“คิดไปเองหรือเปล่า” บางครั้งไม่ใช่คำปลอบใจ แต่อาจเป็นวิธีทำให้เราไม่กล้าพูดอีก
คำว่า Gaslighting ถูกใช้กันเยอะมากในช่วงหลัง จนบางครั้งแค่ใครพูดไม่ถูกใจเรา หรือจำเหตุการณ์ไม่ตรงกับเรา ก็ถูกเรียกว่า Gaslighting ไปหมด แต่จริง ๆ แล้วการเห็นต่าง การจำไม่เหมือนกัน หรือแม้แต่การพูดจาไม่ดี ไม่ได้แปลว่าอีกฝ่ายกำลัง Gaslight เราเสมอไป
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคำศัพท์ คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราเมื่ออยู่ในความสัมพันธ์แบบนั้นนาน ๆ
ในที่ทำงานมันอาจเริ่มจากเรื่องเล็กมาก หัวหน้าเคยบอกให้ทำแบบหนึ่ง พองานมีปัญหากลับพูดว่า “พี่ไม่เคยบอกแบบนั้นนะ” เราทักท้วงเรื่องที่เกิดขึ้น กลับได้คำตอบว่า “คิดมากไปหรือเปล่า” เราพยายามอธิบายเหตุการณ์ แต่บทสนทนาค่อย ๆ ถูกพาไปจนสุดท้ายกลายเป็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่เกิดขึ้น แต่อยู่ที่เรา “อ่อนไหวเกินไป” “เข้าใจอะไรยาก” หรือ “มีปัญหากับคนอื่นตลอด”
ครั้งแรกเราอาจเถียง ครั้งที่สองเราอาจพยายามอธิบาย แต่เมื่อเกิดซ้ำบ่อย ๆ สิ่งที่เปลี่ยนไปอาจไม่ใช่พฤติกรรมของอีกฝ่าย แต่เป็น ความมั่นใจของเราเอง
จากคนที่เคยกล้าพูด เราเริ่มเงียบ จากคนที่เคยตัดสินใจเองได้ เราเริ่มถามคนอื่นว่า “เราเข้าใจผิดหรือเปล่า” จากคนที่เคยมั่นใจในความทรงจำของตัวเอง เราเริ่มเก็บแชต เก็บอีเมล จดทุกอย่างไว้ เพราะกลัวว่าวันหนึ่งจะมีคนบอกว่า สิ่งที่เราจำได้นั้นไม่เคยเกิดขึ้น
ตรงนี้ต่างหากที่ Gaslighting ในที่ทำงานน่ากลัว เพราะมันไม่ได้ทำให้คนกลัวเพียงอย่างเดียว แต่มันค่อย ๆ ทำให้คน ไม่เชื่อการรับรู้ของตัวเอง
แต่ก่อนจะชี้นิ้วว่าใครเป็น Gaslighter ดิฉันคิดว่ามีอีกด้านที่เราควรระวังเหมือนกัน
บางครั้งหัวหน้าบอกว่า “เรื่องนี้คุณเข้าใจคลาดเคลื่อนนะ” แล้วเรารู้สึกไม่ดี นั่นไม่ได้แปลว่าเขากำลัง Gaslight เรา เพื่อนร่วมงานจำเหตุการณ์ไม่เหมือนเรา ก็ไม่ได้แปลว่าเขากำลังบิดเบือนความจริง และการได้รับ Feedback ที่ทำให้เราไม่สบายใจ ก็ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังถูก Manipulate
ความรู้สึกไม่ดีหลังบทสนทนา ไม่ใช่หลักฐานว่าอีกฝ่าย Gaslight เรา
เพราะถ้าเราใช้คำนี้กับทุกสถานการณ์ที่คนอื่นไม่ยืนยันสิ่งที่เราเชื่อ ในที่สุดคำว่า Gaslighting อาจกลายเป็นเครื่องมือที่เราใช้ป้องกันตัวเองจาก Feedback เสียเอง
วิธีที่ดีกว่าคืออย่าเพิ่งตัดสินคนจากประโยคเดียว แต่ให้ดู Pattern
สิ่งนั้นเกิดขึ้นซ้ำหรือไม่ เมื่อมีข้อเท็จจริง อีกฝ่ายยอมรับหรือพยายามบิดมัน เมื่อเราถามเพื่อความชัดเจน เขาอธิบายหรือทำให้เรารู้สึกว่าการถามเป็นความผิด และที่สำคัญ เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ทุกบทสนทนาจบลงด้วยการที่เราต้องเป็นฝ่ายสงสัยตัวเองเสมอหรือเปล่า
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ดิฉันคิดว่า “รู้คน” ต้องมาคู่กับ “รู้เรา”
เราต้องรู้คนพอที่จะมองออกว่าใครกำลังสื่อสารกับเราอย่างไม่เป็นธรรม แต่ก็ต้องรู้ตัวเองพอที่จะยอมรับว่า บางครั้งคนอื่นไม่ได้บิดเบือนความจริงหรอก
เราอาจเป็นฝ่ายจำผิด เข้าใจผิด หรือยังไม่พร้อมยอมรับสิ่งที่เขาพูดก็ได้
การรู้คนจึงไม่ใช่การเรียนรู้เพื่อจับผิดว่าใคร Toxic ใคร Narcissist หรือใคร Gaslight เรา แต่คือการมีสติมากพอที่จะไม่ยกความมั่นใจของตัวเองให้ใครเป็นคนกำหนด และในขณะเดียวกันก็ไม่ใช้ศัพท์ทางจิตวิทยามาเป็นเกราะกำบังตัวเองจากทุกคำวิจารณ์
เพราะสุดท้ายแล้ว Soft Skill ที่สำคัญอาจไม่ใช่การมองคนอื่นออกทุกครั้ง
แต่คือการมองสถานการณ์ให้ออกว่า เมื่อไรเราควรเชื่อตัวเอง และเมื่อไรเราควรกล้ายอมรับว่า…คราวนี้เราอาจเป็นคนที่คิดไปเองจริง ๆ
อ.ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความและวิทยากรด้านกฎหมายแรงงานและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

