Please wait ...

 
นายจ้างเรียก “หลักประกันการทำงาน” จากลูกจ้างได้หรือไม่

“ตำแหน่งนี้ต้องวางเงินประกันก่อนเริ่มงานนะคะ” บางคนได้ยินแล้วก็จ่าย เพราะคิดว่าเป็นเงื่อนไขของบริษัท สมัครงานก็ต้องทำตามระเบียบบริษัทสิ จะให้ทำอย่างไร แต่จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า บริษัทจะเรียกหลักประกันเท่าไรได้บ้าง เพราะกฎหมายเริ่มต้นไปไกลกว่านั้น คือโดยหลักแล้ว นายจ้างห้ามเรียกหลักประกันจากลูกจ้างค่ะ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 10 กำหนดห้ามนายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สิน หรือการค้ำประกันด้วยบุคคล หลักของกฎหมายจึงค่อนข้างชัดว่า การจะเข้าทำงานไม่ควรถูกผูกไว้กับเงื่อนไขว่าลูกจ้างต้องหาเงินมาวาง เอาทรัพย์สินมาประกัน หรือไปหาคนอื่นมารับผิดแทนเสียก่อน แต่คำว่า “ห้าม” ในมาตรา 10 มีข้อยกเว้นอยู่ค่ะ ในกรณีที่ ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้น ลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ นายจ้างอาจเรียกหลักประกันได้ตามประเภทของงานและภายใต้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ตรงนี้สำคัญ เพราะไม่ได้แปลว่าเพียงนายจ้างเขียนไว้ใน Job Description ว่า “ตำแหน่งนี้เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินบริษัท” แล้วจะเรียกหลักประกันได้เลย กฎหมายและประกาศที่ออกตามมาตรา 10 กำหนดประเภทงานที่สามารถเรียกหลักประกันไว้ เช่น งานสมุห์บัญชี งานพนักงานเก็บหรือจ่ายเงิน งานควบคุมหรือรับผิดชอบเกี่ยวกับการวางหรือเบิกจ่ายเงิน งานเก็บรักษาเงินหรือทรัพย์สิน งานเฝ้าหรือดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินของนายจ้าง และงานติดตามหรือเร่งรัดหนี้ เป็นต้น...

ทำงานล่วงเวลาในวันหยุด นายจ้างต้องจ่ายเท่าไหร่

เวลาพูดว่า “มาทำงานวันหยุด ได้สามเท่า” ประโยคนี้ได้ยินกันบ่อยมาก จนบางครั้งกลายเป็นความเข้าใจว่า แค่ก้าวเท้าเข้าบริษัทในวันหยุดเมื่อไร ทุกชั่วโมงต้องคูณสามทันที เดี๋ยวก่อนค่ะ ยังไม่ใช่แบบนั้น เพราะกฎหมายแยกระหว่าง “ค่าทำงานในวันหยุด” กับ “ค่าล่วงเวลาในวันหยุด” ออกจากกัน และอัตราที่ลูกจ้างได้รับก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ก่อนหยิบเครื่องคิดเลขขึ้นมากด ต้องดูก่อนว่าชั่วโมงที่กำลังคำนวณนั้นเป็นการทำงานในช่วงเวลาทำงานปกติของวันหยุด หรือเป็นการทำงานที่เกินเวลาทำงานปกติออกไปแล้ว ถ้าเป็นการทำงานในช่วงเวลาทำงานปกติของวันหยุด เรื่องนั้นเป็น “ค่าทำงานในวันหยุด” ซึ่งต้องไปพิจารณาตามมาตรา 62 ว่าลูกจ้างเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดอยู่แล้วหรือไม่ เพราะกฎหมายกำหนดอัตราไว้แตกต่างกัน แต่ถ้าทำงานต่อ เกินเวลาทำงานปกติของวันนั้น ตรงส่วนที่เกินออกมานี่แหละค่ะที่เรียกว่า “ค่าล่วงเวลาในวันหยุด” พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 63 กำหนดว่า เมื่อนายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันหยุด นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในวันหยุดในอัตรา ไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน ตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ หรือตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงาน ตรงนี้จึงเป็นที่มาของคำว่า “โอทีวันหยุด 3 เท่า” แต่ต้องจำให้ครบประโยคนะคะว่า สามเท่าสำหรับชั่วโมงที่เป็นการทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ไม่ใช่ว่าการทำงานทุกชั่วโมงในวันหยุดจะกลายเป็นสามเท่าทั้งหมด พอรู้ว่าเป็น 3 เท่าแล้ว คำถามต่อมาก็มักจะมาเหมือนนัดกันไว้ว่า “แล้วพนักงานเงินเดือนคิดยังไง?”...

ลูกจ้างประสบอันตรายจากการทำงาน กรณีไหนนายจ้าง “ไม่ต้องจ่ายเงินทดแทน”

เวลาลูกจ้างประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน บางครั้งพอไล่ดูข้อเท็จจริงแล้ว นายจ้างอาจรู้สึกว่า “ก็ลูกจ้างทำตัวเองนี่นา บริษัทต้องรับผิดด้วยหรือ?” บางคนไม่ทำตามวิธีการทำงานที่กำหนด บางคนรู้อยู่ว่างานมีความเสี่ยงแต่ยังทำ หรือบางกรณีก็ประมาทเสียจนอ่านข้อเท็จจริงแล้วอยากถามเหมือนกันว่าทำไปได้ยังไงก่อน แต่ในทางกฎหมาย คำว่า “ลูกจ้างมีส่วนทำให้เกิดอุบัติเหตุ” กับ “นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินทดแทน” ไม่ใช่เรื่องเดียวกันค่ะ พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 22 กำหนดเหตุที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินทดแทนไว้ 2 กรณี คือ ลูกจ้างเสพของมึนเมาหรือสิ่งเสพติดอื่นจนไม่สามารถครองสติได้ และลูกจ้างจงใจให้ตนเองประสบอันตรายหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนเองประสบอันตราย จะเห็นว่ากฎหมายใช้คำว่า “จงใจ” ไม่ได้ใช้คำว่า “ประมาท” “ประมาทอย่างร้ายแรง” หรือ “รู้อยู่ว่างานเสี่ยงแต่ยังทำ” เพราะฉะนั้น เพียงข้อเท็จจริงว่าลูกจ้างทำไม่ถูกวิธี ฝ่าฝืนคำสั่ง หรือเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยง ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปทันทีว่านายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินทดแทน ต้องพิจารณาต่อไปว่าพฤติการณ์นั้นถึงขั้นเป็นการจงใจให้ตนเองประสบอันตรายตามความหมายของมาตรา 22 หรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1898/2523 เป็นตัวอย่างที่เห็นเส้นแบ่งนี้ค่อนข้างชัด ผู้ตายเป็นไต้ก๋งเรือประมงและนำเรือเข้าไปจับปลาในน่านน้ำประเทศกัมพูชา ก่อนถูกเรือไม่ปรากฏสัญชาติไล่ยิงจนถึงแก่ความตาย เมื่ออ่านข้อเท็จจริงเพียงเท่านี้อาจรู้สึกว่า ผู้ตายก็ทราบว่าบริเวณดังกล่าวมีอันตรายแล้วยังนำเรือเข้าไปเอง จะถือว่าเป็นการจงใจเสี่ยงหรือไม่ แต่ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จะมีเรือประมงไทยเข้าไปจับปลาในบริเวณดังกล่าวอยู่เสมอ ก็ไม่ได้หมายความว่าเรือที่เข้าไปจะต้องถูกยิงทุกครั้ง ผู้ตายจึงไม่อาจเล็งเห็นผลได้ว่าจะต้องหรือน่าจะถูกยิงได้รับอันตรายหรือถึงแก่ความตายโดยแน่แท้ การนำเรือเข้าไปจับปลาแล้วถูกยิงเสียชีวิตจึงไม่ถือว่าเป็นการจงใจให้ตนเองประสบอันตราย ฎีกานี้ทำให้เห็นว่า “รู้ว่ามีความเสี่ยง”...

เมื่อลูกจ้างเสียชีวิต ใครบ้างมีสิทธิได้รับ “เงินทดแทน”

เวลาลูกจ้างเสียชีวิตจากการทำงาน คำถามที่ตามมามักไม่ใช่แค่ว่า “ได้เงินเท่าไร” แต่คือ แล้วเงินนี้ใครเป็นคนได้? พ่อแม่ได้ไหม คู่สมรสได้ไหม ลูกได้ทุกคนหรือเปล่า แล้วถ้าผู้ตายเลี้ยงดูพี่ น้อง หรือคนอื่นมาตลอด คนเหล่านั้นมีสิทธิด้วยหรือไม่ เรื่องนี้ต้องระวังค่ะ เพราะเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทนไม่ใช่เงินมรดกที่จะเปิดประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้วเรียงลำดับทายาทกันได้เลยว่าใครเป็นทายาทก็แบ่งกันไป แต่เป็นสิทธิที่กฎหมายกำหนดตัวบุคคลและเงื่อนไขของผู้มีสิทธิไว้โดยเฉพาะ ใครบ้างเป็นผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเงินทดแทน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 กำหนดผู้มีสิทธิกรณีลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายหรือสูญหายไว้ในมาตรา 20 ได้แก่ บิดามารดา สามีหรือภรรยา และบุตรตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ส่วนเรื่อง “บุตร” ปัจจุบันต้องดูให้ดี เพราะกฎหมายแก้ไขจากเดิมแล้ว บุตรที่อายุต่ำกว่า 18 ปีเป็นผู้มีสิทธิ และกฎหมายให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนต่อไปจนกว่าจะจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี นอกจากนี้ หลังการแก้ไขกฎหมายในปี 2561 ยังเพิ่มกรณี บุตรที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปและกำลังศึกษาอยู่ในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรี ให้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจนกว่าจะจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้วย ดังนั้น ถ้าลูกจ้างเสียชีวิตและมีบุตรอายุ 20 ปีที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ อย่าเพิ่งตอบว่า “เกิน 18 แล้ว...

“จ้างเหมาค่าแรง” แต่ทำงานเหมือนลูกจ้างโดยตรง นายจ้างต้องรับผิดชอบแค่ไหน

“พนักงานกลุ่มนี้ไม่ใช่ลูกจ้างบริษัทเราค่ะ เป็นคนของบริษัท Outsource” ประโยคนี้ HR หลายคนน่าจะเคยพูด และในทางเอกสารก็อาจเป็นอย่างนั้นจริงค่ะ สัญญาจ้างไม่ได้เซ็นกับเรา เงินเดือนก็ไม่ได้ออกจากบัญชีเรา บริษัทอื่นเป็นคนจัดหาคนเข้ามาทำงานให้ทั้งหมด แต่พอเปิดพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 11/1 ขึ้นมา เรื่องอาจไม่ได้จบง่าย ๆ แค่ว่า “ไม่ได้เซ็นสัญญากับฉัน ก็ไม่ใช่ลูกจ้างฉัน” เพราะกฎหมายแรงงานเรื่องนี้ไม่ได้ดูเฉพาะชื่อบนหัวสัญญาหรือดูว่าเงินเดือนออกจากบริษัทไหน แต่ย้อนกลับไปดูข้อเท็จจริงว่า คนเหล่านั้นถูกจัดหามาทำงานอะไร และงานนั้นอยู่ตรงไหนในธุรกิจของผู้ประกอบกิจการ จ้างผ่านคนอื่น กฎหมายก็อาจถือว่าเราเป็น “นายจ้าง” ได้ มาตรา 11/1 กำหนดหลักว่า ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาคนมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ กฎหมายให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของคนที่เข้ามาทำงานดังกล่าวด้วย ไม่ว่าบุคคลที่จัดหาคนมาทำงานนั้นจะเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานหรือเป็นผู้รับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่คนงานเหล่านั้นหรือไม่ก็ตาม เพราะฉะนั้น ถ้าจะดูว่าเข้าเงื่อนไขมาตรา 11/1 หรือไม่ อย่าเพิ่งหยุดอยู่แค่ว่าใครเซ็นสัญญาจ้าง ใครจ่ายเงินเดือน หรือชื่อพนักงานอยู่ใน Payroll ของบริษัทไหน เรื่องเหล่านี้ดูได้ค่ะ แต่ยังไม่พอ ต้องดูข้อเท็จจริงของการจัดหาคนและลักษณะงานที่ทำจริงประกอบกันด้วย ไม่อย่างนั้นเปลี่ยนชื่อในสัญญาเป็น Outsource เรียบร้อยแล้ว แต่พอเปิดกฎหมายมา…อ้าว ยังเป็นนายจ้างอยู่ค่ะ แต่ต้องแยกให้ออกว่า “เป็นนายจ้าง” กับ “ต้องให้สวัสดิการเหมือนกัน”...

เปลี่ยนนายจ้าง หรือโอนกิจการ ลูกจ้างต้องยินยอมหรือไม่

“บริษัทจะโอนกิจการนะคะ พนักงานก็ย้ายไปบริษัทใหม่ต่อเลย” เดี๋ยวก่อนค่ะ… กิจการโอนได้ หุ้นซื้อขายกันได้ บริษัทควบรวมกันได้ แต่คำถามคือ แล้วตัวลูกจ้างล่ะ โอนไปพร้อมโต๊ะ เก้าอี้ และทรัพย์สินของบริษัทเลยหรือเปล่า คำตอบคือ ไม่ใช่ค่ะ เรื่องนี้ต้องแยกให้ออกก่อนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “การเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างหรือโอนกิจการ” หรือเป็นเพียง “การโอนตัวลูกจ้าง” เพราะแม้ผลในทางธุรกิจอาจดูคล้ายกัน คือพนักงานย้ายจากบริษัท A ไปบริษัท B แต่ผลในทางกฎหมายอาจไม่เหมือนกัน ถ้าเปลี่ยนนายจ้างตามมาตรา 13 ลูกจ้างต้องยินยอม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 13 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมในปี 2562 กำหนดว่า ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง หรือกรณีนายจ้างเป็นนิติบุคคลและมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอน หรือควบกับนิติบุคคลอื่น หากมีผลทำให้ลูกจ้างคนหนึ่งคนใดไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ การไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างคนนั้นด้วย พูดง่าย ๆ คือ ธุรกิจตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ไม่ได้แปลว่าเรื่องของพนักงานเรียบร้อยตามไปด้วย เพราะสัญญาจ้างแรงงานไม่ใช่ทรัพย์สินชิ้นหนึ่งที่พอบริษัทซื้อกิจการกันเสร็จแล้วจะยกพนักงานใส่กล่องส่งตามไปได้เลย ลูกจ้างยังมีสิทธิที่จะตัดสินใจว่าจะยินยอมไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่หรือไม่ ส่วนความยินยอมนั้น กฎหมายมาตรา 13 ไม่ได้กำหนดว่าต้องทำเป็นหนังสือเท่านั้น จึงอาจพิจารณาการแสดงเจตนาจากพฤติการณ์ได้ แต่ในทางปฏิบัติ ดิฉันแนะนำให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจนค่ะ...

ลูกจ้างลาป่วยต่อเนื่อง 10 เดือน โดยนายจ้างได้จ่ายค่าจ้างในวันลาป่วยครบ 30 วันทำงานแล้ว ระหว่างการลาป่วยนั้น นายจ้างต้องส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่

เมื่อนายจ้างได้จ่ายเงินค่าจ้างในวันลาป่วยครบ 30 วันทำงานแล้ว แม้ช่วงการลาป่วยจะมีวันหยุดประจำสัปดาห์และวันหยุดตามประเพณีคร่อมอยู่ วันหยุดดังกล่าวย่อมเกลื่อนกลืนเป็นวันลาที่ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างแล้ว เมื่อนายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าจ้างในวันลาป่วยดังกล่าวให้กับลูกจ้าง จึงไม่มีเงินที่ต้องนำมาคำนวณหักส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นายจ้างจึงไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ (หมายเหตุ: ทุกกรณีที่ถือว่าจ่ายค่าจ้าง ต้องหักส่ง) ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน

การนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีเพดานขั้นต่ำและขั้นสูงหรือไม่

ไม่มีเพดานขั้นต่ำและขั้นสูง ดังนั้น หากลูกจ้างได้รับค่าจ้างในอัตราที่สูงเพียงใดก็ตาม นายจ้างก็ต้องนำเงินค่าจ้างดังกล่าวมาคำนวณเพื่อส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน

เงินค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ต้องหักเงินดังกล่าวนำส่งเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่

เงินค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ไม่ใช่เงินที่นายจ้างจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ จึงไม่ใช่ “ค่าจ้าง” ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จึงไม่นำมาคำนวณหักเงินนำส่งเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน

การนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง หากมีเศษสตางค์จะปัดทิ้งได้หรือไม่

การคำนวณเงินที่ต้องนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างนั้น สถานประกอบกิจการต้องไม่ปัดเศษสตางค์ทิ้ง เนื่องจากหน่วยสตางค์เป็นหน่วยที่ยังใช้บังคับอยู่และจะทำให้การส่งเงินไม่ครบถ้วน จึงต้องนำส่งเงินตามความเป็นจริงที่คำนวณได้ แตกต่างจาก พรบ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 46 ที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ พรบ. ประกันสังคม มาตรา 46 วรรคสอง ค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แต่ละคนให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนแต่ละคน สำหรับเศษของเงินสมทบที่มีจำนวนตั้งแต่ 50 สตางค์ขึ้นไปให้นับเป็น 1 บาท ถ้าน้อยกว่านั้นให้ปัดทิ้ง ในกรณีที่ผู้ประกันตนทำงานกับนายจ้างหลายรายให้คำนวณเงินสมทบจากค่าจ้างที่ได้รับจากนายจ้างแต่ละราย ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน