hrกฎหมายกฏหมายแรงงานคลินิกกฎหมายแรงงานฎีกาคดีแรงงานทนายคดีแรงงานนายจ้างลูกจ้างวิทยากรกฎหมายแรงงานศาลอยากให้ยอมความ เพราะเข้าข้างอีกฝ่ายจริงหรือ
เมื่อเดินเข้าไปในศาลแรงงาน สิ่งหนึ่งที่คู่ความแทบทุกคนต้องเจอ คือคำถามจากผู้พิพากษาว่า “จะลองไกล่เกลี่ยกันก่อนไหม?” หลายคนได้ยินคำถามนี้แล้วกลับรู้สึกไม่สบายใจ ลูกจ้างบางคนคิดว่าศาลกำลังพยายามช่วยนายจ้าง ส่วนนายจ้างหลายคนก็รู้สึกว่าศาลแรงงานเข้าข้างลูกจ้างและพยายามกดดันให้จ่ายเงิน ทั้งที่ต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าตนเองเป็นฝ่ายถูก และเดินเข้าสู่ศาลเพื่อหวังให้ศาลตัดสินว่าใครถูกใครผิด แต่ความจริงแล้ว การที่ศาลชวนไกล่เกลี่ย ไม่ใช่เพราะศาลเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่เป็นหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้โดยตรง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 38 บัญญัติให้ศาลแรงงานมีหน้าที่พยายามไกล่เกลี่ยและประนีประนอมยอมความระหว่างคู่ความ เพราะคดีแรงงานแตกต่างจากคดีแพ่งทั่วไป ข้อพิพาทจำนวนมากเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ซึ่งกฎหมายมุ่งหวังให้ข้อพิพาทยุติลงด้วยความเข้าใจอันดี หากสามารถตกลงกันได้ ย่อมเป็นผลดีกับทั้งสองฝ่ายมากกว่าการปล่อยให้คดีดำเนินไปจนถึงที่สุด หลายคนเข้าใจว่า การไกล่เกลี่ยมีเพียงวันนัดแรกของคดีเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ศาลสามารถเปิดโอกาสให้คู่ความเจรจากันได้แทบทุกช่วงของการดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นในวันไกล่เกลี่ย วันกำหนดประเด็นข้อพิพาท ระหว่างการสืบพยาน หรือแม้แต่ก่อนศาลอ่านคำพิพากษา ตราบใดที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล การยอมความก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ คำถามสำคัญคือ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าควรไกล่เกลี่ยหรือไม่? คำตอบไม่ใช่การดูว่าศาลพูดอะไร แต่คือการกลับไปพิจารณา คำฟ้อง คำให้การ ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายของคดี เพราะก่อนที่ผู้พิพากษาจะพูดคุยกับคู่ความ ศาลได้อ่านสำนวน ศึกษาข้อเท็จจริง และพิจารณาประเด็นข้อกฎหมายเบื้องต้นมาแล้ว การที่ศาลเปิดประเด็นให้พูดคุย จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายประเมินความเสี่ยงของคดีอีกครั้ง ไม่ใช่การชี้ว่าฝ่ายใดควรแพ้หรือควรชนะ ข้อดีของการไกล่เกลี่ยคือ ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องลุ้นผลของคำพิพากษา ต่างฝ่ายต่างยอมถอยในจุดที่ตนเองรับได้ สามารถควบคุมผลลัพธ์ของคดีได้ด้วยตัวเอง ลดระยะเวลา ลดค่าใช้จ่าย...










