กรุณารอสักครู่

 

บทความแนะนำ

ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น

วันนี้มีข่าวดีจากคดีของลูกความมาเล่าให้ฟัง รอบนี้เราอยู่ฝั่งลูกจ้างค่ะ หลังจากต่อสู้คดีกันมา ในที่สุดนายจ้างได้ชำระ ค่าชดเชยตามกฎหมาย ให้ลูกความเรียบร้อยแล้ว ส่วนประเด็น ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลก็เห็นว่านายจ้างยังต้องรับผิดเพิ่มเติม

คดีนี้มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ PIP หรือ Performance Improvement Plan เพราะก่อนเลิกจ้าง นายจ้างได้นำลูกจ้างเข้าสู่กระบวนการ PIP ซึ่งหลายครั้งทั้งนายจ้างและลูกจ้างอาจเข้าใจว่า เมื่อพนักงานถูกนำเข้า PIP แล้ว หากสุดท้ายประเมินไม่ผ่าน นายจ้างก็สามารถเลิกจ้างได้ และการเลิกจ้างนั้นย่อมเป็นธรรม

แต่จริง ๆ แล้ว การมี PIP ไม่ได้ทำให้การเลิกจ้างเป็นธรรมโดยอัตโนมัติ

ขอแยกเรื่องนี้ให้ชัดก่อนว่า การเลิกจ้างหลัง PIP ไม่ได้หมายความว่านายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยหรือค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมทุกกรณี และในทางกลับกัน การทำ PIP ก็ไม่ได้หมายความว่านายจ้างจะไม่ต้องรับผิดอะไรเลยเช่นกัน แต่ละกรณียังต้องพิจารณาจากเหตุแห่งการเลิกจ้าง ข้อเท็จจริง และกระบวนการที่นายจ้างดำเนินการ

ส่วนเรื่องว่า PIP แบบไหนจึงจะนำไปสู่การเลิกจ้างได้อย่างถูกต้อง เรื่องนี้เคยเขียนไว้หลายครั้งแล้ว ลองย้อนดูโพสต์เก่า ๆ ในเพจได้ เพราะถ้าจะอธิบายกันจริง ๆ พื้นที่โพสต์นี้คงไม่พอ

แต่สิ่งที่อยากหยิบมาเล่าจากคดีนี้เป็นอีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือ ก่อนจะไปดูว่าลูกจ้าง “ผ่านหรือไม่ผ่าน PIP” อาจต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่ต้นเสียก่อนว่า

ทำไมต้องเป็นลูกจ้างคนนี้ที่ถูกนำเข้า PIP?

ในคดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีโจทก์เพียงคนเดียวที่ถูกนำเข้าสู่ PIP ไม่ปรากฏวัตถุประสงค์ที่แน่ชัด และไม่ปรากฏหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกพนักงานเข้าสู่ PIP เมื่อกระบวนการตั้งแต่ต้นไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่า ใช้หลักเกณฑ์อะไร และเหตุใดจึงต้องเป็นลูกจ้างรายนี้ ประเด็นเรื่องความเป็นธรรมจึงไม่ได้อยู่เพียงผลการประเมินในตอนท้าย แต่อยู่ตั้งแต่การตัดสินใจนำลูกจ้างเข้าสู่กระบวนการแล้ว

คดีนี้ต้องขอขอบพระคุณศาลที่พิจารณารายละเอียดของ PIP อย่างรอบคอบ เพราะทำให้เห็นชัดว่า การพิจารณาความเป็นธรรมของการเลิกจ้างไม่ได้ดูเพียงว่ามีนโยบายหรือมีเอกสาร PIP อยู่หรือไม่ แต่ต้องดูถึงวัตถุประสงค์ หลักเกณฑ์ และวิธีการนำมาใช้กับลูกจ้างในข้อเท็จจริงของคดี

ถ้ามองกลับกันในมุมของนายจ้าง บทเรียนจากคดีลักษณะนี้จึงไม่ใช่ว่า “อย่าทำ PIP” แต่คือ ถ้าจะทำ ต้องวางกระบวนการให้ตอบคำถามได้ตั้งแต่ต้น

ทำไมพนักงานคนนี้จึงต้องเข้า PIP มีข้อมูลอะไรแสดงว่าผลการทำงานมีปัญหา ใช้หลักเกณฑ์อะไรในการคัดเลือก หากพนักงานคนอื่นอยู่ในสถานการณ์เดียวกันใช้มาตรฐานเดียวกันหรือไม่ รวมถึงเมื่อเข้าสู่ PIP แล้ว หัวข้อที่ประเมิน เป้าหมาย ระยะเวลา และวิธีวัดผลสัมพันธ์กับปัญหาการทำงานจริงหรือไม่

เพราะเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น สิ่งที่นายจ้างอาจต้องพิสูจน์ไม่ได้มีเพียงว่า “ลูกจ้างไม่ผ่าน PIP” แต่อาจต้องย้อนกลับไปตอบให้ได้ตั้งแต่คำถามแรกว่า “แล้วทำไมตั้งแต่แรกจึงเป็นลูกจ้างคนนี้ที่ถูกนำเข้า PIP”

PIP จึงไม่ควรเป็นเพียงเอกสารที่จัดทำขึ้นเพื่อรองรับการเลิกจ้าง แต่ควรเป็นกระบวนการบริหารผลการปฏิบัติงานที่มีวัตถุประสงค์ มีหลักเกณฑ์ และสามารถอธิบายได้ตั้งแต่ต้นจนจบ

สำหรับคดีนี้เราอยู่ฝั่งลูกจ้าง แต่ถ้ามองอีกด้าน นายจ้างเองก็มีบทเรียนจากคดีลักษณะนี้เหมือนกันว่า PIP ควรวางให้ถูกตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ค่อยมาแก้ตอนจะเลิกจ้างแล้ว

หากเป็น กรณีอื่นที่นายจ้างกำลังจะเริ่ม PIP และต้องการให้ช่วยตรวจดูโครงสร้าง หลักเกณฑ์ กระบวนการ หรือเอกสารก่อนดำเนินการจริง ก็สามารถเข้ามาปรึกษาได้ค่ะ

คลินิกกฎหมายแรงงานให้คำปรึกษาทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง โดยรับเป็นรายกรณีตามข้อเท็จจริงของแต่ละฝ่าย — และแน่นอน..ปรึกษามีค่าใช้จ่ายค่ะ