Please wait ...

 
รู้เรา — Self-management • Mindset • วินัย • การเติบโต  ยิ่ง AI เก่งขึ้น Soft Skills ยิ่งสำคัญ แต่ทำไมเราถึงมองข้ามมัน

ช่วงนี้ไม่ว่าจะไปสอนที่ไหน คำถามหนึ่งที่ได้ยินบ่อยคือ AI จะเข้ามาแทนคนทำงานมากแค่ไหน งานอะไรจะหายไป และคนทำงานต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มเพื่อไม่ให้ตัวเองถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เราจึงเริ่มเรียนรู้การใช้ AI กันมากขึ้น เรียน Prompt เรียนเครื่องมือใหม่ ๆ พยายามทำงานให้เร็วขึ้น ใช้ข้อมูลให้เก่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ควรทำค่ะ เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยน วิธีทำงานของเราก็ต้องเปลี่ยนตาม แต่มีเรื่องหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าเราพูดถึงกันน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ยิ่ง AI เก่งขึ้น Soft Skills ของคนยิ่งสำคัญ เพราะในวันที่ AI ช่วยเขียนรายงาน สรุปข้อมูล ทำ Presentation วิเคราะห์ตัวเลข ร่างอีเมล หรือแม้แต่ช่วยคิดว่าเราควรตอบคนตรงหน้าอย่างไรได้ภายในไม่กี่วินาที สิ่งที่ทำให้คนคนหนึ่งยังแตกต่างจากอีกคน ไม่ได้อยู่แค่ว่า “ใครทำงานได้” แต่อยู่ที่ว่า ใครทำงานกับคนอื่นเป็น คนสองคนอาจมีความรู้ใกล้กัน ใช้ AI ตัวเดียวกัน และได้ข้อมูลชุดเดียวกัน แต่คนหนึ่งรู้ว่าจะอธิบายเรื่องยากให้คนอื่นเข้าใจอย่างไร รู้ว่าจะ Feedback ลูกน้องแบบไหนโดยไม่ทำให้เขาปิดใจ รู้ว่าเวลาเกิดความขัดแย้งควรจัดการอารมณ์ตัวเองก่อนหรือควรพูดอะไรออกไป และรู้ว่าการเป็นหัวหน้าไม่ได้หมายความว่าเรามีสิทธิพูดหรือทำอะไรก็ได้เพียงเพราะเรามีตำแหน่งสูงกว่า นี่คือเรื่องของ Communication, EQ, Self-management, Leadership...

Soft Skills ใช้ผิดที่ ก็สร้างปัญหาได้เหมือนกัน

เวลาพูดถึง Soft Skills เรามักพูดในด้านบวกเสมอว่า คนทำงานควรมี Empathy ควรเป็นผู้ฟังที่ดี ควรสื่อสารให้เป็น ควรยืดหยุ่น ควรประนีประนอม หรือถ้าเป็นหัวหน้าก็ควรเปิดโอกาสให้คนในทีมมีส่วนร่วม ทั้งหมดนี้ถูกค่ะ แต่มีอีกด้านหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าเราพูดถึงกันไม่มากนัก คือ Soft Skills ต่อให้เป็นทักษะที่ดี ถ้าใช้ผิดเวลา ผิดสถานการณ์ หรือใช้มากเกินไป ก็สร้างปัญหาได้เหมือนกัน หัวหน้าที่มี Empathy สูง เข้าใจว่าลูกน้องมีปัญหาส่วนตัว เข้าใจว่าช่วงนี้เหนื่อย เข้าใจว่ามีเรื่องที่บ้าน ถ้าเข้าใจจนไม่กล้า Feedback เรื่องงานที่ต้องแก้ จาก Empathy ก็อาจค่อย ๆ กลายเป็นการปล่อยผ่าน และสุดท้ายคนที่ได้รับผลกระทบอาจไม่ใช่แค่ลูกน้องคนนั้น แต่เป็นคนอื่นในทีมที่ต้องรับงานเพิ่มแทน การเป็นผู้ฟังที่ดีก็เช่นกัน เราถูกสอนให้ฟังโดยไม่ขัด ให้เปิดพื้นที่ให้อีกฝ่ายพูด แต่ในการทำงาน บางครั้งเราก็ต้องรู้ว่าเมื่อไรควรถาม เมื่อไรควรตัดบท และเมื่อไรควรพาการสนทนากลับเข้าสู่ประเด็น เพราะประชุมหนึ่งชั่วโมงที่ทุกคนได้พูดครบ แต่สุดท้ายไม่มีใครรู้ว่าจะทำอะไรต่อ ก็คงเรียกว่าเป็นการสื่อสารที่ดีได้ยาก ความยืดหยุ่นก็เป็น Soft Skill ที่สำคัญ แต่ถ้ายืดหยุ่นทุกครั้งจนไม่มีมาตรฐาน คนทำงานก็จะเริ่มไม่รู้ว่าอะไรคือกติกา วันนี้อนุโลมได้ พรุ่งนี้ก็ขออีก...

ลูกจ้างลาป่วยต่อเนื่อง 10 เดือน โดยนายจ้างได้จ่ายค่าจ้างในวันลาป่วยครบ 30 วันทำงานแล้ว ระหว่างการลาป่วยนั้น นายจ้างต้องส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่

เมื่อนายจ้างได้จ่ายเงินค่าจ้างในวันลาป่วยครบ 30 วันทำงานแล้ว แม้ช่วงการลาป่วยจะมีวันหยุดประจำสัปดาห์และวันหยุดตามประเพณีคร่อมอยู่ วันหยุดดังกล่าวย่อมเกลื่อนกลืนเป็นวันลาที่ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างแล้ว เมื่อนายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าจ้างในวันลาป่วยดังกล่าวให้กับลูกจ้าง จึงไม่มีเงินที่ต้องนำมาคำนวณหักส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นายจ้างจึงไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ (หมายเหตุ: ทุกกรณีที่ถือว่าจ่ายค่าจ้าง ต้องหักส่ง) ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน

การนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีเพดานขั้นต่ำและขั้นสูงหรือไม่

ไม่มีเพดานขั้นต่ำและขั้นสูง ดังนั้น หากลูกจ้างได้รับค่าจ้างในอัตราที่สูงเพียงใดก็ตาม นายจ้างก็ต้องนำเงินค่าจ้างดังกล่าวมาคำนวณเพื่อส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน

เงินค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ต้องหักเงินดังกล่าวนำส่งเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่

เงินค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ไม่ใช่เงินที่นายจ้างจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ จึงไม่ใช่ “ค่าจ้าง” ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จึงไม่นำมาคำนวณหักเงินนำส่งเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน

การนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง หากมีเศษสตางค์จะปัดทิ้งได้หรือไม่

การคำนวณเงินที่ต้องนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างนั้น สถานประกอบกิจการต้องไม่ปัดเศษสตางค์ทิ้ง เนื่องจากหน่วยสตางค์เป็นหน่วยที่ยังใช้บังคับอยู่และจะทำให้การส่งเงินไม่ครบถ้วน จึงต้องนำส่งเงินตามความเป็นจริงที่คำนวณได้ แตกต่างจาก พรบ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 46 ที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ พรบ. ประกันสังคม มาตรา 46 วรรคสอง ค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แต่ละคนให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนแต่ละคน สำหรับเศษของเงินสมทบที่มีจำนวนตั้งแต่ 50 สตางค์ขึ้นไปให้นับเป็น 1 บาท ถ้าน้อยกว่านั้นให้ปัดทิ้ง ในกรณีที่ผู้ประกันตนทำงานกับนายจ้างหลายรายให้คำนวณเงินสมทบจากค่าจ้างที่ได้รับจากนายจ้างแต่ละราย ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน

เงินที่นายจ้างจ่ายเพื่อเป็นรางวัล สวัสดิการ หรือจูงใจ ต้องหักส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่

เงินที่จ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการ รางวัล หรือจูงใจ มิใช่เงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานไม่ใช่ “ค่าจ้าง” ตามมาตรา 5 แห่ง พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เช่น โบนัส เบี้ยขยัน เงินช่วยเหลือค่าที่พัก ค่าเดินทาง เงินจูงใจที่ฝ่ายขายได้ตามเป้า ค่ากะดึก ค่าเช่ารถผู้บริหาร เป็นต้น (ควรศึกษาจากแนวคำพิพากษาของศาลที่วินิจฉัยเกี่ยวกับค่าจ้าง ไม่ควรจำชื่อเงินเพราะเงินแต่ละประเภทแม้ชื่อเดียวกัน แต่อาจมีเงื่อนไขแตกต่างกันไปตามข้อเท็จจริง) ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน

นายจ้างต้องหักจากเงินใดบ้างส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

ต้องหักเงินทุกประเภทที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานซึ่งอยู่ในความหมาย “ค่าจ้าง” ตามมาตรา 5 แห่ง พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เช่น ค่าครองชีพ ค่าตำแหน่ง ค่าตอบแทนการขาย ค่าเที่ยวพนักงานขับรถขนส่ง ค่าชั่วโมงบิน ค่าวิชาชีพ ค่าทักษะ เบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย เป็นต้น (ควรศึกษาจากแนวคำพิพากษาของศาลที่วินิจฉัยเกี่ยวกับค่าจ้าง ไม่ควรจำชื่อเงินเพราะเงินแต่ละประเภทแม้ชื่อเดียวกัน แต่อาจมีเงื่อนไขแตกต่างกันไปตามข้อเท็จจริง) ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน

นายจ้างต้องหักเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในอัตราเท่าใด และต้องนำส่งเงินในวันที่เท่าใด

ต้องหักเงินจากค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในอัตราร้อยละ 0.25 ในช่วง 1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2574 และในอัตราร้อยละ 0.50 ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป โดยนายจ้างจ่ายสมทบในอัตราเท่ากับเงินสะสมของลูกจ้าง นำส่งกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายค่าจ้าง ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน

นายจ้างมีลูกจ้างไม่ถึง 10 คน/เป็นกิจการไม่แสวงหากำไรทางเศรษฐกิจ/กิจการยกเว้น แต่ลูกจ้างอยากเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างโดยสมัครใจ ได้หรือไม่

ได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมจากนายจ้างในกรณีดังกล่าวด้วย และให้นายจ้างมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้เสมือนเป็นกิจการที่อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัตินี้ ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน