Please wait ...

 
Reactive vs Proactive ต่างกันที่ “จังหวะ”

เวลาเราพูดถึงการบริการเชิงรับกับการบริการเชิงรุก หลายคนอาจเผลอคิดว่า Reactive คือไม่ดี ส่วน Proactive คือดี จริง ๆ แล้วไม่ใช่แบบนั้น Reactive Service คือการตอบสนองเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว เช่น ลูกค้าถาม เราจึงตอบ ลูกค้าทวง เราจึงตาม ลูกค้าร้องเรียน เราจึงเข้าไปแก้ ส่วน Proactive Service คือการเห็นสัญญาณก่อน แล้วลงมือก่อนที่เรื่องนั้นจะกลายเป็นปัญหาเต็มตัว ความต่างจึงอยู่ที่ “จังหวะ” อาหารช้าเหมือนกัน Reactive คือรอให้ลูกค้าถามว่า “เมื่อไรจะได้” แล้วค่อยไปเช็ก Proactive คือรู้จากครัวว่าอาจล่าช้า แล้วรีบแจ้งพร้อมเสนอทางเลือกก่อน สินค้าหมดเหมือนกัน Reactive คือบอกว่า “ไม่มีค่ะ” เมื่อลูกค้าสั่ง Proactive คือรู้ว่าสินค้าหมด แล้วเตรียมทางเลือกอื่นไว้แนะนำทันที เอกสารไม่ครบเหมือนกัน Reactive คือแจ้งเมื่อลูกค้าเดินทางมาถึง Proactive คือเห็นข้อมูลก่อน แล้วโทรหรือส่งข้อความเตือนล่วงหน้า เพื่อไม่ให้ลูกค้าต้องเสียเวลาเดินทางซ้ำ สังเกตว่า Proactive ไม่ได้แปลว่าเราต้องอ่านใจลูกค้าเก่งกว่าใคร แต่คือ มองเห็นสัญญาณ...

บริการที่ดี ไม่ควรขึ้นอยู่กับว่า “วันนี้ลูกค้าเจอพนักงานคนไหน”

ในองค์กรเดียวกัน ลูกค้าคนหนึ่งอาจได้รับบริการดีมาก เพราะบังเอิญเจอพนักงานที่ช่างสังเกต เห็นปัญหาแล้วรีบเข้าไปช่วย คิดเผื่อ และหาทางออกให้ก่อนที่จะต้องร้องขอ แต่อีกคนอาจได้รับเพียงบริการตามหน้าที่ เพราะเจอพนักงานที่คิดว่า “ลูกค้ายังไม่ได้ถาม ก็ยังไม่ต้องทำอะไร” ถ้าเป็นแบบนี้ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่พนักงานคนไหนบริการดีกว่ากัน แต่อยู่ที่องค์กรกำลังปล่อยให้ “คุณภาพการบริการ” ขึ้นอยู่กับนิสัยและเซนส์ส่วนตัวของพนักงานแต่ละคนมากเกินไป นี่คือเหตุผลที่ Proactive Service Behavior ไม่ควรเป็นเพียงคุณสมบัติที่องค์กรหวังว่าพนักงานบริการจะมี แต่ควรถูกพัฒนาให้เป็นพฤติกรรมมาตรฐานของทีม เพราะการบริการเชิงรุกให้ประโยชน์มากกว่าการสร้างความประทับใจ เมื่อพนักงานเห็นความล่าช้าแล้วแจ้งก่อนถูกทวง ปัญหายังมีขนาดเล็กและจัดการง่ายกว่า เมื่อรู้ว่าลูกค้ากำลังจะเจอข้อจำกัดแล้วเตือนก่อน ลูกค้าก็ไม่ต้องเสียเวลาแก้ปัญหาทีหลัง และเมื่อสิ่งที่ลูกค้าต้องการทำไม่ได้ แต่พนักงานมีทางเลือกอื่นเสนอทันที บทสนทนาก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยความผิดหวังแล้วค่อยพยายามกู้สถานการณ์กลับมา Proactive Service จึงช่วยลดทั้ง Complaint และ Customer Effort เพราะลูกค้าไม่ต้องคอยถาม คอยตาม คอยคิดทางออก หรือเป็นคนค้นพบปัญหาด้วยตัวเองทุกครั้ง ในอีกด้านหนึ่ง มันยังเปลี่ยนบทบาทของพนักงาน จากคนที่รอรับคำสั่งเป็นคนที่กล้าคิดว่า “สถานการณ์นี้ฉันจัดการอะไรได้บ้าง” ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากองค์กรพูดว่าอยากได้คน Proactive แต่ทุกครั้งที่พนักงานตัดสินใจเองกลับถูกตำหนิ เพราะฉะนั้น ถ้าองค์กรอยากสร้าง Proactive Service ให้เกิดขึ้นจริง ต้องทำมากกว่าการบอกว่า “ช่วยใส่ใจลูกค้าหน่อย”...

Proactive Service ไม่ใช่การอ่านใจลูกค้า แต่คือการเห็นก่อนว่าตรงไหนเราช่วยได้

การบริการที่ดีไม่ได้หมายความว่าพนักงานต้องเดาให้ถูกว่าลูกค้ากำลังคิดอะไร เพราะต่อให้เก่งแค่ไหน เราก็ไม่มีทางรู้ใจคนอื่นได้ทุกเรื่อง แต่หลายสถานการณ์ เราไม่จำเป็นต้องอ่านใจเลย ลูกค้ายืนมองป้ายไปมาหลายนาที เราเห็นได้ว่าเขาอาจกำลังหาทาง รู้จากครัวว่าอาหารจะช้ากว่าปกติ เรารู้ได้ว่าควรแจ้งก่อนลูกค้าทวง สินค้าที่ลูกค้าต้องการหมด เรารู้ได้ว่าควรเตรียมทางเลือกอื่นแทนคำว่า “ไม่มี” รู้ว่าเอกสารชุดนี้ต้องใช้ตัวจริงในวันพรุ่งนี้ เราก็เตือนได้ก่อนที่ลูกค้าจะเดินทางมาเสียเที่ยว นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Proactive Service Behavior ไม่ใช่การเดาความต้องการของลูกค้าไปเสียทุกเรื่อง แต่คือการสังเกต ใช้ข้อมูลที่มี และคิดต่ออีกหนึ่งก้าวว่าอะไรน่าจะเกิดขึ้นถ้าเราไม่ทำอะไร พนักงานที่มีพฤติกรรมแบบนี้จึงไม่ได้รอรับคำสั่งจากลูกค้าอย่างเดียว แต่จะเริ่มเห็น “จังหวะที่ควรเข้าไปช่วย” เห็นลูกค้าถือของพะรุงพะรัง ก็เสนอความช่วยเหลือ เห็นว่าคิวเริ่มล่าช้า ก็แจ้งสถานการณ์พร้อมทางเลือก เห็นว่าลูกค้ากำลังจะเลือกสินค้าที่อาจไม่เหมาะกับการใช้งาน ก็ให้ข้อมูลเพิ่มเติม เห็นสิทธิประโยชน์ที่ลูกค้ามีแต่ยังไม่ได้ใช้ ก็แจ้งให้ทราบ ให้บริการเรื่องที่มีโอกาสเกิดปัญหาภายหลัง ก็มีการติดตามผล สังเกตว่าทุกตัวอย่างไม่ได้เริ่มจากการ “คิดแทนลูกค้า” แต่เริ่มจาก ข้อมูลหรือสัญญาณบางอย่างที่พนักงานมองเห็น เพราะฉะนั้น ถ้าจะฝึกทีมให้มี Proactive Service อย่าสอนเพียงว่า “ต้องรู้ใจลูกค้า” หรือ “ต้องทำเกินความคาดหวัง” เพราะเป็นคำที่ฟังดี แต่พนักงานเอาไปใช้ยาก สอนให้เขาฝึกสามอย่างดีกว่า มองให้เห็น — คิดต่ออีกหนึ่งก้าว — แล้วเสนอความช่วยเหลือโดยไม่ยัดเยียด...

เราไม่จำเป็นต้อง Productive ทุกวัน

วันก่อนฟังพอดแคสต์ Mission To Pluto แล้วมีแนวคิดหนึ่งที่ฟังจบแล้วยังติดอยู่ในหัว ประมาณว่า คนเราไม่จำเป็นต้อง Productive ทุกวัน ชอบประโยคนี้ เพราะช่วงหนึ่งเราถูกสอนกันเยอะมากว่า ต้องพัฒนาตัวเอง ต้องเก่งขึ้น ต้องใช้เวลาให้คุ้ม ต้องเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีกว่าเมื่อวาน ฟังดูเป็นเรื่องดีทั้งหมด จนบางครั้งเราเผลอเปลี่ยน “การพัฒนาตัวเอง” ให้กลายเป็นอีกเรื่องที่ใช้กดดันตัวเอง โดยเฉพาะเวลาทำงาน งานบริการเป็นงานที่ทำให้เราเห็นความเก่งของคนอื่นได้ง่ายมาก บางคนรับมือลูกค้าเก่ง พูดจาคล่อง แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเร็ว บางคนเพิ่งเข้ามาไม่นานแต่ดูไปได้ไกลกว่าเรา ยิ่งมีโซเชียลมีเดีย เราก็ยิ่งเห็นคนวัยเดียวกันได้เลื่อนตำแหน่ง ประสบความสำเร็จ หรือดูเหมือนชีวิตกำลังเดินหน้าอยู่ตลอดเวลา แล้ววันธรรมดาของเรา ก็เริ่มดูเหมือน “ยังไม่ดีพอ” ตรงนี้ทำให้นึกถึงเรื่อง Growth Mindset หลายคนเข้าใจว่า Growth Mindset คือวันนี้ต้องเก่งกว่าเมื่อวาน พรุ่งนี้ต้องเก่งกว่าวันนี้ ถ้ายังทำไม่ได้ก็ต้องพยายามให้มากขึ้น แต่ฉันว่าไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้น Growth Mindset ไม่ได้แปลว่าเราต้องเก่งขึ้นทุกวัน แต่คือการเชื่อว่า สิ่งที่วันนี้เรายังทำได้ไม่ดี เรายังสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ บางวันเรารับ Feedback ได้ดีขึ้น บางวันควบคุมอารมณ์หลังเจอลูกค้ายาก ๆ ได้มากขึ้น บางวันกล้าแก้ปัญหาหน้างานมากกว่าเดิม...

บางครั้งคนไม่ได้ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เขาแค่กลัวว่าจะทำไม่ได้

งานบริการมีความกดดันจากลูกค้ามากพออยู่แล้ว เมื่อองค์กรเปลี่ยนระบบ เปลี่ยนมาตรฐาน หรือเปลี่ยนวิธีทำงาน สิ่งที่พนักงานกังวลจึงไม่ได้มีแค่ว่า “ทำไมต้องเปลี่ยนอีกแล้ว” แต่อาจเป็น “แล้วฉันจะทำได้ไหม” “ถ้าทำผิดจะเกิดอะไรขึ้น” หรือ “ของเดิมที่ทำจนคล่องอยู่แล้ว ทำไมต้องกลับไปเริ่มใหม่” ความลังเลที่เราเห็นจึงไม่ได้แปลว่าเขาต่อต้านเสมอไป บางครั้งมันคือความไม่มั่นใจที่แสดงออกมาในรูปของการบ่น การยื้อ หรือการกลับไปใช้วิธีเดิม ถ้าอยากให้คนเปลี่ยน การออกคำสั่งจึงอาจไม่พอ กรอบ ADKAR ช่วยให้หัวหน้ามองเห็นว่าทีมกำลังต้องการอะไรในแต่ละช่วงของการเปลี่ยนแปลง A – Awareness | ให้เข้าใจก่อนว่าทำไมต้องเปลี่ยน อย่าเริ่มด้วย “บริษัทกำหนดมาแบบนี้” อย่างเดียว แต่ทำให้ทีมเห็นว่าวิธีเดิมมีข้อจำกัดตรงไหน สร้างปัญหาให้ลูกค้าอย่างไร และทำให้งานของพวกเขายากขึ้นตรงไหน เมื่อเข้าใจเหตุผล คนจะรู้สึกว่าตัวเองกำลังแก้ปัญหา ไม่ใช่แค่ถูกเพิ่มภาระ D – Desire | ทำให้เห็นว่าการเปลี่ยนนี้ดีกับเขาอย่างไร ถ้าระบบใหม่ช่วยลดงานซ้ำ ลดแรงปะทะกับลูกค้า ทำงานง่ายขึ้น หรือกลับบ้านตรงเวลามากขึ้น บอกให้ชัด เพราะเหตุผลขององค์กรทำให้คน “เข้าใจ” แต่เหตุผลที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาเองต่างหากที่ช่วยให้คน “อยากทำ” K – Knowledge | อย่าคาดหวังให้คนรู้เอง ระบบใหม่ต้องมาพร้อมวิธีใหม่...

เราไม่จำเป็นต้องเก่งทุกวัน

ในงานบริการที่ต้องใช้ทั้งแรงกายและแรงใจรับมือกับผู้คนหลากหลาย บางครั้งสิ่งที่ทำให้เราเหนื่อยที่สุดกลับไม่ใช่งานหนัก หรือลูกค้าที่รับมือยาก แต่คือความรู้สึกว่า “ทำไมเรายังไม่เก่งเหมือนคนอื่นเสียที” ยิ่งเห็นเพื่อนร่วมงานแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี เห็นคนวัยเดียวกันเติบโตเร็ว หรือเห็นชีวิตการทำงานของคนอื่นผ่านโซเชียลมีเดีย เราอาจเผลอรู้สึกว่าตัวเองช้าเกินไป และเริ่มกดดันตัวเองให้ต้องดีขึ้นทุกวัน แต่ความจริงคือ การเติบโตของคนเราไม่ได้เป็นเส้นตรง บางวันเราเรียนรู้เร็ว บางวันเราพลาดเรื่องเดิม บางวันควบคุมอารมณ์ได้ดีมาก และบางวันแค่เจอเรื่องเดียวก็หมดแรงแล้ว Growth Mindset จึงไม่ควรถูกใช้เป็นอีกเหตุผลหนึ่งในการบังคับตัวเองว่า “พรุ่งนี้ฉันต้องเก่งกว่าเดิม” เพราะการพัฒนาไม่ได้แปลว่าเราต้องทำได้ดีขึ้นทุกวัน มันหมายถึงการเชื่อว่า สิ่งที่วันนี้ยังทำไม่ได้ เรายังมีโอกาสเรียนรู้และทำให้ดีขึ้นได้ในอนาคต ถ้าวันนี้เรารับ Feedback ได้ดีขึ้น นั่นคือการเติบโต ถ้าวันนี้เจอลูกค้าอารมณ์เสียแล้วควบคุมตัวเองได้มากกว่าเดิม นั่นคือการเติบโต แต่ถ้าวันนี้เราทำไม่ได้เหมือนเมื่อวาน ก็ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เคยพัฒนามาทั้งหมดหายไป บางวันหน้าที่ของเราอาจไม่ใช่การพยายามเก่งขึ้น แต่อาจเป็นแค่การยอมรับว่า วันนี้เหนื่อย และไม่เอาวันที่ทำได้ไม่ดีมาตัดสินตัวเองทั้งคน เพราะคนที่เติบโตได้ไกล ไม่ใช่คนที่ไม่เคยมีวันที่แย่ แต่คือคนที่รู้ว่า วันที่แย่หนึ่งวัน ไม่ได้ลบทุกอย่างที่ตัวเองพยายามสร้างมา เราไม่จำเป็นต้องเก่งทุกวัน บางวันแค่ไม่เอาความผิดพลาดมาตัดสินคุณค่าของตัวเอง และยังกลับมาเรียนรู้ต่อได้ในวันถัดไป ก็เพียงพอแล้ว เพราะ Growth Mindset ไม่ได้วัดว่าเราดีขึ้นทุกวันหรือไม่ แต่วัดว่า ในวันที่ตัวเองยังไม่ดีพอ เราปล่อยให้วันนั้นเป็นคำตัดสิน หรือใช้มันเป็นบทเรียน ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น...

เปลี่ยนระบบไม่ยากเท่าเปลี่ยน “วิธีทำงานของคน”

หลายองค์กรคิดว่า เมื่อมีนโยบายใหม่ ระบบใหม่ หรือมาตรฐานบริการใหม่ สิ่งที่ต้องทำคือประชุม ออกประกาศ แล้วกำหนดวันเริ่มใช้ แต่ของจริงมักไม่เป็นแบบนั้น เพราะต่อให้กลยุทธ์ดีแค่ไหน ถ้าคนหน้างานยังทำงานแบบเดิม สิ่งที่เปลี่ยนก็มีเพียงเอกสาร ไม่ใช่พฤติกรรม นี่คือเหตุผลที่การเปลี่ยนแปลงไม่ควรเริ่มจากคำว่า “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป…” อย่างเดียว แต่ต้องพาคนผ่านกระบวนการให้ครบ ซึ่งกรอบ ADKAR ช่วยอธิบายเรื่องนี้ได้ค่อนข้างชัด A – Awareness | ทำให้เห็นก่อนว่าทำไมต้องเปลี่ยน ถ้าจะเปลี่ยนระบบจองคิว อย่าเพียงบอกว่าองค์กรจะใช้ระบบใหม่ แต่ต้องทำให้ทีมเห็นว่าวิธีเดิมกำลังสร้างปัญหาอะไร ลูกค้ารอนานตรงไหน ข้อร้องเรียนเกิดจากอะไร หรือพนักงานกำลังเสียเวลาไปกับงานซ้ำซ้อนมากแค่ไหน D – Desire | ทำให้เขาอยากขยับไปด้วยกัน คนไม่ได้เปลี่ยนเพราะองค์กรต้องการเปลี่ยนเสมอไป เขาจะเริ่มขยับเมื่อเห็นว่าการเปลี่ยนนั้นเกี่ยวอะไรกับตัวเอง เช่น งานวุ่นวายน้อยลง ลดการแก้ปัญหาหน้างาน เลิกงานตรงเวลามากขึ้น หรือทำผลงานได้ดีขึ้น K – Knowledge | สอนให้รู้ว่าต้องทำอย่างไร คำว่า “ช่วยปรับตัว” กว้างเกินไป ต้องมีขั้นตอนที่ชัด คู่มือที่อ่านแล้วใช้ได้จริง ตัวอย่างสถานการณ์ และการสอนว่าช่วงเปลี่ยนผ่านควรสื่อสารกับลูกค้าอย่างไร A...

คนไม่ได้ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเสมอไป  บางครั้งเขาแค่ยัง “เปลี่ยนไม่เป็น”

เวลาองค์กรมีระบบใหม่ นโยบายใหม่ หรือวิธีทำงานใหม่ สิ่งที่หัวหน้าหลายคนทำคือเรียกประชุม อธิบาย แล้วจบด้วยประโยคว่า “ตั้งแต่วันจันทร์ ขอให้ทุกคนใช้วิธีใหม่นี้นะ” แต่วันจันทร์มาถึง ทุกอย่างกลับเหมือนเดิม แล้วเราก็มักรีบสรุปว่า “คนไม่ยอมเปลี่ยน” ความจริง การรู้ว่าต้องเปลี่ยน กับการเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง เป็นคนละเรื่องกัน และถ้าอยากให้คนเปลี่ยนได้ หัวหน้าต้องพาทีมผ่าน 5 ขั้นตอนให้ครบ A – Awareness | ทำให้เห็นก่อนว่าทำไมต้องเปลี่ยน ไม่ใช่แค่ประกาศว่านี่คือนโยบายใหม่ แต่ต้องทำให้ทีมเห็นว่าวิธีเดิมกำลังสร้างปัญหาอะไร ถ้าไม่เปลี่ยน ลูกค้าจะได้รับผลอย่างไร งานจะหนักขึ้นตรงไหน หรือองค์กรกำลังเสียอะไรไป D – Desire | ทำให้เขาอยากเปลี่ยนด้วยตัวเอง คนไม่ได้ขยับเพียงเพราะบริษัทอยากเปลี่ยน ต้องทำให้เห็นด้วยว่าการเปลี่ยนครั้งนี้เกี่ยวอะไรกับเขา งานง่ายขึ้นไหม ปัญหาน้อยลงไหม ลูกค้าร้องเรียนน้อยลงไหม หรือทำผลงานได้ดีขึ้นอย่างไร K – Knowledge | บอกให้ชัดว่าต้องทำอะไรต่างจากเดิม คำว่า “ช่วยปรับตัวหน่อย” ไม่เพียงพอ ต้องมีวิธี มีตัวอย่าง มีคู่มือ หรือมีการสอนให้ชัดว่า ตั้งแต่นี้ไปพฤติกรรมแบบไหนคือมาตรฐานใหม่...

ถ้าพนักงานลาออกพร้อมกันหลายคน องค์กรมีแผนสำรองหรือยัง?

มีอยู่ช่วงหนึ่ง ดิฉันได้คุยกับผู้บริหารระดับกลางคนหนึ่ง เขาเล่าว่าในช่วงเวลาใกล้ ๆ กัน มีคนในทีมทยอยยื่นใบลาออกหลายคน สิ่งแรกที่เกิดขึ้นก็คงไม่ต่างจากหลายองค์กร คือรีบคุยกับคนที่กำลังจะไป ดูว่าพอจะรักษาใครไว้ได้หรือไม่ แจ้งฝ่าย HR ให้เปิดรับคนใหม่ และเริ่มแบ่งงานให้คนที่ยังอยู่ช่วยกันรับไปก่อน แต่ผ่านไปไม่กี่วัน เขากลับพบว่า ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่แค่เรื่อง “จำนวนคน” คนหนึ่งกำลังจะออก แต่เป็นคนเดียวที่รู้รายละเอียดของลูกค้ารายสำคัญ อีกคนรับผิดชอบรายงานที่ต้องส่งทุกเดือน แต่พอถามว่ากระบวนการทั้งหมดทำอย่างไร กลับไม่มีใครในทีมตอบได้ครบ ส่วนอีกคนดูเหมือนมีหน้าที่ธรรมดา ๆ จนกระทั่งถึงเวลาส่งมอบงาน จึงเพิ่งเห็นว่ามีรายละเอียดเล็ก ๆ อีกมากที่เขาคอยจัดการอยู่โดยไม่มีใครสังเกต เขาพูดประโยคหนึ่งที่ดิฉันจำได้ว่า “ตอนทุกคนยังอยู่ ผมนึกว่าผมรู้ว่าทีมทำงานกันยังไง พอคนจะออกพร้อมกัน ถึงเพิ่งรู้ว่าบางอย่างผมไม่เคยรู้เลย” เรื่องนี้ทำให้ดิฉันนึกถึงสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในหลายองค์กร คือเรามักรู้ว่าใคร “รับผิดชอบ” งานอะไร แต่ไม่ได้แปลว่าเรารู้เสมอไปว่า ถ้าคนนั้นไม่อยู่แล้ว งานจะเดินต่ออย่างไร เวลาพูดถึงแผนสำรอง หลายคนอาจนึกถึงการรีบหาคนใหม่ แต่คนใหม่ต่อให้รับเข้ามาได้เร็วที่สุด ก็ยังต้องใช้เวลาเรียนรู้งานอยู่ดี คำถามที่สำคัญกว่าจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “จะหาคนมาแทนใคร” แต่คือ ระหว่างที่ยังไม่มีคนมาแทน งานสำคัญของทีมจะเดินต่อด้วยอะไร สิ่งหนึ่งที่องค์กรอาจลองกลับไปดู ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากแผนใหญ่โตเลย แค่ลองมองงานสำคัญของแต่ละทีมแล้วถามง่าย ๆ ว่า ถ้าพรุ่งนี้เจ้าของงานคนนี้ไม่มาทำงาน...

เมื่อลูกทีมรับบท “เหยื่อ” หัวหน้าควรรับมืออย่างไร?

หลังจากเขียนเรื่องคนที่มักรับบท “เหยื่อ” มีคำถามตามมาว่า แล้วถ้าเราเป็นหัวหน้าและต้องทำงานกับคนแบบนี้ จะรับมืออย่างไร? เรื่องนี้ดิฉันพอมีบทเรียนอยู่บ้าง เพราะเคยจัดการผิดมาแล้วเหมือนกัน ครั้งหนึ่งดิฉันเคยจับได้ว่าคนที่ทำงานด้วยกันพูดไม่จริงในเรื่องหนึ่ง ตอนนั้นดิฉันมั่นใจมากว่าตัวเองเป็นฝ่ายมีเหตุผล เพราะข้อเท็จจริงอยู่ตรงหน้า แต่แทนที่จะจัดการกับ “เรื่องที่เขาพูดไม่จริง” ดิฉันกลับปล่อยให้อารมณ์เข้ามาจัดการกับ “ตัวเขา” จากเรื่องที่ควรคุยกันด้วยข้อเท็จจริงจึงกลายเป็นสนามอารมณ์ และในสนามนั้น เขากลายเป็นเหยื่อจริง ๆ ของอารมณ์ดิฉัน ส่วนดิฉันที่เริ่มต้นจากการเป็นฝ่ายมีเหตุผล กลับกลายเป็นผู้แพ้เสียเอง ถามว่าเจอแบบนั้นแล้วอยากกรี๊ดไหม? เอาจริง ๆ ดิฉันก็อยากกรี๊ดค่ะ โดยเฉพาะเวลาที่เรารู้ว่าเขากำลังโกหก รู้ว่าเขากำลังแสดง และเราก็รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร ความอยากจะพูดให้หมด อยากเอาหลักฐานออกมาวาง อยากถามตรง ๆ ว่า “จะเล่นแบบนี้จริง ๆ ใช่ไหม” มันมีอยู่จริงทั้งหมด เพียงแต่ประสบการณ์สอนว่า ยิ่งเรารู้ทัน ยิ่งต้องระวังตัวเอง เพราะทันทีที่เราโกรธ ประชด ขึ้นเสียง หรือพูดแรง ประเด็นเดิมอาจหายไป จากเรื่อง “คุณทำอะไร” กลายเป็น “หัวหน้าปฏิบัติกับฉันอย่างไร” และเราอาจเป็นคนมอบบทเหยื่อที่สมบูรณ์ให้เขาเสียเอง สิ่งแรกที่ดิฉันทำในวันนี้จึงไม่ใช่รีบตอบโต้ แต่คือหยุดก่อน สูดหายใจลึก ๆ แล้วจัดการอารมณ์ตัวเองให้กลับมาอยู่ในที่ที่ควรอยู่...