กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryกฎหมาย Archives - Page 9 of 50 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

งานผลิตสารเคมีอันตราย ถ้าหากมีอุปกรณ์ป้องกันแล้ว นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างทำงาน 8 ชั่วโมง/วัน ลูกจ้างจะต้องได้รับค่าล่วงเวลาหรือไม่

งานผลิตสารเคมีอันตราย ถ้าหากมีอุปกรณ์ป้องกันแล้ว นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างทำงาน 8 ชั่วโมง/วัน ลูกจ้างจะต้องได้รับค่าล่วงเวลาหรือไม่   แม้ว่าจะเป็นงานผลิตสารเคมีอันตราย หรือใช้สารเคมีอันตรายเป็นสารตั้งต้นในการผลิต แต่หากลักษณะของโรงงานผลิตสารเคมีปลอดภัยตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด มีอุปกรณ์และระบบป้องกัน อีกทั้งงานของตัวลูกจ้างก็ไม่ใช่งานที่ต้องสัมผัสกับสารอันตรายเป็นระยะเวลานานก็ถือว่าไม่ใช่งานอันตรายที่ห้ามทำเกิน 7 ชั่วโมง/วัน ลูกจ้างจะไม่ได้รับค่าล่วงเวลา   แต่ถ้าหากไม่เหมือนกรณีตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นทุกประการ เช่น แม้ตัวโรงงานและอุปกรณ์ป้องกันทุกอย่างจะครบถ้วนตามมารฐาน แต่ลูกจ้างต้องทำงานโดยที่ต้องสัมผัสสารเคมีนาน 7-8 ชั่วโมง กรณีนี้ลูกจ้างก็มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาเพิ่มเติมเช่นกัน ไม่ต้องไปคำนึงถึงเรื่องมีอุปกรณ์หรือระบบป้องกันตัวลูกจ้างหรือไม่ เพราะถือว่างานที่ลูกจ้างทำเป็นงานอันตรายตามกฎหมายแล้ว   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9548-9570/2539 คุณสมบัติของสารเฟอร์ฟูรัลและเฟอร์ฟูริลแอลกอฮอล์ แม้ในอุณหภูมิปกติก็ระเหยเป็นไอได้ และเมื่อสัมผัสทางผิวหนังหรือเยื่อบุตาก็ทำให้ผิวหนังหรือดวงตาได้รับอันตราย หากเข้าสู่ร่างกายโดยทางหายใจหรือทางปากก็อาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ สารดังกล่าวจึงเป็นวัตถุเคมีที่เป็นอันตรายในตัวของมันเอง เมื่อสารดังกล่าวเป็นสารที่ระเหยได้ในอุณหภูมิปกติ บุคคลที่ทำงานผลิตสารดังกล่าวจึงอาจได้รับอันตรายตลอดเวลา โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยทำงานด้านการผลิตสารดังกล่าว งานของโจทก์จึงเป็นงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือร่างกาย ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องกำหนดงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือร่างกายของลูกจ้าง   ทั้งนี้ไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยจะมีระบบป้องกันอันตรายหรืออุบัติเหตุดีเพียงใดและลูกจ้างของจำเลยเคยได้รับอันตรายหรือไม่ งานดังกล่าวของจำเลยจึงตกอยู่ในบังคับประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการคุ้มครองแรงงาน จำเลยจะต้องจัดให้ลูกจ้างทำงานไม่เกินสัปดาห์ละ 42 ชั่วโมง เมื่อปรากฎว่าจำเลยให้โจทก์ทำงานสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง หรือเฉลี่ยวันละ 8 ชั่วโมงโดยทำงาน 6 วัน เวลาทำงานปกติคือ 8 ถึง...

ผลของการที่นายจ้างไม่จัดเวลาพัก

ผลของการที่นายจ้างไม่จัดเวลาพัก   กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้นายจ้างจัดเวลาพักให้แก่ลูกจ้าง ซึ่งเป็นบทบังคับที่นายจ้างต้องปฏิบัติตาม หากไม่ปฏิบัติตามมีผล ดังนี้   1. นายจ้างต้องรับโทษทางอาญา ตามพรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 146 บัญญัติไว้ว่า “นายจ้างผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม …มาตรา27… ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท”   2. นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับเวลาที่ไม่ได้พัก การที่นายจ้างไม่จัดเวลาพักครบ 1 ชั่วโมงถือได้ว่านายจ้างไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 27 ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างเวลาที่ไม่ได้พัก หรือพักไม่ครบตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้ลูกจ้างทำงานเกินกว่าเวลาทำงานปกติ ลูกจ้างจึงมีสิทธิเรียกร้องเป็นค่าจ้างส่วนทำงานเกินเวลาทำงานปกติ   🏛️ สนใจติดต่องาน ขอทราบค่าบริการ ⚖️ 💬 คดีความ 💬 ที่ปรึกษากฎหมาย 💬 ร่างข้อบังคับและสัญญาทั้ง 💬Thai/Eng 💬 งานบรรยาย/อบรม 💼 in-house training   สอบถามค่าบริการได้ทาง info@legalclinic.co.th  ...

ลูกจ้างตายก่อนใช้สิทธิเกษียณ มีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชยหรือไม่??

ลูกจ้างตายก่อนใช้สิทธิเกษียณ มีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชยหรือไม่??   มีคำถามinbox เข้ามาจากลูกความสุดสวยเมืองลพบุรี ถามว่า… หากลูกจ้างอายุ 60 ปี ไม่ได้ใช้สิทธิเกษียณ แต่ต่อมาลูกจ้างตาย ทายาทจะมีสิทธิได้เงินค่าชดเชยหรือไม่??   1. กรณีมิได้มีข้อตกลงกำหนดเรื่องการเกษียณอายุไว้ ลูกจ้างตายก่อนที่จะใช้สิทธิเกษียณ ทายาทจะมีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชยหรือไม่??   คลินิกกฎหมายแรงงานมีความเห็นว่า เมื่อลูกจ้างมิได้มีการแสดงเจตนาขอเกษียณอายุต่อนายจ้าง จึงยังไม่เกิดผลทางกฎหมายอันจะเป็นเหตุให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชย จึงไม่เป็นสิทธิในทรัพย์สินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกฎหมายก่อนถึงแก่ความตาย อันจะตกแก่ทายาท นายจ้างจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย   2. หากข้อเท็จจริงเปลี่ยนเป็นว่า ลูกจ้างแสดงเจตนาไปแล้ว ในระหว่างที่ยังไม่ครบ 30 วัน ปรากฎว่า ลูกจ้างถึงแก่ความตายก่อน นายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างหรือทายาทของลูกจ้างหรือไม่ ?   หากตีความตามกฎหมายว่า การแสดงเจตนาการเกษียณอายุยังไม่มีผล จึงยังไม่เกิดสิทธิที่จะได้รับค่าชดเชย เห็นว่า นายจ้างก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยดังกล่าว แต่ถ้าตีความว่าระยะเวลา 30 วัน เป็นเพียงระยะเวลาบอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อให้นายจ้างได้มีโอกาสหาคนมาทำงานแทน ให้เวลาลูกจ้างได้เคลียร์งานให้เรียบร้อย ดังเช่น ตาม ม.17 เมื่อแสดงเจตนาแล้วย่อมมีผลและเกิดสิทธิได้รับเงินค่าชดเชย หากตายก่อน ดังนี้ ทายาทก็มีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชย ซึ่งต้องบอกว่าเป็นเพียงความเห็นนะคะ หากมีประเด็นปัญหาดังกล่าวขึ้นสู่ศาล...

ลูกจ้างไม่ยอมลงชื่อรับทราบคำเตือนไม่เป็นความผิดฐานขัดคำสั่งนายจ้าง

ลูกจ้างไม่ยอมลงชื่อรับทราบคำเตือนไม่เป็นความผิดฐานขัดคำสั่งนายจ้าง   เนื่องกฎหมายไม่ได้กำหนดให้ลูกจ้างต้องลงชื่อในหนังสือเตือนจึงจะมีผล นายจ้างเพียงแต่แจ้งให้ลูกจ้างทราบก็มีผลแล้ว ดังนั้นหากลูกจ้างไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบในหนังสือเตือน นายจ้างอาจใช้วิธีการอย่างอื่นแจ้งให้ลูกจ้างทราบได้หลายวิธี เช่น อ่านหนังสือเตือนให้ลูกจ้างฟังแล้วให้พนักงานคนอื่นเซ็นเป็นพยานไว้ หรือส่งหนังสือเตือนทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังที่อยู่ของลูกจ้าง เป็นต้น   ส่วนการไม่ลงชื่อรับทราบหนังสือเตือนนั้น ถือเป็นสิทธิของลูกจ้าง ดังนั้น การที่ลูกจ้างไม่ยอมลงชื่อรับทราบคำเตือนเป็นหนังสือ ลูกจ้างย่อมไม่มีความผิดฐานขัดคำสั่งของนายจ้าง นายจ้างจะลงโทษลูกจ้างด้วยเหตุนี้ไม่ได้   🏛️ สนใจติดต่องาน ขอทราบค่าบริการ ⚖️ 💬 คดีความ 💬 ที่ปรึกษากฎหมาย 💬 ร่างข้อบังคับและสัญญาทั้ง 💬Thai/Eng 💬 งานบรรยาย/อบรม 💼 in-house training   สอบถามค่าบริการได้ทาง info@legalclinic.co.th   ช่องทางความรู้อื่นๆสามารถติดตามได้ที่ 🌐 https://legalclinic.co.th/   🌐 https://www.youtube.com/labourlawclinic   🌐 https://www.tiktok.com/@labourlawclinic   #ลูกจ้าง #hr #คลินิกกฎหมายแรงงาน #มนุษย์เงินเดือนรู้กฎหมาย #ทนายฝ้าย #กฎหมายแรงงาน #วันหยุด...

กรณีไม่ถือเป็นหนังสือเตือนตามกฎหมาย

กรณีไม่ถือเป็นหนังสือเตือนตามกฎหมาย   เอกสารมีข้อความว่าเป็น “คำเตือน” แต่ใจความเป็นเรื่องที่ลูกจ้างรับสารภาพว่าได้ทำฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของบริษัท แล้วบรรยายว่ากระทำอย่างไร เมื่อใด ทำให้บริษัทเสียประโยชน์ เคยถูกว่ากล่าวตักเตือนมาแล้วกี่ครั้ง ตอนท้ายมีความลับว่าเป็นการกระทำผิดครั้งที่เท่าใด และรับรองว่าจะไม่ทำตัวเช่นนี้อีก เนื้อความจึงเป็นเรื่องที่ลูกจ้างเป็นฝ่ายแสดงข้อเท็จจริงและเจตนาออกมาเป็นหนังสือ ที่สำคัญไม่มีข้อความตอนใดเลยที่เป็นคำเตือนของนายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำผิดซ้ำอีก เอกสารดังกล่าวไม่ใช่คำเตือน   หนังสือที่ลูกจ้างให้สัญญาแก่นายจ้างโดยมีข้อความรับทราบการลงโทษและทำทัณฑ์บนไว้ เนื่องจากลูกจ้างขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุและเกิดความเสียหายแก่นายจ้าง ถือไม่ได้ว่ามีลักษณะเป็นหนังสือตักเตือนของนายจ้าง   🏛️ สนใจติดต่องาน ขอทราบค่าบริการ ⚖️ 💬 คดีความ 💬 ที่ปรึกษากฎหมาย 💬 ร่างข้อบังคับและสัญญาทั้ง 💬Thai/Eng 💬 งานบรรยาย/อบรม 💼 in-house training   สอบถามค่าบริการได้ทาง info@legalclinic.co.th   ช่องทางความรู้อื่นๆสามารถติดตามได้ที่ 🌐 https://legalclinic.co.th/   🌐 https://www.youtube.com/labourlawclinic   🌐 https://www.tiktok.com/@labourlawclinic   #ลูกจ้าง #hr #คลินิกกฎหมายแรงงาน #มนุษย์เงินเดือนรู้กฎหมาย #ทนายฝ้าย #กฎหมายแรงงาน...

การออกหนังสือเตือนและเลิกจ้างลูกจ้าง เนื่องจากทำงานไม่ได้เป้าหมาย ตามที่นายจ้างกำหนด

การออกหนังสือเตือนและเลิกจ้างลูกจ้าง เนื่องจากทำงานไม่ได้เป้าหมาย ตามที่นายจ้างกำหนด หลายบริษัทออกหนังสือเตือนและเลิกจ้างลูกจ้างที่ทำงานไม่ได้ตามเป้าหมายที่นายจ้างกำหนดจึงเป็นประเด็นน่าสน ใจว่า การออกหนังสือเตือนเรื่องทำงานได้ไม่ถึงเป้าหมายที่นายจ้างกำหนดและเลิกจ้างนั้น ลูกจ้างจะได้ค่าชดเชยหรือไม่ ขออธิบายดังนี้ค่ะ การออกหนังสือเตือนที่จะมีผลตามกฎหมาย จะต้องเป็นการออกหนังสือเตือนในเรื่องที่ลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานมาตรา 119 (4) ถ้าไม่เข้าเหตุดังกล่าว นายจ้างจะออกหนังสือเตือนลูกจ้างไม่ได้ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การออกหนังสือเตือนและเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากทำงานไม่ได้เป้าหมายตามที่นายจ้างกำหนด   การที่ลูกจ้างทำงานไม่ได้ตามเป้าหมายนั้น เป็นเรื่องของประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่ใช่เรื่องการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม นายจึงจ้างออกหนังสือเตือนตาม พรบ.คุ้มครองแรงงานมาตรา119 (4) ไม่ได้ ดังนั้น หากเลิกจ้างด้วยเรื่องทำงานได้ไม่ถึงเป้าหมาย แม้จะออกหนังสือเตือนก่อนเลิกจ้าง ก็ยังคงต้องจ่ายค่าชดเชยนะคะ ***แต่การออกหนังสือเตือน เพราะทำงานได้ต่ำกว่ามาตรฐานและลูกจ้างก็ยังคงไม่ปรับปรุง พัฒนาการทำงานให้ดีขึ้น อันมีสาเหตุมาจากการกระทำผิดวินัย จนสุดท้ายนายจ้างต้องเลิกจ้าง กรณีนี้ผู้เขียนเห็นว่ามีเหตุอันสมควร นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม   🏛️ สนใจติดต่องาน ขอทราบค่าบริการ ⚖️ 💬 คดีความ 💬 ที่ปรึกษากฎหมาย 💬 ร่างข้อบังคับและสัญญาทั้ง 💬Thai/Eng 💬 งานบรรยาย/อบรม 💼 in-house training...

การออกใบเตือน ถ้าไม่ได้ออกโดยนายจ้าง จำเป็นต้องมีหนังสือมอบอำนาจหรือไม่

การออกใบเตือน ถ้าไม่ได้ออกโดยนายจ้าง จำเป็นต้องมีหนังสือมอบอำนาจหรือไม่   หนังสือเตือนนั้นต้องออกโดยนายจ้างหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายจ้างให้ออกหนังสือเตือนได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะมอบหมายไว้ในระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เช่น หัวหน้าฝ่ายโดยตรง หรือฝ่าย HR เป็นต้น   ยกตัวอย่างกรณีที่ไม่ถือว่าเป็นหนังสือเตือน เช่น ลูกจ้างซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายบัญชีมาทำงานงานสาย ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเป็นผู้ออกหนังสือเตือนให้ โดยที่ไม่ได้มีอำนาจในการออกหนังสือเตือนแต่อย่างใด หนังสือเตือนนี้ไม่มีผลทางกฎหมายถือว่าไม่เคยมีการเตือนลูกจ้างคนนั้นเลย   เว้นแต่มีการมอบอำนาจให้ออกหนังสือเตือนจากผู้มีอำนาจออกหนังสือเตือน ก็สามารถทำหน้าที่เตือนได้ และหนังสือเตือนนั้นมีผลทางกฎหมาย   🏛️ สนใจติดต่องาน ขอทราบค่าบริการ ⚖️ 💬 คดีความ 💬 ที่ปรึกษากฎหมาย 💬 ร่างข้อบังคับและสัญญาทั้ง 💬Thai/Eng 💬 งานบรรยาย/อบรม 💼 in-house training   สอบถามค่าบริการได้ทาง info@legalclinic.co.th   ช่องทางความรู้อื่นๆสามารถติดตามได้ที่ 🌐 https://legalclinic.co.th/   🌐 https://www.youtube.com/labourlawclinic   🌐 https://www.tiktok.com/@labourlawclinic   #ลูกจ้าง #hr...

7 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับการลาออก จำไม่หมดก็จด ขี้เกียจจดก็กดแชร์นะคะ

7 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับการลาออก จำไม่หมดก็จด ขี้เกียจจดก็กดแชร์นะคะ   1. การลาออกเป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างโดยลูกจ้าง ไม่ว่าด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษรขอบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานกับนายจ้าง มีผลทำให้สัญญาจ้างแรงงานเป็นอันสิ้นสุดลง (คำพิพากษาฎีกาที่6048-6051/2546)   2. เมื่อแสดงเจตนาลาออกแล้ว จะถอนไม่ได้ ยกเว้นนายจ้างยินยอม การลาออกถือเป็นการแสดงเจตนาฝ่ายเดียวมีผลเมื่ออีกฝ่ายคือนายจ้างและรับทราบการแสดงเจตนานั้นเมื่อแสดงเจตนาลาออกและนายจ้างได้รับทราบเจตนาดังกล่าวแล้วลูกจ้างจะถอนการแสดงเจตนาโดยที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 386 (คำพิพากษาฎีกาที่ 1900/2542)   3. ก่อนการลาออกมีผล ลูกจ้างยังมีสถานะเป็นลูกจ้าง หากทำผิดนายจ้างเลิกจ้างได้ เมื่อลูกจ้างยื่นใบลาออกนายจ้างอนุมัติการลาออกแล้ว แต่ในระหว่างที่ยังไม่ถึงกำหนดเวลาพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างตามที่กำหนดไว้ในใบลาออก หากลูกจ้างกระทำผิดฝ่าฝืนคำสั่งระเบียบข้อบังคับการทำงานของนายจ้าง นายจ้างมีสิทธิ์ลงโทษทางวินัยและเลิกจ้างได้(คำพิพากษาฎีกาที่ 1919/2546)   4. นายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงานก่อนครบกำหนดในใบลาออกไม่ใช่การเลิกจ้าง ศาลฎีกาเคยตัดสินว่าสัญญาจ้างสิ้นสุดลงเพราะการลาออกไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง ทั้งนี้เพราะลูกจ้างเป็นฝ่ายแสดงเจตนาขอบอกเลิกสัญญาจ้างก่อน แม้นายจ้างไม่ได้แสดงเจตนาอะไรสัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อถึงวันที่ระบุให้ใบลาออกมีผล แม้นายจ้างจะให้ลูกจ้างออกจากงานก่อนถึงวันดังกล่าวตามที่ลูกจ้างประสงค์โดยลูกจ้างไม่มีความผิดก็มีผลทำให้ลูกจ้างเสียหายเพียงเท่าที่ไม่รับค่าจ้างจนถึงวันที่ลูกจ้างประสงค์จะออกเท่านั้น จึงมิใช่การเลิกจ้าง(คำพิพากษาฎีกาที่ 10161/2551)   5. ลูกจ้างเขียนใบลาออกไว้ล่วงหน้าไม่มีผลใช้บังคับ การที่นายจ้างให้ลูกจ้างลงชื่อในใบลาออกที่ไม่กรอกข้อความทำขึ้นเพื่อให้นายจ้างมีสิทธิลูกจ้างออกจากงานได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ซึ่งเป็นสิทธิขั้นต่ำตามกฎหมาย ถือว่าทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลใช้บังคับ   6.การลาออก ไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากนายจ้าง แต่หากลูกจ้างลาออกโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า หรือลาออกโดยไม่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของบริษัท ลูกจ้างอาจจะถูกนายจ้างฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ แต่นายจ้างจะต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าการลาออกของลูกจ้างดังกล่าวนั้น นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างไร (คำพิพากษาฎีกาที่10614/2558)...

นายจ้างย้ายสถานประกอบการหากลูกจ้างไม่สะดวกจะไปต้องแจ้งว่าไม่ไปไม่ใช่แจ้งว่าลาออก !!

นายจ้างย้ายสถานประกอบการหากลูกจ้างไม่สะดวกจะไปต้องแจ้งว่าไม่ไปไม่ใช่แจ้งว่าลาออก !! นายจ้างย้ายสถานประกอบการ หากลูกจ้างไม่ไป จะถือว่าลูกจ้างผิดหรือไม่จนถึงขั้นเลิกจ้าง โดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้หรือไม่ เป็นประเด็นที่สอบถามกันเข้ามาบ่อยทั้งในฝั่งนายจ้างและลูกจ้างวันนี้คลินิกกฎหมายแรงงานจึงมาขออธิบายให้ฟังแบบไม่สั้น ดังนั้นค่อยๆอ่านกันนะคะ ก่อนอื่นขออธิบายว่า การย้ายสถานประกอบการในที่นี้ คือ ย้ายจากที่เก่าไปที่ใหม่ เช่น เดิมบริษัทตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่อมาไปซื้อที่ดินและสร้างบริษัทใหม่ที่จังหวัดระยอง จึงปิดกิจการที่กรุงเทพฯและย้ายไปจังหวัดระยอง (ไม่ใช่กรณีย้ายสาขาหรือปิดสาขาเดิมไปอีกสาขาหนึ่งที่มีอยู่ก่อนแล้ว อันนี้จะเป็นคนละกรณีกับการย้ายสถานประกอบการ) ดังนั้น หากการย้ายสถานประกอบการนั้น กระทบต่อการดำรงชีพของลูกจ้าง โดยหากลูกจ้างไม่ประสงค์ไปทำงานในที่ทำงานใหม่ ลูกจ้างก็ไม่ได้ผิด และในกรณีที่นายจ้างเข้าใจว่า “ ก็ระบุไว้ในสัญญาจ้างแล้วหนิ ว่านายจ้างมีสิทธิย้ายตำแหน่งงานหรือย้ายให้ไปทำงานที่ไหนก็ได้ และลูจ้างก็เซ็นยินยอมไปแล้ว ดังนั้นจะสั่งย้ายไปไหนก็ได้” แน่นอนค่ะว่าสัญญานั้นสามารถบังคับได้ค่ะ “แต่ไม่ใช่ทุกกรณี” การย้ายก็ต้องมีหลักเกณฑ์ด้วยหลักเกณฑ์ในการย้ายหรือชอบด้วยกฎหมายเป็นยังไงเรียนเชิญอ่านโพสต์นี้ https://www.facebook.com/100831634828447/posts/pfbid02Fwn2UHQVfeMf5VBJmVjq24PPTPuqj69xzSYWkLEr59WY2A6Q6y8e2yuezvvfwFn8l/?d=n อย่างไรก็ตามหากการย้ายไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ลูกจ้างเองได้รับผลกระทบจากการโยกย้ายไม่ว่าในแง่ของการดำรงค์ชีวิตค่าใช้จ่ายหรือแม้แต่ครอบครัว ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้าง โดยต้องแจ้งภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งหรือนับแต่วันที่นายจ้างย้ายสถานประกอบการ จึงจะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองฯ ม.120 แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าการย้ายสถานประกอบนั้น ไม่กระทบต่อการดำรงชีพของลูกจ้างแล้ว ลูกจ้างไม่ไปทำงาน หรือหากกระทบแต่ลูกจ้างก็ไม่ได้แจ้งแก่นายจ้างหรือไม่บอกเลิกสัญญาจ้างภายใน 30 วัน นับแต่วันที่นายจ้างแจ้งให้ทราบ ดังนี้ ลูกจ้างก็อาจมี “ความผิด” ฐานฝ่าฝืนคำสั่งหรือละทิ้งหน้าที่...

จะจบสวยหรือไม่สวย  นายจ้างก็มีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการทำงานให้กับลูกจ้าง!!

จะจบสวยหรือไม่สวย นายจ้างก็มีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการทำงานให้กับลูกจ้าง!! ซึ่งนายจ้างรายนี้ได้สอบถามเข้ามาเพราะเกิดความไม่แน่ใจและทางเพจก็ตอบไปให้แล้วว่า ยังไงก็ต้องให้เพราะเป็นไปตามกฏหมาย แต่ปรากฏว่านายจ้างก็ยังยืนยันว่าลูกจ้างทำผิดตนเองจึงไม่มีหน้าที่ต้องให้ ด้วยความเคารพนะ ถ้ามีธงในใจอยู่แล้วอธิบาย ยกมาตรามาแล้วก็ยังไม่เชื่อ อันนี้เค้าไม่เรียกมาปรึกษาค่ะเค้าเรียกว่ามาหาคนเข้าข้าง ซึ่งเข้าข้างไม่ได้จริงๆเพราะถ้าเข้าข้างไปและเกิดความเข้าใจผิดๆตัวนายจ้างเองนั่นแหละที่มีสิทธิถูกฟ้องและอาจเกิดความเสียหายภายหลัง ดังนั้น จึงขอนำเรื่องนี้มาแชร์เป็นรอบที่ 99 ว่า ไม่ว่าจะจบแบบใดลาออกไปด้วยความสมัครใจหรือถูกเลิกจ้าง “ต้องออกใบรับรองการทำงาน” เพราะ 1. เป็น “สิทธิ” ของลูกจ้างที่กฎหมายกำหนดไว้ และไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างประเภทใดหรือเรียกชื่ออย่างใด เช่น ลูกจ้างทดลองงาน ลูกจ้างชั่วคราว (ฎ.2187/31) ก็มีสิทธิขอได้ ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. ม.585 2. เป็น “หน้าที่” ของนายจ้างที่จะต้องออกหนังสือฯ ให้กับลูกจ้างเมื่อลูกจ้างร้องขอ โดยนายจ้างจะปฏิเสธไม่ออกหนังสือฯ “ไม่ได้” ถึงแม้ว่าลูกจ้างจะถูกเลิกจ้างเพราะกระทำความผิดโดยทุจริตต่อนายจ้างก็ตาม ซึ่งรายละเอียดที่นายจ้างสามารถระบุไว้ในหนังสือฯ นั้น กฎหมายกำหนดให้ระบุได้เพียงว่า 1.ลูกจ้างทำงานมานานเท่าใด 2.งานที่ทำงานนั้นเป็นอย่างไร นายจ้างไม่มีสิทธิระบุข้อความลงในหนังสือว่าเลิกจ้างเมื่อใด ด้วยวิธีใด และสาเหตุใด เช่น ระบุว่าลูกจ้างถูกเลิกจ้างเพราะเหตุกระทำทุจริตต่อนายจ้าง เหตุที่กฎหมายกำหนดไว้เช่นนั้น เพราะคงไม่มีบริษัทใดที่จะรับลูกจ้างเข้าทำงาน เนื่องจากมีประวัติการทำงานที่ไม่ดี อย่างไรก็ตามหากนายจ้างจะระบุรายละเอียดนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดก็ได้เช่นกัน ถ้าข้อความนั้นเป็นไปในลักษณะที่เป็นคุณกับลูกจ้าง (ชมได้ ตำหนิกล่าวโทษไม่ได้)...