Please wait ...

 
ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 กฎหมายมีผลบังคับใช้ นายจ้างมีลูกจ้างรวมกัน  12 คน และเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแล้ว ต่อมาต้นปี 2570 ลูกจ้างลดเหลือ 8 คน นายจ้างต้องนำเงินนำส่งฯ เข้ากองทุนฯ อีกหรือไม่

แม้ลูกจ้างจะลดลงเหลือไม่ถึง 10 คน ก็ตาม นายจ้างมีหน้าที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามเดิม และลูกจ้างจะได้รับเงินสะสม เงินสมทบ ดอกผล เมื่อสิ้นสุดการทำงาน ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน

เหตุแห่งการจ่ายเงินทดแทน” ลูกจ้างกรณีไหนบ้างที่มีสิทธิได้รับเงินทดแทน

เวลาเกิดอุบัติเหตุกับลูกจ้าง สิ่งที่มักได้ยินกันบ่อยคือ “เกิดในที่ทำงาน นายจ้างก็ต้องรับผิด” หรือ “เกิดระหว่างไปทำงาน ก็น่าจะเบิกกองทุนเงินทดแทนได้” แล้วก็เป็นอีกหนึ่งคำถามที่เกิดบ่อยมากในอินบ็อกซ์เพจ ซึ่งคิดว่าเป็นประโยชน์และเอามาเล่าให้ฟังหน้าเพจให้ถ้วนทั่ว สิ่งแรกที่อยากให้ทราบคือ กฎหมายเงินทดแทนไม่ได้ดูเพียงว่าเหตุเกิดในเวลางานหรือในสถานที่ทำงานเท่านั้น สิ่งที่ต้องดูให้ถึงคือ เหตุนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานให้นายจ้างหรือไม่ พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดความหมายของคำว่า “ประสบอันตราย” ไว้ในมาตรา 5 โดยหมายถึงกรณีที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กาย ได้รับผลกระทบแก่จิตใจ หรือถึงแก่ความตาย เนื่องจากการทำงาน ป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้าง หรือตามคำสั่งของนายจ้าง ถ้าเป็นกรณีลูกจ้างได้รับบาดเจ็บจากเครื่องจักรระหว่างทำงาน ถูกไฟฟ้าดูดขณะปฏิบัติหน้าที่ หรือได้รับอันตรายขณะทำงานที่นายจ้างมอบหมาย ความเชื่อมโยงกับการทำงานย่อมเห็นได้ค่อนข้างชัด แต่คดีเงินทดแทนจำนวนไม่น้อยไม่ได้ง่ายเช่นนั้น เพราะข้อเท็จจริงบางอย่างอยู่ตรงรอยต่อระหว่าง “เรื่องงาน” กับ “เรื่องส่วนตัว” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเรื่องอุบัติเหตุระหว่างเดินทาง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 182/2524 เป็นกรณีลูกจ้างเลิกงานและโดยสารรถที่นายจ้างจัดให้เพื่อกลับบ้าน ต่อมารถเกิดอุบัติเหตุจนลูกจ้างเสียชีวิต ศาลเห็นว่าการจัดรถรับส่งเป็นเพียงการอำนวยความสะดวกแก่ลูกจ้าง หลังเลิกงานลูกจ้างไม่ได้อยู่ระหว่างปฏิบัติงานตามคำสั่งของนายจ้างแล้ว จึงไม่ถือว่าเป็นการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน แต่ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4919/2538 ข้อเท็จจริงต่างออกไป ลูกจ้างได้รับมอบหมายให้เดินทางไปเก็บเงินจากลูกค้า และในวันเกิดเหตุลูกจ้างไม่ต้องเข้าไปยังสถานที่ทำงานก่อน แต่สามารถเดินทางจากบ้านตรงไปหาลูกค้าได้ ระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุ ศาลเห็นว่าลูกจ้างได้เริ่มปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายแล้ว การประสบอันตรายจึงเป็นการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน สองคดีนี้ทำให้เห็นว่า การพูดกว้าง ๆ...

นัดหยุดงานได้ แล้วชุมนุมในบริษัทได้ด้วยหรือไม่

ถ้าลูกจ้างนัดหยุดงานโดยชอบด้วยกฎหมาย คำถามต่อมาคือ แล้วระหว่างหยุดงาน ลูกจ้างทำอะไรได้บ้าง? รวมตัวกันได้ไหม ใช้เครื่องขยายเสียงได้หรือเปล่า หรือถ้าจะเข้าไปชุมนุมกันในพื้นที่ของบริษัท ทั้งที่บริษัทไม่ได้อนุญาตและยังมีพนักงานส่วนหนึ่งทำงานอยู่ แบบนี้ยังถือว่าเป็นการใช้สิทธิในการนัดหยุดงานอยู่หรือไม่? เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่ เรามักพูดถึง “สิทธิในการนัดหยุดงาน” รวมไปกับกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการนัดหยุดงาน จนบางครั้งกลายเป็นเรื่องเดียวกันไปหมด ทั้งที่ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 5 คำว่า “การนัดหยุดงาน” มีความหมายเฉพาะ คือ “การที่ลูกจ้างร่วมกันไม่ทำงานชั่วคราวเนื่องจากข้อพิพาทแรงงาน” แล้วถ้าลูกจ้างไม่ได้เพียงหยุดทำงาน แต่มีการกระทำอย่างอื่นเกิดขึ้นด้วยล่ะ? มีคดีหนึ่งที่ไปถึงศาลฎีกา ลูกจ้างอยู่ระหว่างการนัดหยุดงานและเข้าไปชุมนุมกับพวกรวม 123 คนในพื้นที่ซึ่งบริษัทนายจ้างและอีกบริษัทหนึ่งครอบครองร่วมกัน โดยไม่ได้รับอนุญาต การชุมนุมครั้งนั้นไม่ได้มีเพียงการรวมตัวกัน ศาลฟังข้อเท็จจริงว่า มีการฝ่าฝืนและดึงดันเข้าไปในพื้นที่แม้พนักงานรักษาความปลอดภัยจะห้ามปราม มีการนำเต็นท์ขนาดใหญ่ เครื่องขยายเสียง สุขาเคลื่อนที่ รถยนต์และรถจักรยานยนต์เข้าไป และใช้เครื่องขยายเสียงปราศรัยรบกวนการทำงานของพนักงานที่ไม่ได้หยุดงานต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน สำหรับลูกจ้างสองคนซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ ยังถูกดำเนินคดีอาญาฐานบุกรุก และคดีอาญาถึงที่สุดแล้ว เมื่อลูกจ้างอ้างว่าการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างการนัดหยุดงาน ประเด็นจึงมาถึงคำถามสำคัญว่า สิ่งที่ลูกจ้างทำระหว่างนัดหยุดงานทั้งหมด จะถือเป็นส่วนหนึ่งของ “การนัดหยุดงาน” ไปด้วยหรือไม่ คำตอบจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8986–8997/2561 คือ ไม่ใช่ ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยพิจารณาจากความหมายของ...

รักษาแล้ว แต่กลับไปทำงานเหมือนเดิมไม่ได้ ใครรับผิดชอบค่าฟื้นฟู

เวลาลูกจ้างประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน เรามักพูดถึงค่ารักษาพยาบาลกันก่อน แต่มีคำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นได้หลังจากการรักษาสิ้นสุดลงแล้ว คือ ถ้ารักษาแล้วแต่ร่างกายไม่เหมือนเดิมล่ะ? สมมติลูกจ้างได้รับอุบัติเหตุจากการทำงานจนแขนหรือขาสูญเสียสมรรถภาพ แม้พ้นระยะรักษาพยาบาลแล้ว แต่ยังต้องทำกายภาพบำบัด ต้องใช้อุปกรณ์ช่วย หรือไม่สามารถกลับไปทำงานเดิมได้และจำเป็นต้องฝึกอาชีพใหม่ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นใครเป็นคนรับผิดชอบ? เรื่องนี้พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้โดยเฉพาะค่ะ มาตรา 15 กำหนดว่า ในกรณีที่ลูกจ้างจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานภายหลังการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานของลูกจ้างเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง ตรงนี้มีคำที่ต้องอ่านให้ครบ คือ “จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟู” “เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น” และ “ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนด” เพราะไม่ได้หมายความว่าค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายหลังการรักษา ลูกจ้างจะสามารถนำมาเรียกได้ทั้งหมด แล้วกฎหมายให้ค่าฟื้นฟูอะไรบ้าง? ปัจจุบันกฎกระทรวงกำหนดการจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. 2563 กำหนดค่าใช้จ่ายไว้หลายส่วน ส่วนแรกเป็นการฟื้นฟูด้านการแพทย์ เช่น กายภาพบำบัดไม่เกินวันละ 200 บาท และกิจกรรมบำบัดไม่เกินวันละ 100 บาท โดยรวมกันไม่เกิน 24,000 บาท ถ้าจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาหรือผ่าตัดเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน กำหนดไว้ไม่เกิน 40,000 บาท...

ปิดงาน งดจ้าง” ถือเป็นการเลิกจ้างหรือไม่

จำกรณี “ไดกิ้นปิดงานงดจ้าง” ที่เป็นข่าวใหญ่เมื่อช่วงปลายปี 2568 กันได้ไหมคะ ตอนนั้นมีคนถามเข้ามากันเยอะมากว่า บริษัทประกาศปิดงาน ไม่ให้ลูกจ้างเข้าทำงาน และระหว่างนั้นก็ไม่จ่ายค่าจ้าง แบบนี้เท่ากับบริษัทเลิกจ้างพนักงานแล้วหรือยัง? ตอนนั้นเพจคลินิกกฎหมายแรงงานเคยอธิบายเรื่องนี้ไว้ และมีสื่อนำไปเผยแพร่ต่อด้วยว่า “ปิดงานงดจ้าง” ไม่ได้หมายความว่า “เลิกจ้าง” เสมอไป แต่เรื่องนี้ยังมีคนสับสนอยู่เรื่อย ๆ เพราะเมื่อมองจากผลที่เกิดขึ้น ลูกจ้างก็ไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งดูคล้ายกับความหมายของการเลิกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานมาก จุดที่ต้องแยกให้ออกก่อนคือ คำว่า “ปิดงาน” ที่เรากำลังพูดถึง เป็นการปิดงานในลักษณะใด พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง กำหนดความหมายของ “การเลิกจ้าง” ไว้ว่า เป็นการกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด รวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้าง เพราะนายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ถ้านายจ้างปิดกิจการอย่างถาวร ไม่ให้ลูกจ้างกลับมาทำงานอีก และความสัมพันธ์ในการจ้างสิ้นสุดลง กรณีเช่นนี้ย่อมต้องพิจารณาเรื่อง “การเลิกจ้าง” ตามมาตรา 118 และสิทธิในค่าชดเชยของลูกจ้างต่อไป แต่ถ้าเป็น “การปิดงาน” ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เรื่องนี้เป็นคนละกรณีกัน กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ให้นิยาม “การปิดงาน”...

นายจ้างเลิกจ้างแบบไหน ถึงเรียกว่าเป็น “การกระทำอันไม่เป็นธรรม” ตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์

เวลาเราพูดกันว่า “ถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม” คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการฟ้องศาลแรงงานตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นเรื่องที่ศาลพิจารณาว่า การเลิกจ้างนั้นเป็นธรรมหรือไม่ และอาจมีคำสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือจ่ายค่าเสียหายแทนได้ แต่ถ้าพูดถึงคำว่า “การกระทำอันไม่เป็นธรรม” ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งค่ะ กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ไม่ได้ใช้คำนี้กับการเลิกจ้างลูกจ้างทุกคนในทุกกรณี แต่ให้ความคุ้มครองในกรณีที่การเลิกจ้างหรือการกระทำของนายจ้างเกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิทางแรงงานสัมพันธ์ตามที่กฎหมายกำหนด เช่น การยื่นข้อเรียกร้อง การเจรจา การดำเนินการเกี่ยวกับข้อพิพาทแรงงาน หรือการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน เพราะฉะนั้น ถ้าลูกจ้างทั่วไปถูกเลิกจ้างแล้วเห็นว่าเหตุผลไม่เป็นธรรม คำถามแรกอาจอยู่ที่เรื่อง เลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 แต่ถ้าการเลิกจ้างเกิดขึ้นเพราะลูกจ้างใช้สิทธิตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ หรือเกี่ยวข้องกับสหภาพแรงงาน ก็ต้องมาดูอีกชุดหนึ่งว่าเข้าลักษณะ “การกระทำอันไม่เป็นธรรม” ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์หรือไม่ ตรงนี้เองที่มาตรา 121 เข้ามาเกี่ยวข้อง มาตรา 121 (1) ห้ามนายจ้างเลิกจ้างหรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นผลให้ลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการสหภาพแรงงาน หรือกรรมการสหพันธ์แรงงานไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้ เพราะเหตุที่ลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานนัดชุมนุม ทำคำร้อง ยื่นข้อเรียกร้อง เจรจา ดำเนินการฟ้องร้อง เป็นพยาน หรือให้หลักฐานต่อบุคคลหรือหน่วยงานที่กฎหมายกำหนด หรือเพราะเหตุที่กำลังจะดำเนินการดังกล่าว ส่วนมาตรา 121...

รู้ทีม | Leadership • People Management

วันที่องค์กรเลื่อนคนเก่งขึ้นเป็นหัวหน้า อาจเป็นวันที่เสียคนเก่งไปทั้งทีม องค์กรเลือกหัวหน้าจากผลงาน ความอาวุโส หรือความไว้วางใจได้ แต่อย่าลืมดูด้วยว่า เมื่อมีอำนาจแล้ว เขาจะปฏิบัติต่อคนที่มีอำนาจน้อยกว่าอย่างไร เวลาจะเลือกใครขึ้นมาเป็นหัวหน้า องค์กรมักมีเหตุผลที่ฟังขึ้นเสมอ คนนี้ผลงานดีที่สุด คนนี้อยู่มานานและรู้เรื่องงานมากที่สุด คนนี้ผู้บริหารไว้ใจ หรือคนนี้ดูมีความมั่นใจ กล้าตัดสินใจ และน่าจะเอาทีมอยู่ เหตุผลเหล่านี้ไม่ได้ผิด เพียงแต่ดิฉันคิดว่ามันตอบคำถามได้เพียงว่า “เขาเก่งพอไหม” แต่ยังไม่ได้ตอบว่า “เขาพร้อมจะมีอำนาจเหนือคนอื่นหรือยัง” สองเรื่องนี้ไม่เหมือนกันเลย ตอนเป็นพนักงาน ความเก่งของคนคนหนึ่งอาจวัดจากคุณภาพงาน ความรับผิดชอบ ความรู้ หรือความสามารถในการแก้ปัญหา แต่วันที่เขากลายเป็นหัวหน้า สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาไม่ได้มีเพียงงานบริหาร เขาได้สิทธิประเมินคน ให้หรือไม่ให้โอกาส รับฟังหรือปฏิเสธความคิดเห็น กระจายงาน ให้เครดิต ตำหนิ สนับสนุน และในบางตำแหน่งอาจมีอิทธิพลต่อรายได้หรือความก้าวหน้าของคนอื่นด้วย ตำแหน่งใหม่จึงไม่ได้แค่เพิ่ม Responsibility แต่เพิ่ม Power ไปพร้อมกัน และนี่คือสิ่งที่องค์กรควรประเมินก่อนมอบตำแหน่งให้ใครสักคน เพราะคนที่ทำงานเก่งมากอาจรับฟังคนไม่เป็น คนที่ตัดสินใจเร็วอาจไม่เคยตรวจสอบว่าตัวเองมีข้อมูลครบหรือยัง คนที่มั่นใจมากอาจรับความเห็นต่างไม่ได้ และคนที่เคยเป็นเพื่อนร่วมงานที่น่ารัก อาจกลายเป็นหัวหน้าที่ต้องการให้ทุกคนทำตามทันทีเมื่อพบว่าตัวเองมีอำนาจมากกว่าเดิม ดิฉันจึงสนใจพฤติกรรมของคนตอนที่ “ไม่ได้อย่างใจ” มากกว่าตอนที่ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีเสียอีก เวลามีคนแย้ง เขาฟังหรือรีบใช้อำนาจปิดบทสนทนา เวลาตัวเองผิด เขายอมรับได้หรือพยายามหาคนรับผิดแทน...

รู้ทีม | หัวหน้าที่ดีไม่ได้ให้แค่เงินเดือน แต่ต้องทำให้ลูกน้องมองเห็น “อนาคต”

มีประโยคหนึ่งที่ดิฉันเห็นแล้วคิดว่าน่าสนใจมากว่า “งานที่น่ากลัว ไม่ใช่งานที่ทำแล้วเหนื่อย แต่เป็นงานที่ทำแล้วชีวิตเหมือนเดิม” ถ้ามองในมุมคนทำงาน ประโยคนี้อาจหมายถึงการทำงานทุกวัน รับเงินเดือนทุกเดือน แต่เมื่อผ่านไปหนึ่งปี สองปี หรือสามปี กลับตอบตัวเองไม่ได้ว่า เราเก่งขึ้นตรงไหน มีคุณค่ามากขึ้นอย่างไร หรือกำลังเดินไปทางไหนต่อ แต่ถ้ามองในมุมของหัวหน้า ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นโจทย์ของ Leadership โดยตรง เพราะหัวหน้าไม่ได้มีหน้าที่เพียงทำให้งานวันนี้เสร็จ แต่ต้องทำให้คนที่ทำงานกับเรา รู้สึกว่าเวลาที่เขาใช้ไปกับองค์กรกำลังสร้างอะไรบางอย่างให้กับชีวิตของเขาด้วย แน่นอนว่าเงินเดือนสำคัญมาก และไม่ควรใช้คำว่า “โอกาสในการเติบโต” มาแทนค่าตอบแทนที่เหมาะสม คนทำงานมีค่าใช้จ่าย มีครอบครัว และมีชีวิตที่ต้องรับผิดชอบ การจ่ายค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรมจึงเป็นพื้นฐาน ไม่ใช่สวัสดิการพิเศษจากความใจดีขององค์กร แต่เมื่อพื้นฐานนั้นมีแล้ว เงินเดือนอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้คนรู้สึกว่าเขาอยากใช้เวลาอีกหลายปีอยู่ตรงนี้ สิ่งที่หัวหน้ามอบให้ได้อีกอย่างคือ Career Capital หรือทุนที่คนคนหนึ่งสะสมจากการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นทักษะ ประสบการณ์ ความสามารถในการตัดสินใจ ความรับผิดชอบที่ใหญ่ขึ้น เครือข่าย หรือความน่าเชื่อถือในวิชาชีพ พูดง่าย ๆ คือ ต่อให้วันหนึ่งเขาไม่ได้ทำงานกับเราแล้ว เวลาที่เคยทำงานกับเราควรทำให้เขาเป็นคนทำงานที่มีคุณค่ามากกว่าเดิม หัวหน้าจึงควรทำให้ลูกน้องตอบคำถามง่าย ๆ ได้ว่า “ถ้าฉันทำงานที่นี่ต่ออีกสองปี ฉันจะกลายเป็นคนทำงานแบบไหน” และคำตอบไม่ควรมีเพียง “เงินเดือนน่าจะขึ้น” บางคนควรได้ลองรับผิดชอบโปรเจกต์ที่ใหญ่ขึ้น...

รู้เรา | Resilience ไม่ได้แปลว่าต้องสู้ให้ไหวตลอดเวลา

“ขีดจำกัดเดียวของคุณคือใจ” เป็นประโยคที่ให้กำลังใจได้ แต่ชีวิตจริงไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ช่วงนี้ดิฉันอ่านเจอประโยคหนึ่งว่า “Your only limit is your mind — ขีดจำกัดเดียวของคุณคือใจ” เป็นประโยคที่อ่านแล้วรู้สึกดี และดิฉันเข้าใจว่ามันต้องการบอกเราว่า อย่าเพิ่งสร้างข้อจำกัดให้ตัวเองก่อนที่จะได้ลอง แต่ถ้าจะเอามาใช้กับชีวิตจริงทั้งหมด ดิฉันกลับไม่ค่อยเห็นด้วยนัก เพราะชีวิตของคนเราไม่ได้มี “ใจ” เป็นตัวแปรเพียงอย่างเดียว บางครั้งใจเราไม่ได้จำกัดอะไรเลยด้วยซ้ำ เราสู้เต็มที่ อดทน ทำทุกอย่างที่คิดว่าควรทำแล้ว บางคนสู้เพราะมีความฝัน บางคนสู้เพราะอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น และอีกหลายคนสู้เพราะข้างหลังมีครอบครัวหรือคนที่เขารักรออยู่ แต่ถึงจะมีเหตุผลมากพอ มีวินัยมากพอ และพยายามมากพอ ผลลัพธ์ก็ไม่ได้เดินทางมาถึงพร้อมกับความพยายามของเราเสมอไป ชีวิตยังมีเรื่องของโอกาส เวลา เงิน สุขภาพ เศรษฐกิจ การตัดสินใจของคนอื่น ระบบที่เราอยู่ รวมถึงจังหวะบางอย่างที่ต่อให้เก่งและตั้งใจแค่ไหนก็ไม่ได้ควบคุมทั้งหมด ปัญหาของประโยคที่บอกว่า “ทุกอย่างอยู่ที่ใจ” จึงไม่ใช่เพราะมันผิดเสียทีเดียว แต่เพราะถ้าเราเชื่อมันมากเกินไป วันหนึ่งเมื่อทำเต็มที่แล้วยังไม่สำเร็จ เราอาจสรุปกลับมาที่ตัวเองว่า คงเป็นเพราะใจเราไม่แข็งแรงพอ ทั้งที่ความจริงอาจไม่ใช่แบบนั้นเลย ตรงนี้ทำให้ดิฉันนึกถึง Soft Skill เรื่อง Resilience ซึ่งมักถูกแปลอย่างง่ายว่าเป็นความสามารถในการฟื้นตัวหรือการลุกขึ้นใหม่ แต่สำหรับคนทำงาน ดิฉันคิดว่า...

รู้งาน | วัฒนธรรมองค์กรไม่ได้เปลี่ยนในวันเดียว แต่มันเปลี่ยนจากสิ่งที่องค์กรให้คุณค่าซ้ำ ๆ

เมื่อ “ทำดี” สำคัญไม่เท่า “พูดเก่ง” วัฒนธรรมองค์กรก็เริ่มเปลี่ยน ช่วงหนึ่งดิฉันเคยคิดว่า วัฒนธรรมองค์กรเป็นเรื่องที่สร้างจากค่านิยม วิสัยทัศน์ หรือข้อความสวย ๆ ที่องค์กรประกาศให้ทุกคนยึดถือ แต่พอได้เห็นการทำงานของคนในองค์กรมากขึ้น กลับรู้สึกว่าสิ่งที่สร้างวัฒนธรรมได้ชัดกว่านั้นมาก คือ คนในองค์กรเห็นว่าใครได้รับการยอมรับจากอะไร ถ้าคนที่รับผิดชอบได้รับความไว้วางใจ คนก็เรียนรู้ว่าความรับผิดชอบมีค่า ถ้าคนที่ช่วยทีมได้รับการยอมรับ คนก็เรียนรู้ว่าการทำงานร่วมกันมีค่า ถ้าคนที่กล้ายอมรับความผิดพลาดแล้วยังได้รับโอกาส คนก็เรียนรู้ว่าที่นี่พูดความจริงได้ แต่ในทางกลับกัน ถ้าคนเริ่มเห็นว่าคนทำงานดีเงียบ ๆ แทบไม่มีใครรู้ว่าเขาทำอะไร ขณะที่คนที่เล่าผลงานเก่ง ทำให้ตัวเองถูกมองเห็นเก่ง หรือรู้ว่าควรพูดอะไรกับใคร กลับได้รับโอกาสมากกว่า ต่อให้ไม่มีใครออกนโยบายเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ คนในองค์กรก็จะเรียนรู้กติกานั้นได้เอง และสิ่งที่น่าสนใจคือ คนไม่ได้เรียนรู้เพียงว่าจะต้อง “ทำตัวอย่างไร” แต่จะเริ่มปรับวิธีทำงานให้เข้ากับสิ่งที่องค์กรให้รางวัลด้วย จากเดิมที่ใช้เวลาเพื่อให้งานดี อาจต้องแบ่งเวลามาทำให้งานดูดี จากเดิมที่ช่วยแก้ปัญหาหลังบ้านโดยไม่คิดว่าใครจะรู้ อาจเริ่มคิดว่า ถ้าไม่มีชื่อเราอยู่ในนั้นจะทำไปทำไม จากเดิมที่ความสำเร็จของทีมสำคัญกว่าว่าใครได้เครดิต อาจค่อย ๆ กลายเป็นว่า ก่อนจะช่วยอะไรใครต้องคิดก่อนว่า เรื่องนี้คนที่มีอำนาจจะเห็นหรือเปล่า วัฒนธรรมจึงไม่ได้เปลี่ยนเพราะวันหนึ่งคนทั้งองค์กรพร้อมใจกันเปลี่ยนนิสัย แต่มันเปลี่ยนจากการที่คนธรรมดา ๆ เริ่มสังเกตว่า พฤติกรรมแบบไหนทำแล้วอยู่รอด แบบไหนทำแล้วได้ดี และแบบไหนทำไปก็ไม่มีใครเห็น เมื่อคำตอบนั้นถูกยืนยันซ้ำมากพอ คนก็ปรับตัว...