ต้องพิจารณาจาก จำนวนนายจ้างและจำนวนลูกจ้างทั้งหมดของนายจ้างรายนั้น มิใช่พิจารณาแยกตามสถานที่ที่ลูกจ้างถูกส่งไปปฏิบัติงาน
กรณีบริษัทประกอบกิจการรับเหมาค่าแรงหรือให้บริการรักษาความปลอดภัย แม้บริษัทจะส่งลูกจ้างไปปฏิบัติงานตามสถานประกอบกิจการของผู้ว่าจ้างหรือลูกค้าหลายแห่ง แต่หากลูกจ้างเหล่านั้นยังเป็นลูกจ้างของบริษัทรับเหมาหรือบริษัทรักษาความปลอดภัยเดียวกัน เช่น บริษัทเป็นผู้ทำสัญญาจ้าง จ่ายค่าจ้าง และมีฐานะเป็นนายจ้างของลูกจ้าง บริษัทจะต้อง นับจำนวนลูกจ้างที่มีอยู่ทั้งหมดรวมกัน โดยไม่แยกว่าลูกจ้างปฏิบัติงานอยู่ ณ สถานที่ใด
ตัวอย่างเช่น บริษัท A ประกอบกิจการรักษาความปลอดภัย มีลูกจ้างประจำอยู่ที่สำนักงานใหญ่ 2 คน และส่งพนักงานรักษาความปลอดภัยไปปฏิบัติงานให้ลูกค้า 3 แห่ง แห่งละ 3 คน แม้แต่ละสถานที่มีลูกจ้างไม่ถึง 10 คน แต่เมื่อบริษัท A เป็นนายจ้างรายเดียวกัน ต้องนำลูกจ้างทั้งหมดมานับรวมกัน เท่ากับมีลูกจ้าง 11 คน จึงถือว่ามีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป
ดังนั้น หากเมื่อนับลูกจ้างทั้งหมดของนายจ้างรายเดียวกันแล้วมีจำนวน ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และนายจ้างไม่ได้จัดให้มีการสงเคราะห์ลูกจ้างในลักษณะที่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด นายจ้างย่อมอยู่ในข่ายที่จะต้องดำเนินการให้ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง และดำเนินการเกี่ยวกับเงินสะสมและเงินสมทบตามที่กฎหมายกำหนด
ธุรกิจรับเหมาค่าแรงหรือบริการรักษาความปลอดภัยไม่สามารถแยกนับลูกจ้างตามไซต์งานหรือสถานประกอบกิจการของผู้ว่าจ้างแต่ละแห่งได้ หากลูกจ้างทั้งหมดมีนายจ้างเป็นนิติบุคคลเดียวกัน ต้องนำจำนวนลูกจ้างทุกแห่งมารวมกัน และหากรวมแล้วมีตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก็อยู่ในข่ายของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย
ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน
คลินิกกฎหมายแรงงาน

