เขียนว่า “ใบเตือน” แล้ว เป็นหนังสือเตือนตามกฎหมายจริงหรือ?
ในหนังจีนแนวตั้ง เวลามีใครกล่าวหาอะไรอีกฝ่ายขึ้นมาลอยๆ เรามักได้ยินประโยคสวนกลับที่คุ้นหูว่า “อาหารกินมั่วๆ ได้ แต่คำพูดพูดมั่ว ๆ ไม่ได้” ฟังตอนดูก็เป็นเพียงประโยคติดหู แต่พอนึกถึงงานกฎหมายแรงงานขึ้นมา ประโยคนี้กลับเหมาะกับเอกสารชนิดหนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ นั่นคือ “หนังสือตักเตือน”
มีคดีหนึ่งตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5222/2545 ลูกจ้างทำงานเป็นพนักงานขับรถบรรทุก วันหนึ่งเวลาประมาณ 14.00 น. นายจ้างสั่งให้ขับรถไปรับสินค้าที่อาคารเกษรพลาซ่า บริเวณสี่แยกราชประสงค์ แต่ระหว่างทางลูกจ้างเห็นว่าเหลือเวลาอีกประมาณ 43 นาที ก็จะถึงช่วงเวลาห้ามรถบรรทุกแล่นในเขตกรุงเทพมหานคร จึงตัดสินใจนำรถกลับสำนักงานเสียก่อน
การเอารถกลับไม่ใช่ปัญหาเพียงอย่างเดียว เพราะบริษัทมีระเบียบกำหนดไว้ว่า หากพนักงานขับรถไม่สามารถไปถึงจุดหมายได้ทันเวลาและจำเป็นต้องนำรถกลับสำนักงาน จะต้องแจ้งผู้มีอำนาจของบริษัทก่อน แต่ลูกจ้างรายนี้ไม่ได้แจ้ง จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือขัดคำสั่งของนายจ้าง และที่สำคัญ เรื่องในลักษณะเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ขับรถก็ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านั้นลูกจ้างเคยฝ่าฝืนระเบียบหรือขัดคำสั่งมาแล้วถึง 2 ครั้งในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2544
นายจ้างจึงมีสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไพ่ใบสำคัญอยู่ในมือ นั่นคือเอกสารจากการกระทำผิดสองครั้งก่อน โดยด้านบนของเอกสารเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า “ใบเตือนครั้งที่ 1” และ “ใบเตือนครั้งที่ 2” เอกสารแต่ละฉบับก็ไม่ได้เขียนลอยๆ แต่มีข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือขัดคำสั่งเพียงพอให้ลูกจ้างเข้าใจได้ว่าตนเองทำอะไรผิด
ถ้ามองอย่างคนทั่วไป เรื่องก็น่าจะจบตรงนี้ ลูกจ้างทำผิด นายจ้างออกใบเตือนครั้งที่ 1 ทำผิดอีกก็มีใบเตือนครั้งที่ 2 และเมื่อเกิดเรื่องขึ้นอีกครั้ง นายจ้างจึงเลิกจ้างโดยอ้างว่าเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน
แต่ปัญหาของคดีนี้อยู่ที่คำว่า “ใบเตือน” ที่เขียนอยู่บนหัวกระดาษ ไม่ได้ทำให้กระดาษแผ่นนั้นเป็นหนังสือเตือนตามกฎหมายขึ้นมาเอง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนังสือเตือนตามมาตรา 119 (4) นอกจากจะต้องมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างเพียงพอให้ลูกจ้างเข้าใจว่าตนกระทำอะไรแล้ว ยังต้องมีข้อความที่มีลักษณะเป็น “การเตือน” โดยห้ามมิให้ลูกจ้างกระทำเช่นนั้นซ้ำอีก ด้วย แต่เอกสารทั้งสองฉบับของนายจ้างในคดีนี้ไม่มีข้อความในลักษณะดังกล่าว มีเพียงคำว่า “ใบเตือนครั้งที่ 1” และ “ใบเตือนครั้งที่ 2” อยู่ด้านบน ศาลจึงถือว่าเอกสารเหล่านั้นเป็นเพียงหนังสือแจ้งให้ลูกจ้างทราบว่าตนฝ่าฝืนหรือขัดคำสั่ง ไม่ใช่หนังสือเตือนตามมาตรา 119 (4)
ผลก็คือ การฝ่าฝืนครั้งที่นำไปสู่การเลิกจ้างเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือขัดคำสั่งที่ ไม่ใช่กรณีร้ายแรง และเมื่อไม่มีหนังสือเตือนตามกฎหมายมาก่อน นายจ้างจึงไม่สามารถอาศัยมาตรา 119 (4) เพื่อไม่จ่ายค่าชดเชยได้ นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย
แต่เรื่องยังไม่จบ และตรงนี้ต่างหากที่คดีนี้น่าสนใจ
แม้ “ใบเตือน” สองใบจะไม่ผ่านมาตรา 119 (4) แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าลูกจ้างเคยฝ่าฝืนระเบียบหรือขัดคำสั่งเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ขับรถมาแล้วถึงสองครั้งไม่ได้หายไปพร้อมกับสถานะของใบเตือน ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าลูกจ้าง ละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งของนายจ้างเป็นอาจิณ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 นายจ้างจึงเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
คดีเดียวกันจึงลงเอยด้วยผลที่ดูเหมือนขัดกัน แต่จริงๆ แล้วไม่ขัดกันเลย คือ ค่าชดเชยต้องจ่าย แต่สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ต้องจ่าย เพราะสิทธิทั้งสองเรื่องพิจารณาจากบทกฎหมายคนละฐานกัน
เรื่องนี้จึงไม่ได้สอน HR เพียงว่าเวลาเขียนหนังสือเตือนต้องเขียนให้ครบ แต่สอนมากกว่านั้นว่า ในทางกฎหมาย ชื่อที่เราเรียกเอกสาร ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่เอกสารนั้นเป็นจริงๆ
เขียนหัวกระดาษว่า “ใบเตือนครั้งที่ 1” ก็แล้ว
“ใบเตือนครั้งที่ 2” ก็แล้ว
ถ้าข้างในมีแต่บอกว่าเขาทำอะไรผิด แต่ไม่เคย เตือนว่าอย่าทำอีก ก็อาจยังไม่ใช่หนังสือเตือนตามกฎหมายอยู่ดี
หนังจีนจึงว่าไว้ไม่ผิดค่ะ
“อาหารกินมั่วๆ ได้ แต่คำพูดพูดมั่วๆ ไม่ได้”
ส่วนทนายแรงงานขอเติมอีกนิดว่า
โดยเฉพาะคำว่า “ใบเตือน” เพราะเขียนไว้บนหัวกระดาษอย่างเดียว…ศาลไม่ได้เตือนตามเราด้วยค่ะ
ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน
คลินิกกฎหมายแรงงาน

