Please wait ...

 
เงินที่นายจ้างจ่ายเพื่อเป็นรางวัล สวัสดิการ หรือจูงใจ ต้องหักส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่

เงินที่จ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการ รางวัล หรือจูงใจ มิใช่เงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานไม่ใช่ “ค่าจ้าง” ตามมาตรา 5 แห่ง พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เช่น โบนัส เบี้ยขยัน เงินช่วยเหลือค่าที่พัก ค่าเดินทาง เงินจูงใจที่ฝ่ายขายได้ตามเป้า ค่ากะดึก ค่าเช่ารถผู้บริหาร เป็นต้น (ควรศึกษาจากแนวคำพิพากษาของศาลที่วินิจฉัยเกี่ยวกับค่าจ้าง ไม่ควรจำชื่อเงินเพราะเงินแต่ละประเภทแม้ชื่อเดียวกัน แต่อาจมีเงื่อนไขแตกต่างกันไปตามข้อเท็จจริง) ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน

นายจ้างต้องหักจากเงินใดบ้างส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

ต้องหักเงินทุกประเภทที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานซึ่งอยู่ในความหมาย “ค่าจ้าง” ตามมาตรา 5 แห่ง พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เช่น ค่าครองชีพ ค่าตำแหน่ง ค่าตอบแทนการขาย ค่าเที่ยวพนักงานขับรถขนส่ง ค่าชั่วโมงบิน ค่าวิชาชีพ ค่าทักษะ เบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย เป็นต้น (ควรศึกษาจากแนวคำพิพากษาของศาลที่วินิจฉัยเกี่ยวกับค่าจ้าง ไม่ควรจำชื่อเงินเพราะเงินแต่ละประเภทแม้ชื่อเดียวกัน แต่อาจมีเงื่อนไขแตกต่างกันไปตามข้อเท็จจริง) ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน

นายจ้างต้องหักเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในอัตราเท่าใด และต้องนำส่งเงินในวันที่เท่าใด

ต้องหักเงินจากค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในอัตราร้อยละ 0.25 ในช่วง 1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2574 และในอัตราร้อยละ 0.50 ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป โดยนายจ้างจ่ายสมทบในอัตราเท่ากับเงินสะสมของลูกจ้าง นำส่งกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายค่าจ้าง ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน

นายจ้างมีลูกจ้างไม่ถึง 10 คน/เป็นกิจการไม่แสวงหากำไรทางเศรษฐกิจ/กิจการยกเว้น แต่ลูกจ้างอยากเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างโดยสมัครใจ ได้หรือไม่

ได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมจากนายจ้างในกรณีดังกล่าวด้วย และให้นายจ้างมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้เสมือนเป็นกิจการที่อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัตินี้ ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน

นายจ้างมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและดำเนินการให้ลูกจ้างทุกคนเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว แต่มีลูกจ้างบางคนอยากเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเพิ่มอีกได้หรือไม่

แม้นายจ้างจะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว ลูกจ้างก็ยังสามารถสมัครเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเพิ่มเติมได้ หากลูกจ้างมีความประสงค์และนายจ้างให้ความยินยอม เนื่องจากกรณีนี้เป็นการเข้ากองทุนโดยสมัครใจ ไม่ใช่หน้าที่ที่กฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องดำเนินการ เมื่อมีการตกลงให้ลูกจ้างเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแล้ว นายจ้างจะมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเช่นเดียวกับกิจการที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย เช่น การหักเงินสะสมของลูกจ้างและการจ่ายเงินสมทบในส่วนของนายจ้างตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน

กรณีลูกจ้างลาออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อนำเงินไปใช้ แต่ยังคงเป็นลูกจ้างอยู่ นายจ้างมีข้อบังคับกำหนดเงื่อนไขว่าจะกลับเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ต้องมีระยะเวลา 1 ปี ระหว่างนี้จะต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่

กรณีลูกจ้างลาออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อนำเงินออกมาใช้ แต่ยังคงทำงานเป็นลูกจ้างของนายจ้างอยู่ และตามข้อบังคับของกองทุนกำหนดว่าจะสมัครกลับเข้าเป็นสมาชิกได้เมื่อพ้นระยะเวลา 1 ปี ในช่วงระยะเวลา 1 ปีที่ลูกจ้างไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ลูกจ้างจะต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เพื่อให้มีหลักประกันด้านการออมตามที่กฎหมายกำหนด ต่อมาเมื่อครบกำหนดและลูกจ้างสมัครกลับเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว นายจ้างสามารถแจ้งต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อ หยุดการส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง สำหรับลูกจ้างรายนั้นได้ อย่างไรก็ตาม เงินสะสมและเงินสมทบที่เคยนำส่งเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในช่วงที่ผ่านมา ยังไม่สามารถขอรับคืนได้ทันที แม้ลูกจ้างจะกลับเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว โดยลูกจ้างจะมีสิทธิขอรับเงินดังกล่าว เมื่อสิ้นสุดการเป็นลูกจ้างหรือออกจากงาน ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน

นายจ้างกำหนดเงื่อนไขว่าช่วงที่ยังไม่ผ่านการทดลองงานจะเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ได้ จะต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่

แม้นายจ้างจะกำหนดว่า ลูกจ้างที่ยังไม่ผ่านการทดลองงานไม่มีสิทธิเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ในระหว่างช่วงทดลองงาน ลูกจ้างยังมีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” ตามกฎหมาย ดังนั้น หากนายจ้างอยู่ในข่ายที่ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นายจ้างก็ต้องดำเนินการให้ลูกจ้างช่วงทดลองงานเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างด้วย ต่อมาเมื่อลูกจ้าง ผ่านการทดลองงานและสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว นายจ้างสามารถแจ้งต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อหยุดนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบของลูกจ้างรายนั้นเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้ เนื่องจากลูกจ้างมีหลักประกันการออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว อย่างไรก็ตาม เงินที่เคยสะสมและสมทบไว้ในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะยังไม่สามารถขอรับคืนได้ทันที แต่จะคงอยู่ในกองทุน และลูกจ้างจะมีสิทธิขอรับเงินดังกล่าวเมื่อออกจากงานตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน

นายจ้างมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว แต่มีลูกจ้างบางส่วนไม่เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ลูกจ้างส่วนนี้ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่

แม้นายจ้างจะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าลูกจ้างทุกคนจะได้รับยกเว้นจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เพราะต้องพิจารณาเป็นรายบุคคลว่าลูกจ้างคนนั้นเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือไม่ หากลูกจ้างบางส่วน ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นายจ้างต้องดำเนินการให้ลูกจ้างกลุ่มดังกล่าวเข้าเป็นสมาชิก กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างมีหลักประกันและเงินออมเมื่อสิ้นสุดการจ้างงานตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ทั้งนี้ ไม่ว่าการที่ลูกจ้างไม่ได้เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะเกิดจากลูกจ้างไม่สมัครใจเข้าเอง หรือเกิดจากเงื่อนไขในข้อบังคับของนายจ้างที่ทำให้ลูกจ้างยังไม่มีสิทธิเข้ากองทุนก็ตาม หากลูกจ้างรายนั้นไม่ได้รับความคุ้มครองจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก็ต้องเข้าสู่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน

นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างแล้ว ต่อมาจ้างงานลูกจ้างซึ่งมีอายุเกิน 60 ปี เข้าทำงานต่อ ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่

นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างเมื่อเกษียณอายุแล้ว ต่อมาประสงค์จะจ้างลูกจ้างซึ่งมีอายุเกิน 60 ปีให้กลับเข้าทำงานต่อ การพิจารณาว่าต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่ ไม่ได้พิจารณาจากอายุของผู้ทำงาน หรือการที่เคยได้รับค่าชดเชยมาแล้วเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาลักษณะของการจ้างงานครั้งใหม่ว่า มีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” หรือไม่ กรณีที่ 1 จ้างกลับมาเป็นลูกจ้าง หากนายจ้างจ้างบุคคลดังกล่าวกลับเข้าทำงานในฐานะลูกจ้าง มีการจ่ายค่าจ้าง กำหนดหน้าที่ วันเวลาทำงาน และยังอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของนายจ้าง แม้จะทำสัญญาจ้างใหม่โดยกำหนดระยะเวลาเป็นปีต่อปี ก็ยังถือว่ามีสถานะเป็นลูกจ้าง ดังนั้น หากนายจ้างอยู่ในหลักเกณฑ์ที่ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ลูกจ้างที่จ้างกลับเข้ามาทำงานดังกล่าวก็อยู่ในบังคับที่ต้องเข้ากองทุนด้วย การมีอายุเกิน 60 ปีหรือเคยได้รับค่าชดเชยจากการเกษียณมาแล้ว ไม่ได้ทำให้สิทธิและหน้าที่ตามการจ้างงานครั้งใหม่หมดไป (คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 743/2565) กรณีที่ 2 จ้างเป็นที่ปรึกษาอิสระ หากภายหลังเกษียณ นายจ้างไม่ได้จ้างกลับมาในฐานะลูกจ้าง แต่เป็นการว่าจ้างให้ทำงานในลักษณะที่ปรึกษาอิสระ เช่น ไม่กำหนดวันและเวลาทำงานที่แน่นอน มีอิสระในการทำงาน ไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัท และไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาในลักษณะเดียวกับลูกจ้าง โดยมุ่งผลสำเร็จของงานหรือการให้คำปรึกษาเป็นสำคัญ ย่อมไม่มีสถานะเป็นลูกจ้าง เมื่อไม่เป็นลูกจ้าง จึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (ฎีกาที่ 5204/2560) ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน คลินิกกฎหมายแรงงาน

นายจ้างประกอบกิจการรับเหมาค่าแรง/บริการรักษาความปลอดภัย ได้ส่งลูกจ้างให้ไปทำงานยังสถานประกอบกิจการต่างๆ ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์หรือไม่

ต้องพิจารณาจาก จำนวนนายจ้างและจำนวนลูกจ้างทั้งหมดของนายจ้างรายนั้น มิใช่พิจารณาแยกตามสถานที่ที่ลูกจ้างถูกส่งไปปฏิบัติงาน กรณีบริษัทประกอบกิจการรับเหมาค่าแรงหรือให้บริการรักษาความปลอดภัย แม้บริษัทจะส่งลูกจ้างไปปฏิบัติงานตามสถานประกอบกิจการของผู้ว่าจ้างหรือลูกค้าหลายแห่ง แต่หากลูกจ้างเหล่านั้นยังเป็นลูกจ้างของบริษัทรับเหมาหรือบริษัทรักษาความปลอดภัยเดียวกัน เช่น บริษัทเป็นผู้ทำสัญญาจ้าง จ่ายค่าจ้าง และมีฐานะเป็นนายจ้างของลูกจ้าง บริษัทจะต้อง นับจำนวนลูกจ้างที่มีอยู่ทั้งหมดรวมกัน โดยไม่แยกว่าลูกจ้างปฏิบัติงานอยู่ ณ สถานที่ใด ตัวอย่างเช่น บริษัท A ประกอบกิจการรักษาความปลอดภัย มีลูกจ้างประจำอยู่ที่สำนักงานใหญ่ 2 คน และส่งพนักงานรักษาความปลอดภัยไปปฏิบัติงานให้ลูกค้า 3 แห่ง แห่งละ 3 คน แม้แต่ละสถานที่มีลูกจ้างไม่ถึง 10 คน แต่เมื่อบริษัท A เป็นนายจ้างรายเดียวกัน ต้องนำลูกจ้างทั้งหมดมานับรวมกัน เท่ากับมีลูกจ้าง 11 คน จึงถือว่ามีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ดังนั้น หากเมื่อนับลูกจ้างทั้งหมดของนายจ้างรายเดียวกันแล้วมีจำนวน ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และนายจ้างไม่ได้จัดให้มีการสงเคราะห์ลูกจ้างในลักษณะที่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด นายจ้างย่อมอยู่ในข่ายที่จะต้องดำเนินการให้ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง และดำเนินการเกี่ยวกับเงินสะสมและเงินสมทบตามที่กฎหมายกำหนด ธุรกิจรับเหมาค่าแรงหรือบริการรักษาความปลอดภัยไม่สามารถแยกนับลูกจ้างตามไซต์งานหรือสถานประกอบกิจการของผู้ว่าจ้างแต่ละแห่งได้ หากลูกจ้างทั้งหมดมีนายจ้างเป็นนิติบุคคลเดียวกัน ต้องนำจำนวนลูกจ้างทุกแห่งมารวมกัน และหากรวมแล้วมีตั้งแต่...