Please wait ...

 
นอกจาก “อโหสิกรรม” นายจ้างทำอะไรได้บ้าง ถ้าอดีตพนักงานลบไฟล์งานก่อนออกจากบริษัท

เห็นข่าวเรื่องอดีตพนักงานลบไฟล์งานของบริษัทก่อนออก แล้วนึกขึ้นมาได้ว่า เรื่องแบบนี้นายจ้างหลายคนพอเจอเข้าจริง ๆ มักเหลืออยู่สองอารมณ์ คือโกรธมาก กับทำอะไรไม่ถูก บางคนสุดท้ายจึงเลือก “ช่างมัน ถือว่าทำบุญทำทาน อโหสิกรรมให้แล้วกัน” จริง ๆ ยังไม่ต้องรีบใจบุญขนาดนั้นค่ะ เพราะถ้าไฟล์ที่ถูกลบเป็นข้อมูลของบริษัท เป็นงานที่ลูกจ้างจัดทำหรือครอบครองไว้เนื่องจากการทำงาน และการลบนั้นทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย กฎหมายไม่ได้กำหนดว่านายจ้างมีหน้าที่ทำได้เพียงแผ่เมตตา ประเด็นแรกที่ต้องแยกให้ออกก่อนคือ “ลบไฟล์” ไม่ได้เท่ากับ “ต้องรับผิด” ทุกกรณี ต้องดูก่อนว่าไฟล์อะไร ใครมีสิทธิในข้อมูลนั้น ลูกจ้างมีหน้าที่เก็บรักษาหรือส่งมอบหรือไม่ การลบเกิดขึ้นโดยตั้งใจหรือเป็นการทำงานตามปกติ กู้คืนได้หรือไม่ และที่สำคัญที่สุดคือบริษัทเสียหายอะไรจากการลบนั้น ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ได้และพบว่าเป็นการฝ่าฝืนหน้าที่ของลูกจ้าง นายจ้างอาจเรียกค่าเสียหายจากอดีตลูกจ้างได้ในฐาน ผิดสัญญาจ้างแรงงาน ไม่ใช่มีแต่เรื่องละเมิดอย่างเดียว เรื่องนี้สำคัญตรง “อายุความ” ด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4082/2530 วางหลักไว้ว่า เมื่อลูกจ้างกระทำผิดหน้าที่ตามสัญญาจ้างจนทำให้นายจ้างเสียหาย ข้อเท็จจริงเดียวกันอาจทำให้ลูกจ้างต้องรับผิดทั้งตามสัญญาจ้างแรงงานและในมูลละเมิด นายจ้างจึงมีสิทธิเรียกร้องได้ทั้งสองทาง และสิทธิเรียกร้องจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความไว้เป็นพิเศษ ใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ปัจจุบันเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 หลักเดียวกันยังปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1969/2534 ซึ่งวินิจฉัยว่า เมื่อลูกจ้างมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบและคำสั่งของนายจ้าง แต่ฝ่าฝืนจนเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน...

เหตุเลิกจ้างที่นึกได้ตอนขึ้นศาล…อาจสายไปแล้ว

เวลานายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างโดยอาศัยเหตุความผิดตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หลายคนให้ความสำคัญกับคำถามว่า “ความผิดนี้ร้ายแรงพอไหม” หรือ “เข้า 119 ข้อไหน” แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน และพลาดแล้วแก้ทีหลังไม่ได้ง่าย ๆ คือ ตอนเลิกจ้าง นายจ้างบอกเหตุอะไรไว้กับลูกจ้าง เพราะมาตรา 119 วรรคสุดท้ายเขียนไว้ค่อนข้างชัดว่า “การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามวรรคหนึ่ง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ได้แจ้งเหตุที่เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้าง นายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้” คำที่อยากให้สังเกตมีสองส่วน คือ “ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้าง” และ “ในขณะที่เลิกจ้าง” ดังนั้น ถ้าบริษัทตั้งใจจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 หนังสือเลิกจ้างจึงไม่ควรมีเพียงข้อความกว้าง ๆ ว่า “กระทำผิดร้ายแรง” “ฝ่าฝืนระเบียบบริษัท” หรือ “บริษัทหมดความไว้วางใจ” แต่ควรระบุข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการเลิกจ้างให้ชัดว่า ลูกจ้างทำอะไร เมื่อใด และพฤติการณ์ที่บริษัทถือเป็นเหตุเลิกจ้างคืออะไร ที่สำคัญ นาฬิกาของมาตรา 119 เดินถึงแค่ขณะเลิกจ้าง ไม่ใช่รอจนได้รับหมายศาลแล้วค่อยกลับมาคิดว่า นอกจากเหตุที่แจ้งไปวันนั้น เรายังมีเหตุอื่นอีกสามเรื่องนี่นา แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1538/2558 เป็นตัวอย่างที่ชัด ศาลฎีกาวินิจฉัยในสาระสำคัญว่า การจะอาศัยมาตรา 119...

บางครั้งลูกจ้างก็ผิดจริง แต่เอกสารของนายจ้างกลับช่วยเขาไว้

บางครั้งเมื่อฟังข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว ต้องยอมรับตรง ๆ ว่า ลูกจ้างทำผิดจริง พฤติกรรมบางอย่างก็สร้างปัญหาให้กับองค์กรจริง และในฐานะคนที่ทำงานให้นายจ้าง เราก็อยากหาทางจัดการปัญหาให้ได้ตามที่นายจ้างต้องการ แต่หลายครั้ง สิ่งที่ทำให้ไปต่อไม่ได้กลับไม่ใช่เพราะลูกจ้างไม่ได้ทำผิด หากเป็นเพราะนายจ้างไม่ได้จัดการความผิดนั้นให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น เรื่องที่พบอยู่บ่อยคือ บริษัทเคยออกหนังสือเตือนพนักงานมาแล้ว พอเกิดความผิดครั้งใหม่ก็เข้าใจว่า เมื่อมีหนังสือเตือนอยู่และยังไม่เกินหนึ่งปี หากพนักงานทำผิดอีกครั้งก็สามารถเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 (4) ได้ทันที ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น มาตรา 119 (4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ใช้กับกรณีที่ลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่เป็นกรณีร้ายแรงซึ่งไม่จำเป็นต้องตักเตือน คำสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เคยมีหนังสือเตือนหรือไม่” แต่ต้องกลับไปดูด้วยว่า หนังสือเตือนนั้นเตือนเรื่องอะไร และการกระทำครั้งใหม่เป็นการฝ่าฝืนซ้ำในเรื่องที่เคยถูกตักเตือนไว้หรือไม่ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3657/2557 พิจารณาการกระทำครั้งหลังประกอบกับหนังสือเตือนเดิม โดยให้ความสำคัญกับการที่ลูกจ้างกลับมากระทำผิดในเรื่องที่เคยถูกตักเตือนไว้ มิใช่เพียงข้อเท็จจริงว่าลูกจ้างคนดังกล่าว “เคยได้รับหนังสือเตือน” มาก่อนเท่านั้น นอกจากนี้ ต่อให้เป็นความผิดในเรื่องเดียวกัน ก็ยังต้องตรวจสอบอีกชั้นหนึ่งว่า เอกสารที่บริษัทเรียกว่า “หนังสือเตือน” มีสาระเป็นหนังสือเตือนตามกฎหมายจริงหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1120/2544 วางหลักว่า มาตรา 119 (4)...

เมื่อเราไปอยู่ที่ไหนก็มีปัญหา บางทีสิ่งที่ต้องตรวจสอบอาจไม่ใช่ “คนอื่น”

หลายบริษัทมีช่องทางให้พนักงานร้องเรียน เพราะองค์กรที่ดีควรเปิดพื้นที่ให้คนพูดเมื่อรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติไม่เหมาะสม ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกคุกคาม หรือพบพฤติกรรมที่ไม่ควรเกิดขึ้นในที่ทำงาน เรื่องบางเรื่องเมื่อบริษัทได้รับแจ้งแล้วต้องรีบตรวจสอบและจัดการอย่างจริงจัง เพราะการเพิกเฉยอาจทำให้ปัญหาที่ควรจบตั้งแต่ต้นกลายเป็นปัญหาใหญ่ของทั้งคนและองค์กร แต่การมีช่องทางร้องเรียนก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกครั้งที่เรารู้สึกไม่พอใจ จะต้องมีใครสักคนเป็นฝ่ายผิดเสมอไป ดิฉันเคยเห็นกรณีที่พนักงานร้องเรียนเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้า บริษัทก็สอบข้อเท็จจริงให้ เมื่อผลไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง ก็รู้สึกว่าคนสอบมีอคติ บริษัทจึงแก้ปัญหาด้วยการให้บุคคลภายนอกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคู่กรณีเข้ามาตรวจสอบใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นกลางมากที่สุด ผลที่ได้กลับไม่ต่างจากเดิม แทนที่จะทำให้เรื่องจบ กลับเกิดคำอธิบายใหม่ว่า คนนอกก็คงเข้าข้างบริษัท หรืออย่างไรก็เป็นพวกเดียวกันอยู่ดี ตรงนี้เป็นจุดที่น่าสนใจในเรื่อง Soft Skills มากค่ะ เพราะสิ่งหนึ่งที่คนทำงานควรมี นอกจากความกล้าที่จะพูดเมื่อคิดว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมแล้ว คือ ความสามารถที่จะยอมรับความเป็นไปได้ว่า สิ่งที่เราเข้าใจอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด เราอาจรู้สึกว่าคนอื่นพูดไม่ดีกับเรา แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง “เขาพูดไม่เหมาะสมจริง” กับ “เขาพูดในสิ่งที่เราไม่อยากได้ยิน” เราอาจรู้สึกว่าหัวหน้าไม่ชอบเรา แต่ก็ต้องกล้าถามตัวเองเหมือนกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการกลั่นแกล้ง หรือเป็นเพราะหัวหน้ากำลัง Feedback เรื่องงานที่เรายังไม่ยอมรับ และเมื่อคนหลายกลุ่มซึ่งไม่ได้มีผลประโยชน์ร่วมกันมองเหตุการณ์เดียวกันคล้าย ๆ กัน การตั้งคำถามกับทุกคนรอบตัวอาจไม่ช่วยให้เราเข้าใกล้คำตอบเท่ากับการลองหันคำถามกลับมาที่ตัวเองบ้าง นี่ไม่ใช่การบอกให้คนที่ถูกรังแก “คิดไปเอง” และไม่ใช่ข้ออ้างให้องค์กรละเลยข้อร้องเรียน ทุกข้อร้องเรียนที่มีมูลควรได้รับการรับฟังและตรวจสอบอย่างเป็นธรรม แต่ Self-awareness ก็สำคัญไม่แพ้การเรียกร้องให้คนอื่นเข้าใจเรา คนที่มี Self-awareness ไม่ได้เชื่อว่าตัวเองผิดทุกครั้ง...

ทำงานหนัก คือ “คนเก่ง” ใช่ไหม

มีช่วงหนึ่งของชีวิตการทำงานที่เรามักภูมิใจกับประโยคว่า “ช่วงนี้งานเยอะมาก” เหมือนความยุ่งเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งว่าเราสำคัญ ยิ่งกลับบ้านดึก ยิ่งตอบข้อความเร็ว ยิ่งมีงานกองเต็มโต๊ะ ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่องค์กรขาดไม่ได้ ฝ้ายเองก็เป็นคนทำงานเยอะ จึงเข้าใจความรู้สึกนี้ดี และไม่ได้คิดว่าการทำงานหนักเป็นเรื่องไม่ดีเสียทั้งหมด บางช่วงของการทำงานเราจำเป็นต้องเร่งจริง ๆ คนทำคดีคงรู้ดีว่าก่อนวันสืบพยานจะบอกให้ทุกคน Work-Life Balance แล้วปิดคอมพิวเตอร์ห้าโมงตรงก็คงไม่ได้ หรือเวลาบริษัทมีเรื่องเร่งด่วน มีวิกฤต มีดีลสำคัญ ทุกคนอาจต้องช่วยกันมากกว่าปกติ สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติของการทำงาน แต่สิ่งที่อยากชวนคิดคือ เราเริ่มเอา “ความเหนื่อย” ไปปนกับ “ความสามารถ” ตั้งแต่เมื่อไร คนทำงานหนักอาจเป็นคนเก่ง แต่การทำงานหนักไม่ได้เป็นหลักฐานว่าคนนั้นเก่งเสมอไป และที่สำคัญกว่านั้น คนที่ไม่ได้ทำงานจนหมดแรงก็ไม่ได้แปลว่าเขาทุ่มเทน้อยกว่า งานวิจัยด้านการทำงานพูดเรื่องนี้มานานแล้ว Harvard Business Review เคยรวบรวมงานศึกษาที่ชี้ว่า การทำงานยาวนานเกินไปไม่ได้ทำให้ผลงานเพิ่มขึ้นเป็นเส้นตรง และในระยะหนึ่งชั่วโมงที่เพิ่มขึ้นกลับให้ผลตอบแทนด้าน productivity ลดลง ขณะที่ความผิดพลาดและปัญหาสุขภาพมีโอกาสเพิ่มขึ้น เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงความรู้สึกเหนื่อย WHO และ ILO ประเมินว่า การทำงานตั้งแต่ 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไปสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองที่สูงขึ้นประมาณ 35% และความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดสูงขึ้นประมาณ 17% เมื่อเทียบกับการทำงาน 35–40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์...

ทำผิดเหมือนกัน ต้องลงโทษเหมือนกันไหม

เวลามีเรื่องทางวินัยเกิดขึ้นในบริษัท คำถามหนึ่งที่เจอบ่อยคือ “พนักงานสองคนทำผิดเรื่องเดียวกัน ถ้าจะลงโทษ ต้องลงโทษเหมือนกันไหม” หลายคนตอบทันทีว่าต้องเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นก็เลือกปฏิบัติ แต่ในทางปฏิบัติ เรื่องนี้ไม่ได้ตรงไปตรงมาขนาดนั้น หลักที่ HR ควรแยกให้ออกคือ ความเสมอภาคในการลงโทษ ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องได้รับโทษเหมือนกัน แต่คนที่อยู่ในข้อเท็จจริงและสถานะเดียวกัน ไม่ควรถูกปฏิบัติแตกต่างกันโดยไม่มีเหตุผลที่อธิบายได้ คำสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ทำผิดเรื่องเดียวกัน” แต่ต้องถามต่อว่า “เหมือนกันจริงแค่ไหน” สมมติพนักงานสองคนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เดียวกัน คนหนึ่งเป็นหัวหน้างานและเป็นคนสั่ง อีกคนเป็นลูกน้องที่ทำตามคำสั่ง การลงโทษหัวหน้าหนักกว่าไม่ได้แปลว่าเลือกปฏิบัติเสมอไป เพราะหน้าที่ ความรับผิดชอบ และบทบาทในการกระทำต่างกัน หรือถ้าสองคนทำผิดลักษณะเดียวกัน แต่คนหนึ่งเคยถูกเตือนเรื่องนี้มาแล้ว ขณะที่อีกคนเพิ่งกระทำผิดครั้งแรก จะบอกว่าทั้งสองคนต้องได้รับโทษเท่ากันทุกประการก็คงไม่ใช่ แม้จะอยู่ในเหตุการณ์เดียวกัน ก็ยังต้องดูว่าใครเป็นคนเริ่ม ใครมีส่วนร่วมมากน้อยเพียงใด ใครมีหน้าที่ต้องป้องกันไม่ให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น ความเสียหายจากการกระทำของแต่ละคนเป็นอย่างไร รวมถึงประวัติทางวินัยที่ผ่านมา เพราะรายละเอียดเหล่านี้อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ระดับโทษแตกต่างกันได้ ในทางกลับกัน ถ้าพนักงานสองคนมีตำแหน่งและหน้าที่ใกล้เคียงกัน กระทำเรื่องเดียวกัน ภายใต้พฤติการณ์เดียวกัน ความร้ายแรงและประวัติทางวินัยก็ไม่แตกต่างกัน แต่บริษัทเลือกเตือนคนหนึ่งและเลิกจ้างอีกคนหนึ่ง คำถามสำคัญจะเกิดขึ้นทันทีว่า อะไรคือเหตุผลของความแตกต่างนั้น ศาลฎีกาเองจึงมีแนวคำพิพากษาให้เห็นทั้งสองด้าน มีทั้งกรณีที่ศาลให้ความสำคัญกับความเสมอภาคในการลงโทษ เมื่อปรากฏว่าลูกจ้างอยู่ในสถานการณ์เดียวกันแต่กลับได้รับการปฏิบัติแตกต่างกันโดยไม่มีเหตุผลที่เหมาะสม และอีกด้านหนึ่งก็มีแนวที่ยอมรับว่า การที่ลูกจ้างหลายคนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เดียวกัน ไม่ได้หมายความว่านายจ้างจะต้องลงโทษทุกคนด้วยโทษเดียวกันเสมอไป เพราะฉะนั้น เวลาเจอคำถามว่า “คนอื่นก็ทำ...

การสอบข้อเท็จจริงก่อนลงโทษ

อย่างที่บอกไปว่า นอกจากงานในชั้นศาลแล้ว อีกงานหนึ่งของออฟฟิศเราคือการเข้าไปสอบข้อเท็จจริงภายในบริษัท เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและให้ความเห็นว่า เรื่องที่เกิดขึ้นควรนำไปสู่การลงโทษทางวินัย ออกหนังสือเตือน หรือร้ายแรงถึงขั้นเลิกจ้างได้หรือไม่ พอทำงานด้านนี้บ่อย ๆ จึงมีคำถามเกี่ยวกับการสอบข้อเท็จจริงเข้ามาค่อนข้างมาก ตั้งแต่ใครควรเป็นคนสอบ ต้องให้ผู้ร้องนั่งฟังด้วยไหม เอาคนนอกมาสอบได้หรือเปล่า ไปจนถึงคำถามว่า เมื่อมีคนร้องเรียนเข้ามาแล้ว บริษัทลงโทษผู้ถูกร้องได้เลยหรือไม่ เรื่องแรกที่ต้องแยกให้ออกก่อนคือ “บริษัทได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้น” กับ “บริษัทมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง” เป็นคนละเรื่องกัน การมีคนมาร้องเรียนเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบ ไม่ใช่ข้อสรุปว่าผู้ถูกร้องกระทำผิดแล้ว ถ้าเพียงมีคนกล่าวหาว่า “เขาทำแบบนั้น” แล้วบริษัทสามารถนำคำกล่าวหานั้นไปลงโทษอีกคนได้ทันที กระบวนการสอบข้อเท็จจริงก็คงไม่จำเป็น เพราะใครไม่พอใจใครก็สามารถพูดอะไรลอย ๆ ขึ้นมา แล้วทำให้อีกฝ่ายได้รับโทษทางวินัยได้ หน้าที่ของการสอบข้อเท็จจริงจึงอยู่ตรงกลางระหว่าง “ข้อกล่าวหา” กับ “การลงโทษ” คนสอบต้องพยายามตอบให้ได้ว่า ผู้ร้องรู้เห็นเหตุการณ์นั้นด้วยตัวเองหรือได้รับฟังมาจากคนอื่น เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อใด ที่ไหน มีใครอยู่ในเหตุการณ์อีกหรือไม่ มีข้อความ อีเมล กล้องวงจรปิด เอกสาร หรือพยานบุคคลอื่นสนับสนุนหรือขัดแย้งกับเรื่องที่เล่าหรือไม่ รวมถึงต้องฟังคำอธิบายของผู้ถูกกล่าวหาด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม เวลาสอบผู้ถูกร้องหรือผู้ถูกกล่าวหา โดยหลักจึงไม่จำเป็นต้องให้ผู้ร้องนั่งฟังอยู่ด้วยตลอด การสอบข้อเท็จจริงภายในบริษัทไม่ใช่การพิจารณาคดีในศาล และในหลายกรณีการแยกสอบทีละคนกลับทำให้ได้ข้อเท็จจริงที่มีประโยชน์กว่า เพราะคนสอบจะได้ฟังเรื่องจากแต่ละฝ่ายโดยไม่ให้คำพูดของคนหนึ่งไปมีอิทธิพลต่ออีกคน และยังสามารถนำรายละเอียดที่แต่ละคนให้มาเปรียบเทียบกันภายหลังได้ ถ้าผู้ถูกร้องให้ข้อเท็จจริงใหม่ที่จำเป็นต้องกลับไปตรวจสอบกับผู้ร้อง ก็เรียกผู้ร้องมาสอบเพิ่มเติมได้...

เมื่อเราไม่ต้องกลัวผลลัพธ์ ตัวตนจริงจะเริ่มทำงาน

มีประโยคหนึ่งในซีรีส์ที่ฉันชอบมาก พระเอกเป็นคนที่ไม่เคยโมโหใคร ยอมถูกข่มมาตลอด แต่สิ่งแรกที่เขาทำเมื่อถูกลอตเตอรี่กลับเป็นการอนุญาตให้ตัวเองกล้าโกรธคนอื่น ฟังดูเหมือนเป็นมุก แต่ถ้ามองในมุมพฤติกรรมมนุษย์ มันมีอะไรอยู่ข้างในมากกว่านั้น เงินไม่ได้ทำให้เขารู้จักความโกรธในวันนั้น เขาโกรธเป็นอยู่แล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านั้นเขาอาจไม่มีความมั่นคงมากพอที่จะยอมรับผลที่จะตามมาจากการแสดงความโกรธออกไป เมื่อยังต้องรักษางาน รักษารายได้ รักษาความสัมพันธ์ หรือรักษาความพอใจของคนที่มีอำนาจเหนือกว่า การอดทนจึงอาจไม่ใช่นิสัยเสมอไป บางครั้งมันคือกลไกเอาตัวรอด เมื่อมีเงินมากพอ ต้นทุนของการพูดว่า “ไม่” ลดลง ต้นทุนของการเดินออกจากสถานการณ์แย่ ๆ ลดลง และความกลัวว่าจะเสียงาน เสียโอกาส หรือเสียความพอใจจากใครบางคนก็ลดลงตามไปด้วย คนคนเดิมจึงดูเหมือนกล้าขึ้น ทั้งที่ความจริงอาจเพียงเริ่มแสดงสิ่งที่เคยต้องเก็บไว้ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่เงิน ตำแหน่ง และอำนาจมีความสัมพันธ์กับ Soft Skills มากกว่าที่เราคิด เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทดสอบเพียงว่าเราบริหารคนอื่นเก่งแค่ไหน แต่มันทดสอบว่า เมื่อเราไม่จำเป็นต้องยอมแล้ว เราจะเลือกปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างไร คนที่เคยเงียบอาจเริ่มกล้าปฏิเสธ คนที่เคยไม่กล้าตัดสินใจอาจกล้ารับความเสี่ยง คนที่เคยยอมให้คนอื่นล้ำเส้นอาจเริ่มตั้งขอบเขต ทั้งหมดนี้อาจเป็นพัฒนาการที่ดี เพราะความกล้าไม่ใช่การไม่มีความกลัว แต่คือการมีอิสระพอที่จะตัดสินใจโดยไม่ถูกความกลัวควบคุมตลอดเวลา แต่เรื่องเดียวกันมีอีกด้านหนึ่ง เงินทำให้คนกล้าขึ้นได้ และบางทีก็ทำให้คนเหี้ยขึ้นได้เหมือนกัน เพราะเมื่อผลของการกระทำไม่ย้อนกลับมาถึงตัวเราได้ง่าย ความเกรงใจก็อาจลดลงพร้อมกับความกลัว จากเดิมที่เคยฟังคนอื่นเพราะจำเป็นต้องฟัง อาจเริ่มไม่ฟังใคร จากที่เคยสุภาพเพราะต้องพึ่งพากัน อาจเริ่มคิดว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องรักษาน้ำใจใคร จากความกล้าแสดงความคิดเห็น อาจค่อย...

นายจ้างเรียก “หลักประกันการทำงาน” จากลูกจ้างได้หรือไม่

“ตำแหน่งนี้ต้องวางเงินประกันก่อนเริ่มงานนะคะ” บางคนได้ยินแล้วก็จ่าย เพราะคิดว่าเป็นเงื่อนไขของบริษัท สมัครงานก็ต้องทำตามระเบียบบริษัทสิ จะให้ทำอย่างไร แต่จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า บริษัทจะเรียกหลักประกันเท่าไรได้บ้าง เพราะกฎหมายเริ่มต้นไปไกลกว่านั้น คือโดยหลักแล้ว นายจ้างห้ามเรียกหลักประกันจากลูกจ้างค่ะ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 10 กำหนดห้ามนายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สิน หรือการค้ำประกันด้วยบุคคล หลักของกฎหมายจึงค่อนข้างชัดว่า การจะเข้าทำงานไม่ควรถูกผูกไว้กับเงื่อนไขว่าลูกจ้างต้องหาเงินมาวาง เอาทรัพย์สินมาประกัน หรือไปหาคนอื่นมารับผิดแทนเสียก่อน แต่คำว่า “ห้าม” ในมาตรา 10 มีข้อยกเว้นอยู่ค่ะ ในกรณีที่ ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้น ลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ นายจ้างอาจเรียกหลักประกันได้ตามประเภทของงานและภายใต้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ตรงนี้สำคัญ เพราะไม่ได้แปลว่าเพียงนายจ้างเขียนไว้ใน Job Description ว่า “ตำแหน่งนี้เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินบริษัท” แล้วจะเรียกหลักประกันได้เลย กฎหมายและประกาศที่ออกตามมาตรา 10 กำหนดประเภทงานที่สามารถเรียกหลักประกันไว้ เช่น งานสมุห์บัญชี งานพนักงานเก็บหรือจ่ายเงิน งานควบคุมหรือรับผิดชอบเกี่ยวกับการวางหรือเบิกจ่ายเงิน งานเก็บรักษาเงินหรือทรัพย์สิน งานเฝ้าหรือดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินของนายจ้าง และงานติดตามหรือเร่งรัดหนี้ เป็นต้น...

ทำงานล่วงเวลาในวันหยุด นายจ้างต้องจ่ายเท่าไหร่

เวลาพูดว่า “มาทำงานวันหยุด ได้สามเท่า” ประโยคนี้ได้ยินกันบ่อยมาก จนบางครั้งกลายเป็นความเข้าใจว่า แค่ก้าวเท้าเข้าบริษัทในวันหยุดเมื่อไร ทุกชั่วโมงต้องคูณสามทันที เดี๋ยวก่อนค่ะ ยังไม่ใช่แบบนั้น เพราะกฎหมายแยกระหว่าง “ค่าทำงานในวันหยุด” กับ “ค่าล่วงเวลาในวันหยุด” ออกจากกัน และอัตราที่ลูกจ้างได้รับก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ก่อนหยิบเครื่องคิดเลขขึ้นมากด ต้องดูก่อนว่าชั่วโมงที่กำลังคำนวณนั้นเป็นการทำงานในช่วงเวลาทำงานปกติของวันหยุด หรือเป็นการทำงานที่เกินเวลาทำงานปกติออกไปแล้ว ถ้าเป็นการทำงานในช่วงเวลาทำงานปกติของวันหยุด เรื่องนั้นเป็น “ค่าทำงานในวันหยุด” ซึ่งต้องไปพิจารณาตามมาตรา 62 ว่าลูกจ้างเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดอยู่แล้วหรือไม่ เพราะกฎหมายกำหนดอัตราไว้แตกต่างกัน แต่ถ้าทำงานต่อ เกินเวลาทำงานปกติของวันนั้น ตรงส่วนที่เกินออกมานี่แหละค่ะที่เรียกว่า “ค่าล่วงเวลาในวันหยุด” พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 63 กำหนดว่า เมื่อนายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันหยุด นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในวันหยุดในอัตรา ไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน ตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ หรือตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงาน ตรงนี้จึงเป็นที่มาของคำว่า “โอทีวันหยุด 3 เท่า” แต่ต้องจำให้ครบประโยคนะคะว่า สามเท่าสำหรับชั่วโมงที่เป็นการทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ไม่ใช่ว่าการทำงานทุกชั่วโมงในวันหยุดจะกลายเป็นสามเท่าทั้งหมด พอรู้ว่าเป็น 3 เท่าแล้ว คำถามต่อมาก็มักจะมาเหมือนนัดกันไว้ว่า “แล้วพนักงานเงินเดือนคิดยังไง?”...