดอะไรเลยเช่นกัน แต่ละกรณียังต้องพิจารณาจากเหตุแห่งการเลิกจ้าง ข้อเท็จจริง และกระบวนการที่นายจ้างดำเนินการ ส่วนเรื่องว่า PIP แบบไหนจึงจะนำไปสู่การเลิกจ้างได้อย่างถูกต้อง เรื่องนี้เคยเขียนไว้หลายครั้งแล้ว ลองย้อนดูโพสต์เก่า ๆ ในเพจได้ เพราะถ้าจะอธิบายกันจริง ๆ พื้นที่โพสต์นี้คงไม่พอ แต่สิ่งที่อยากหยิบมาเล่าจากคดีนี้เป็นอีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือ ก่อนจะไปดูว่าลูกจ้าง...

คัดค้านว่า “ไม่ยอม” แต่ทำตามมา 7 เดือน แบบนี้ยังถือว่าไม่ยอมอยู่ไหม

เรื่องการเปลี่ยนแปลงวันหรือเวลาทำงาน คิดว่านายจ้างหลายคนน่าจะเคยเจอ พอจะปรับเวลาทำงาน ปรับวันทำงาน หรือปรับตารางกะ ลูกจ้างก็บอกว่า “ไม่ได้ นายจ้างเปลี่ยนเวลาทำงานไม่ได้” หรือ “ถ้าลูกจ้างไม่ยินยอม นายจ้างเปลี่ยนไม่ได้” จริง ๆ เรื่องนี้ตอบด้วยประโยคเดียวไม่ได้ เรื่องการเปลี่ยนแปลงวันและเวลาทำงานต้องดูข้อเท็จจริงหลายอย่างประกอบกัน ทั้งข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ลักษณะของการเปลี่ยนแปลง เหตุผลและความจำเป็นของนายจ้าง ตลอดจนต้องพิจารณาด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นคุณหรือไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างอย่างไร กฎหมายมันไม่ใช่ 1 + 1 = 2 ที่ข้อเท็จจริงคล้ายกันแล้วคำตอบจะต้องเหมือนกันทุกเรื่อง บางครั้งเปลี่ยนข้อเท็จจริงเพียงบางจุด ผลทางกฎหมายก็อาจเปลี่ยนไปแล้ว เรื่องที่จะเล่าวันนี้จึงไม่ได้หยิบมาเพื่อบอกว่า “นายจ้างเปลี่ยนเวลาทำงานได้” หรือ “นายจ้างเปลี่ยนเวลาทำงานไม่ได้” แต่เป็นอีกมุมหนึ่งของเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่น่าสนใจมาก ถ้าลูกจ้างคัดค้านว่าไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง แต่หลังจากนั้นกลับทำงานตามเงื่อนไขใหม่ต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายเดือน แบบนี้ยังถือว่าไม่ยอมรับอยู่หรือไม่ เรื่องมีอยู่ว่า ลูกจ้างรายหนึ่งเดิมทำงาน 21 วัน หยุด 21 วัน ต่อมานายจ้างมีการเปลี่ยนแปลงวันทำงาน จากเดิมทำงาน 21 วัน หยุด 21 วัน เป็น ทำงาน 20 วัน...

47 วินาทีไม่ได้บอกว่าคนยุคนี้สมาธิสั้น แต่มันกำลังบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับ “วิธีทำงาน” ของเรา

47 วินาที เป็นตัวเลขที่สะดุดตาพอจะทำให้หลายคนเข้าใจไปได้ง่าย ๆ ว่า “คนยุคนี้มีสมาธิได้แค่นี้แล้วหรือ” แต่จากข้อมูลที่ถูกนำมาอ้างถึงจากงานศึกษาของ Gloria Mark และคณะ ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์มีความสามารถในการจดจ่อเพียง 47 วินาที สิ่งที่งานศึกษามองคือระยะเวลาที่คนทำงานอยู่กับหน้าจอหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยน Attention ไปยังอีกหน้าจอหนึ่ง ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะแทนที่จะรีบสรุปว่า “คนสมัยนี้สมาธิสั้น” ตัวเลขนี้อาจกำลังทำให้เราเห็นอีกเรื่องหนึ่งว่า ชีวิตการทำงานของเราทำให้ Attention ถูกสลับบ่อยแค่ไหน ลองมองโต๊ะทำงานธรรมดาในวันนี้ เราอาจกำลังทำรายงานอยู่ แต่ขณะเดียวกันก็เปิด Browser ไว้หลาย Tab มี Email เปิดค้าง LINE อยู่ในโทรศัพท์ Teams หรือโปรแกรม Chat พร้อมแจ้งเตือน ระหว่างนั้นมีคนโทรมา มีประชุมแทรก และมีงานใหม่เข้ามาเรื่อย ๆ ดูเผิน ๆ เหมือนเรากำลังทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่ในความเป็นจริง เรากำลังย้ายความสนใจจากเรื่องหนึ่งไปอีกเรื่องหนึ่งตลอดทั้งวัน อย่างไรก็ตาม ถ้าจะอธิบายเรื่อง Attention ในการทำงานแล้วบอกว่าทั้งหมดเป็นความรับผิดชอบขององค์กร ก็คงไม่แฟร์นัก เพราะสิ่งรบกวนไม่ได้มาจากระบบงานเพียงอย่างเดียว บางครั้งไม่มีใครทัก...

คนไม่ได้อ่านทุกคำที่เราเขียน แล้วเรายังเขียนอีเมลเหมือนเขาจะอ่านทุกคำอยู่หรือเปล่า

จากเรื่อง Attention ที่เขียนต่อกันมาหลายตอน มีข้อมูลหนึ่งในบทความที่ฉันไปอ่านแล้วสะดุด คือเรื่องพฤติกรรมการอ่านบนหน้าจอ มีการอ้างข้อมูลว่า คนที่อ่านเนื้อหาบนเว็บไซต์ไม่ได้อ่านทุกคำ แต่มักกวาดสายตาและเลือกอ่านเพียงบางส่วนของเนื้อหา พอเอาเรื่องนี้กลับมามองการสื่อสารในที่ทำงาน ก็ทำให้นึกถึงอีเมลหลายฉบับที่เราเขียนกันทุกวัน เพราะบางครั้งเราเขียนอีเมลเหมือนคนรับจะนั่งอ่านตั้งแต่คำแรกจนถึงคำสุดท้ายอย่างตั้งใจ ลองนึกถึงอีเมลฉบับหนึ่งที่มี 12 ย่อหน้า ผู้เขียนตั้งใจมาก เล่าที่มาของเรื่องตั้งแต่ต้น อธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น ใครเกี่ยวข้องบ้าง มีข้อมูล ตัวเลข เหตุผล และรายละเอียดประกอบครบถ้วน ส่วนสิ่งที่ต้องการจากคนรับจริง ๆ คือ “กรุณาอนุมัติภายในวันพุธ” อยู่ในย่อหน้าที่ 10 พอถึงวันพฤหัสบดี งานยังไม่ได้รับอนุมัติ คนส่งเปิดอีเมลขึ้นมาแล้วบอกว่า “ก็เขียนไว้ในเมลแล้ว” เขียนไว้จริง และส่งไปแล้วจริงด้วย แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ สิ่งสำคัญไปถึงคนรับหรือยัง เวลาสื่อสาร เรามักมองจากฝั่งของผู้ส่ง เมื่อข้อมูลออกจากมือเราแล้ว เรารู้สึกว่างานของการสื่อสารจบลง ฉันบอกแล้ว ฉันส่งแล้ว ฉันเขียนไว้แล้ว ถ้าอีกฝ่ายไม่อ่านก็เป็นเรื่องของเขา แต่ถ้ามองจากฝั่งคนรับ อีเมลฉบับนั้นอาจเป็นเพียงหนึ่งในหลายสิบฉบับที่เข้ามาในวันเดียว เขาอาจเปิดอ่านระหว่างประชุม อ่านจากโทรศัพท์ หรือมีเวลาเพียงไม่กี่นาทีก่อนต้องไปทำเรื่องอื่นต่อ ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าคนรับไม่มีหน้าที่อ่านอีเมล และไม่ได้หมายความว่าอีเมลทุกฉบับควรย่อให้เหลือสามบรรทัด เรื่องบางเรื่องจำเป็นต้องอธิบายรายละเอียด และบางเรื่องผู้รับก็ควรอ่านอย่างครบถ้วน เพียงแต่ในฐานะคนส่ง เราอาจช่วยให้...