Please wait ...

 
รู้เรา | เรื่องของเราที่บางทีเราก็ยังไม่รู้

เก่งขึ้นได้ โดยไม่ต้องแลกด้วยสุขภาพจิตทั้งหมด มีประโยคหนึ่งที่ฉันเห็นผ่านตามาว่า “ที่เห็นว่าเก่ง มันแลกกับสุขภาพจิตมาทั้งนั้น” อ่านแล้วก็เข้าใจว่าทำไมหลายคนรู้สึกแบบนั้น เพราะกว่าจะเก่งในอะไรสักอย่าง มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่เคยเหนื่อย ไม่เคยกดดัน ไม่เคยทำงานหนัก หรือไม่เคยผ่านช่วงเวลาที่ต้องเอาเรื่องงานกลับมาคิดต่อหลังเลิกงาน ฉันเองจึงไม่ค่อยเชื่อแนวคิดที่ว่า เราจะเติบโตในหน้าที่การงานได้โดยไม่ต้อง “แลก” อะไรเลย ความเก่งมีราคาเสมอ บางคนจ่ายด้วยเวลา บางคนจ่ายด้วยความพยายาม บางคนจ่ายด้วยการฝึกซ้ำ ๆ ในสิ่งที่ตัวเองยังไม่เก่ง บางช่วงของชีวิตเราอาจต้องทำงานมากกว่าปกติ นอนดึกกว่าเดิม หรือยอมลดเวลาส่วนตัวลง เพราะมีบางอย่างที่อยากไปให้ถึง แต่คำถามสำคัญสำหรับฉันคือ เราจำเป็นต้องจ่ายด้วยสุขภาพจิตทั้งหมดเลยหรือเปล่า คำว่า Work-Life Balance อาจฟังดูเป็นคำเก่าไปแล้วสำหรับโลกการทำงานวันนี้ เพราะในความเป็นจริง งานกับชีวิตไม่ได้ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งเท่า ๆ กันทุกวัน บางสัปดาห์งานกินพื้นที่ชีวิตไป 80% บางช่วงครอบครัวหรือเรื่องส่วนตัวต้องมาก่อน และบางวันเราอาจมีพลังเหลือให้กับงานเพียงครึ่งเดียวของวันปกติ ดังนั้น Balance อาจไม่ใช่การแบ่งเวลา 50:50 แต่เป็น ความสามารถในการบริหารพลัง เวลา ความรับผิดชอบ และตัวเองให้เหมาะกับแต่ละช่วงชีวิต และนี่ต่างหากที่ฉันคิดว่าเป็น Soft Skill สำคัญของคนทำงาน คนที่ Self-management ดี...

องค์กรไม่ได้พังเพราะคนลาออก แต่พังเพราะ “คนที่ควรออก” ยังอยู่

เวลามีพนักงานลาออก โดยเฉพาะคนเก่ง เรามักได้ยินคำถามว่า “ทำไมองค์กรถึงรักษาคนไว้ไม่ได้” จนคำว่า Retention กลายเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของ HR และหัวหน้างาน หลายองค์กรจึงพยายามสร้าง Engagement ปรับสวัสดิการ เพิ่มกิจกรรม หรือหาวิธีทำให้คนอยากอยู่กับองค์กรมากขึ้น ทั้งหมดนั้นไม่ผิด แต่มีอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ คนที่เราพยายามรักษาไว้นั้น เป็นคนที่องค์กรควรรักษาไว้จริงหรือเปล่า เพราะเป้าหมายขององค์กรไม่ควรเป็นการทำให้ “ทุกคนอยู่” แต่ควรเป็นการทำให้ คนที่ใช่อยากอยู่ และคนที่ไม่ใช่ไม่กลายเป็นภาระของคนที่เหลือ คนที่ “ไม่ใช่” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงคนที่ทำงานไม่เก่งเพียงอย่างเดียว บางคนผลงานดีมาก แต่ทำงานร่วมกับใครไม่ได้ บางคนเก่งแต่ไม่รับผิดชอบ บางคนสร้างความขัดแย้งไปทั่ว บางคนทำผิดซ้ำ ๆ แต่ทุกครั้งมีเหตุผลอธิบายตัวเองได้เสมอ และบางคนอาจไม่ได้สร้างปัญหาอย่างชัดเจน แต่ใช้ชีวิตอยู่ในองค์กรด้วยมาตรฐานที่ต่ำกว่าคนอื่นจนคนรอบข้างต้องคอยรับภาระแทน สิ่งที่น่ากลัวคือ คนเหล่านี้บางครั้งกลับอยู่ในองค์กรได้นานมาก ไม่ใช่เพราะองค์กรเห็นว่าพฤติกรรมนั้นดี แต่เพราะหัวหน้า “ยังไม่อยากจัดการ” กลัวเสียคน กลัวหาคนแทนไม่ได้ กลัวมีปัญหา กลัวทีมสะเทือน หรือบางครั้งก็เพราะความผูกพันส่วนตัว ทำงานด้วยกันมานานจนคำว่า “ลูกน้องเก่า” หรือ “ลูกน้องรัก” เริ่มมีน้ำหนักมากกว่ามาตรฐานที่ควรใช้กับทุกคน ผลที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้มีแค่การเก็บคนหนึ่งคนไว้ แต่กำลังส่งข้อความไปถึงคนทั้งทีมว่า พฤติกรรมแบบไหนที่องค์กรยอมรับได้ นี่เป็นเรื่องของ...

ขอแสดงความยินดีกับลูกความด้วยนะคะ 🎉🥳

วันนี้มีข่าวดีจากคดีของลูกความมาเล่าให้ฟัง รอบนี้เราอยู่ฝั่งลูกจ้างค่ะ หลังจากต่อสู้คดีกันมา ในที่สุดนายจ้างได้ชำระ ค่าชดเชยตามกฎหมาย ให้ลูกความเรียบร้อยแล้ว ส่วนประเด็น ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลก็เห็นว่านายจ้างยังต้องรับผิดเพิ่มเติม คดีนี้มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ PIP หรือ Performance Improvement Plan เพราะก่อนเลิกจ้าง นายจ้างได้นำลูกจ้างเข้าสู่กระบวนการ PIP ซึ่งหลายครั้งทั้งนายจ้างและลูกจ้างอาจเข้าใจว่า เมื่อพนักงานถูกนำเข้า PIP แล้ว หากสุดท้ายประเมินไม่ผ่าน นายจ้างก็สามารถเลิกจ้างได้ และการเลิกจ้างนั้นย่อมเป็นธรรม แต่จริง ๆ แล้ว การมี PIP ไม่ได้ทำให้การเลิกจ้างเป็นธรรมโดยอัตโนมัติ ขอแยกเรื่องนี้ให้ชัดก่อนว่า การเลิกจ้างหลัง PIP ไม่ได้หมายความว่านายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยหรือค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมทุกกรณี และในทางกลับกัน การทำ PIP ก็ไม่ได้หมายความว่านายจ้างจะไม่ต้องรับผิดอะไรเลยเช่นกัน แต่ละกรณียังต้องพิจารณาจากเหตุแห่งการเลิกจ้าง ข้อเท็จจริง และกระบวนการที่นายจ้างดำเนินการ ส่วนเรื่องว่า PIP แบบไหนจึงจะนำไปสู่การเลิกจ้างได้อย่างถูกต้อง เรื่องนี้เคยเขียนไว้หลายครั้งแล้ว ลองย้อนดูโพสต์เก่า ๆ ในเพจได้ เพราะถ้าจะอธิบายกันจริง ๆ พื้นที่โพสต์นี้คงไม่พอ แต่สิ่งที่อยากหยิบมาเล่าจากคดีนี้เป็นอีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือ ก่อนจะไปดูว่าลูกจ้าง...

คัดค้านว่า “ไม่ยอม” แต่ทำตามมา 7 เดือน แบบนี้ยังถือว่าไม่ยอมอยู่ไหม

เรื่องการเปลี่ยนแปลงวันหรือเวลาทำงาน คิดว่านายจ้างหลายคนน่าจะเคยเจอ พอจะปรับเวลาทำงาน ปรับวันทำงาน หรือปรับตารางกะ ลูกจ้างก็บอกว่า “ไม่ได้ นายจ้างเปลี่ยนเวลาทำงานไม่ได้” หรือ “ถ้าลูกจ้างไม่ยินยอม นายจ้างเปลี่ยนไม่ได้” จริง ๆ เรื่องนี้ตอบด้วยประโยคเดียวไม่ได้ เรื่องการเปลี่ยนแปลงวันและเวลาทำงานต้องดูข้อเท็จจริงหลายอย่างประกอบกัน ทั้งข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ลักษณะของการเปลี่ยนแปลง เหตุผลและความจำเป็นของนายจ้าง ตลอดจนต้องพิจารณาด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นคุณหรือไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างอย่างไร กฎหมายมันไม่ใช่ 1 + 1 = 2 ที่ข้อเท็จจริงคล้ายกันแล้วคำตอบจะต้องเหมือนกันทุกเรื่อง บางครั้งเปลี่ยนข้อเท็จจริงเพียงบางจุด ผลทางกฎหมายก็อาจเปลี่ยนไปแล้ว เรื่องที่จะเล่าวันนี้จึงไม่ได้หยิบมาเพื่อบอกว่า “นายจ้างเปลี่ยนเวลาทำงานได้” หรือ “นายจ้างเปลี่ยนเวลาทำงานไม่ได้” แต่เป็นอีกมุมหนึ่งของเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่น่าสนใจมาก ถ้าลูกจ้างคัดค้านว่าไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง แต่หลังจากนั้นกลับทำงานตามเงื่อนไขใหม่ต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายเดือน แบบนี้ยังถือว่าไม่ยอมรับอยู่หรือไม่ เรื่องมีอยู่ว่า ลูกจ้างรายหนึ่งเดิมทำงาน 21 วัน หยุด 21 วัน ต่อมานายจ้างมีการเปลี่ยนแปลงวันทำงาน จากเดิมทำงาน 21 วัน หยุด 21 วัน เป็น ทำงาน 20 วัน...

47 วินาทีไม่ได้บอกว่าคนยุคนี้สมาธิสั้น แต่มันกำลังบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับ “วิธีทำงาน” ของเรา

47 วินาที เป็นตัวเลขที่สะดุดตาพอจะทำให้หลายคนเข้าใจไปได้ง่าย ๆ ว่า “คนยุคนี้มีสมาธิได้แค่นี้แล้วหรือ” แต่จากข้อมูลที่ถูกนำมาอ้างถึงจากงานศึกษาของ Gloria Mark และคณะ ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์มีความสามารถในการจดจ่อเพียง 47 วินาที สิ่งที่งานศึกษามองคือระยะเวลาที่คนทำงานอยู่กับหน้าจอหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยน Attention ไปยังอีกหน้าจอหนึ่ง ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะแทนที่จะรีบสรุปว่า “คนสมัยนี้สมาธิสั้น” ตัวเลขนี้อาจกำลังทำให้เราเห็นอีกเรื่องหนึ่งว่า ชีวิตการทำงานของเราทำให้ Attention ถูกสลับบ่อยแค่ไหน ลองมองโต๊ะทำงานธรรมดาในวันนี้ เราอาจกำลังทำรายงานอยู่ แต่ขณะเดียวกันก็เปิด Browser ไว้หลาย Tab มี Email เปิดค้าง LINE อยู่ในโทรศัพท์ Teams หรือโปรแกรม Chat พร้อมแจ้งเตือน ระหว่างนั้นมีคนโทรมา มีประชุมแทรก และมีงานใหม่เข้ามาเรื่อย ๆ ดูเผิน ๆ เหมือนเรากำลังทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่ในความเป็นจริง เรากำลังย้ายความสนใจจากเรื่องหนึ่งไปอีกเรื่องหนึ่งตลอดทั้งวัน อย่างไรก็ตาม ถ้าจะอธิบายเรื่อง Attention ในการทำงานแล้วบอกว่าทั้งหมดเป็นความรับผิดชอบขององค์กร ก็คงไม่แฟร์นัก เพราะสิ่งรบกวนไม่ได้มาจากระบบงานเพียงอย่างเดียว บางครั้งไม่มีใครทัก...

คนไม่ได้อ่านทุกคำที่เราเขียน แล้วเรายังเขียนอีเมลเหมือนเขาจะอ่านทุกคำอยู่หรือเปล่า

จากเรื่อง Attention ที่เขียนต่อกันมาหลายตอน มีข้อมูลหนึ่งในบทความที่ฉันไปอ่านแล้วสะดุด คือเรื่องพฤติกรรมการอ่านบนหน้าจอ มีการอ้างข้อมูลว่า คนที่อ่านเนื้อหาบนเว็บไซต์ไม่ได้อ่านทุกคำ แต่มักกวาดสายตาและเลือกอ่านเพียงบางส่วนของเนื้อหา พอเอาเรื่องนี้กลับมามองการสื่อสารในที่ทำงาน ก็ทำให้นึกถึงอีเมลหลายฉบับที่เราเขียนกันทุกวัน เพราะบางครั้งเราเขียนอีเมลเหมือนคนรับจะนั่งอ่านตั้งแต่คำแรกจนถึงคำสุดท้ายอย่างตั้งใจ ลองนึกถึงอีเมลฉบับหนึ่งที่มี 12 ย่อหน้า ผู้เขียนตั้งใจมาก เล่าที่มาของเรื่องตั้งแต่ต้น อธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น ใครเกี่ยวข้องบ้าง มีข้อมูล ตัวเลข เหตุผล และรายละเอียดประกอบครบถ้วน ส่วนสิ่งที่ต้องการจากคนรับจริง ๆ คือ “กรุณาอนุมัติภายในวันพุธ” อยู่ในย่อหน้าที่ 10 พอถึงวันพฤหัสบดี งานยังไม่ได้รับอนุมัติ คนส่งเปิดอีเมลขึ้นมาแล้วบอกว่า “ก็เขียนไว้ในเมลแล้ว” เขียนไว้จริง และส่งไปแล้วจริงด้วย แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ สิ่งสำคัญไปถึงคนรับหรือยัง เวลาสื่อสาร เรามักมองจากฝั่งของผู้ส่ง เมื่อข้อมูลออกจากมือเราแล้ว เรารู้สึกว่างานของการสื่อสารจบลง ฉันบอกแล้ว ฉันส่งแล้ว ฉันเขียนไว้แล้ว ถ้าอีกฝ่ายไม่อ่านก็เป็นเรื่องของเขา แต่ถ้ามองจากฝั่งคนรับ อีเมลฉบับนั้นอาจเป็นเพียงหนึ่งในหลายสิบฉบับที่เข้ามาในวันเดียว เขาอาจเปิดอ่านระหว่างประชุม อ่านจากโทรศัพท์ หรือมีเวลาเพียงไม่กี่นาทีก่อนต้องไปทำเรื่องอื่นต่อ ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าคนรับไม่มีหน้าที่อ่านอีเมล และไม่ได้หมายความว่าอีเมลทุกฉบับควรย่อให้เหลือสามบรรทัด เรื่องบางเรื่องจำเป็นต้องอธิบายรายละเอียด และบางเรื่องผู้รับก็ควรอ่านอย่างครบถ้วน เพียงแต่ในฐานะคนส่ง เราอาจช่วยให้...

ถ้าอยากให้คนจำ อย่าพยายามให้เขาจำทุกอย่าง

เวลาได้รับเวลานำเสนองาน 20 นาที สิ่งที่หลายคนทำเป็นอย่างแรกคือคิดว่า “20 นาทีนี้จะพูดอะไรให้ครบได้บ้าง” จากนั้นก็เริ่มใส่ข้อมูล ตัวเลข ที่มา เหตุผล รายละเอียด และตัวอย่างลงไปให้มากที่สุด เพราะกลัวว่าถ้าพูดไม่ครบ คนฟังจะไม่เข้าใจ แต่ถ้าลองเปลี่ยนมุมคิดจากคนพูดมาเป็นคนฟัง คำถามอาจไม่ใช่ว่า เราพูดครบหรือยัง แต่อยู่ที่ว่า เมื่อผ่านไป 20 นาที คนฟังรับอะไรกลับไปได้บ้าง เรื่องนี้เชื่อมโยงกับประเด็น Attention ที่เขียนมาตลอดหลายตอน มีงานศึกษาของ Gloria Mark และคณะ เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ Attention บนหน้าจอ ซึ่งพบว่า คนทำงานใช้เวลาอยู่กับหน้าจอหนึ่งโดยเฉลี่ยประมาณ 47 วินาที ก่อนจะเปลี่ยนความสนใจไปยังอีกหน้าจอหนึ่ง ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าคนเรามีสมาธิได้เพียง 47 วินาที แต่ทำให้เห็นว่าในสภาพแวดล้อมการทำงานปัจจุบัน ความสนใจของคนถูกสลับไปมาบ่อยมาก ดังนั้น การที่ใครสักคนนั่งอยู่ในห้องประชุมกับเรา 20 นาที ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้ Attention ของเขาครบทั้ง 20 นาที เขาอาจฟังเราอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วนึกถึงงานที่ยังไม่ได้ส่ง เห็น Notification...

ตอบเร็วทุกเรื่อง อาจไม่ได้แปลว่าทำงานเก่ง

จากข้อมูลเรื่อง Attention ที่ถูกนำมาเล่าต่อจากงานศึกษาของ Gloria Mark มีตัวเลขหนึ่งที่น่าสนใจ คือ คนทำงานใช้เวลาอยู่กับหน้าจอหนึ่งโดยเฉลี่ยประมาณ 47 วินาที ก่อนจะเปลี่ยนความสนใจไปยังอีกหน้าจอหนึ่ง อย่างที่เคยอธิบายไป ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์มีสมาธิได้เพียง 47 วินาที แต่สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมการทำงานบนหน้าจอว่า เราสลับความสนใจไปมาบ่อยกว่าที่คิด และพอนึกถึงชีวิตการทำงานจริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก กำลังทำรายงาน LINE เด้ง — ตอบก่อน กลับมาทำงาน Teams ขึ้น — เปิดดูหน่อย เขียนต่อได้อีกนิด อีเมลเข้า — ขออ่านก่อน เผื่อด่วน ระหว่างนั้นมีคนถามงาน — ตอบไปอีกเรื่อง ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เราอาจตอบข้อความไปสิบเรื่อง เคลียร์อีเมลไปห้าฉบับ รับโทรศัพท์อีกสองสาย และรู้สึกว่า “วันนี้งานยุ่งมาก” ซึ่งก็ยุ่งจริง เพียงแต่คำถามอีกข้อคือ แล้วงานสำคัญที่ตั้งใจจะทำตั้งแต่แรก ไปถึงไหนแล้ว ตรงนี้ทำให้ฉันคิดถึงวัฒนธรรมการทำงานอย่างหนึ่งที่พบได้ในหลายองค์กร คือเราเผลอให้คุณค่ากับ Responsiveness มากจนบางครั้งเกือบเท่ากับ Performance ใครตอบ LINE...

อย่าโทษลูกน้องว่าสมาธิสั้น ถ้าเราออกแบบงานให้เขาถูกขัดจังหวะทั้งวัน

มีงานศึกษาของ Gloria Mark และคณะเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ Attention ในการทำงานกับหน้าจอ ซึ่งพบว่า คนทำงานใช้เวลาอยู่กับหน้าจอหนึ่งโดยเฉลี่ยประมาณ 47 วินาที ก่อนจะเปลี่ยนความสนใจไปยังอีกหน้าจอหนึ่ง ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่า มนุษย์มีสมาธิได้เพียง 47 วินาที แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ มันทำให้เราเห็นว่าในโลกการทำงานปัจจุบัน ความสนใจของคนถูกสลับไปมาบ่อยแค่ไหน ลองนึกถึงวันทำงานธรรมดาของลูกน้องคนหนึ่ง เก้าโมงเช้าเปิดคอมพิวเตอร์ ตั้งใจว่าจะทำรายงานที่ต้องส่งวันนี้ ทำไปได้สักพัก LINE เด้ง หัวหน้าถามข้อมูลจึงหยุดตอบ กลับมาทำรายงานต่อได้ไม่นาน อีเมลเข้า มีเรื่องให้ตรวจสอบ ระหว่างกำลังอ่านอีเมล เพื่อนร่วมงานเดินมาถามอีกเรื่อง พอตอบเสร็จกำลังจะกลับมาทำงานเดิม ก็ถึงเวลาประชุม หนึ่งชั่วโมงผ่านไป กลับมานั่งหน้ารายงานอีกครั้ง ปัญหาคือ การกลับมาที่งานเดิมไม่ได้ง่ายเหมือนกดปุ่ม Pause แล้วกด Play ต่อจากจุดเดิมเสมอไป โดยเฉพาะงานที่ต้องคิด วิเคราะห์ เขียน หรือเชื่อมโยงข้อมูลหลายอย่าง บางครั้งต้องใช้เวลาเพื่อนึกก่อนว่า เมื่อกี้ทำถึงไหน กำลังคิดอะไร และกำลังจะทำอะไรต่อ แล้วพอห้าโมงเย็น หัวหน้าเดินมาถามว่า “รายงานแค่นี้ ทำไมใช้เวลาทั้งวัน” คำถามนี้ฟังดูเหมือนเป็นเรื่อง Time Management...

ประชุมหนึ่งชั่วโมง แต่คนอยู่กับเราจริงๆ กี่นาที

จากเรื่อง Attention Span ที่เขียนไปก่อนหน้านี้ มีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมากสำหรับคนเป็นหัวหน้า คือ เราอาจกำลังประเมิน Attention ของคนในห้องประชุมสูงเกินความเป็นจริง เรานัดประชุมหนึ่งชั่วโมง จึงมักคิดว่าเรามีเวลาสื่อสารกับทีมหนึ่งชั่วโมง แต่ในความเป็นจริง “เวลาประชุม” กับ “เวลาที่คนกำลังสนใจสิ่งที่เราพูด” ไม่ใช่เวลาเดียวกัน ระหว่างหนึ่งชั่วโมงนั้น บางคนอาจเห็น LINE เด้งขึ้นมาแล้วเหลือบอ่าน บางคนเปิด Teams เพราะมีข้อความจากอีกทีม บางคนกำลังตอบอีเมล บางคนไม่ได้จับโทรศัพท์เลย แต่นั่งคิดถึงงานที่ต้องส่งตอนบ่าย และบางคนมองหน้าคนพูด พยักหน้าเป็นระยะ จนเราเข้าใจว่าเขายังอยู่กับเรา ทั้งที่ความคิดออกจากห้องประชุมไปนานแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่าคนทำงานยุคนี้ไม่มีสมาธิ หรือเราต้องออกกฎว่าประชุมแล้วทุกคนต้องวางโทรศัพท์ เพราะต่อให้ไม่มีโทรศัพท์อยู่ตรงหน้า ความสนใจก็เดินทางไปที่อื่นได้อยู่ดี คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ในฐานะคนจัดประชุม เราออกแบบการประชุมให้คนอยากอยู่กับเราหรือยัง หัวหน้าบางคนใช้เวลาประชุม 60 นาทีไปกับการพูด 55 นาที แล้วเหลือ 5 นาทีสุดท้ายถามว่า “มีใครมีอะไรจะถามไหม” พอไม่มีใครถามก็สรุปว่าทุกคนเข้าใจ ทั้งที่ความเงียบในห้องประชุมอาจไม่ได้แปลว่าเข้าใจ แต่อาจแปลว่าหลุดไปตั้งแต่นาทีที่ 20 แล้วก็ได้ ดังนั้น การประชุมที่ดีไม่จำเป็นต้องแปลว่า ประชุมให้สั้นที่สุด เพราะบางเรื่องซับซ้อนและต้องใช้เวลา...