ช่วงนี้เห็นมีการแชร์กันว่า หนังสือเตือนที่จะใช้เป็นฐานในการเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 (4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จะต้องมีคำว่า “ห้ามทำผิดซ้ำ” หากไม่มีคำนี้ หนังสือเตือนจะไม่มีผลตามกฎหมาย
เห็นด้วย…แต่ไม่ทั้งหมดค่ะ
เหตุผลก็เพราะ คำว่า “ห้ามทำผิดซ้ำ” เป็นสาระสำคัญของการตักเตือนจริง เนื่องจากมาตรา 119 (4) วางหลักว่า ลูกจ้างต้อง “ฝ่าฝืนซ้ำคำเตือน” ในเรื่องเดิมภายในหนึ่งปี นายจ้างจึงจะอาศัยเหตุดังกล่าวเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ ดังนั้น การระบุในหนังสือเตือนให้ชัดเจนว่า ลูกจ้างต้องยุติการกระทำดังกล่าวและห้ามกระทำผิดซ้ำ ย่อมเป็นแนวทางที่ถูกต้องและเป็นสิ่งที่ทนายความแรงงานส่วนใหญ่แนะนำ เพราะช่วยลดข้อโต้แย้งในการดำเนินคดีได้
แต่สิ่งที่ไม่ควรเข้าใจผิดคือ การมีคำว่า “ห้ามทำผิดซ้ำ” ไม่ได้ทำให้หนังสือเตือนมีผลตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ
ในคดีแรงงาน ศาลไม่ได้พิจารณาเพียงว่าหนังสือเตือนมีประโยคนี้หรือไม่ แต่จะพิจารณาว่า หนังสือเตือนทั้งฉบับครบองค์ประกอบตามกฎหมายหรือไม่
ตัวอย่างเช่น เรื่องที่นำมาตักเตือนนั้น เป็น ความผิดทางวินัย จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการขอความร่วมมือของบริษัท เรื่องที่กล่าวหาลูกจ้างมีข้อเท็จจริงรองรับหรือไม่ ลูกจ้างได้กระทำผิดตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างจริงหรือไม่ หนังสือเตือนระบุข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาไว้อย่างชัดเจนเพียงพอหรือไม่ และเมื่อมีการกระทำผิดครั้งหลัง ความผิดนั้นเป็นการฝ่าฝืนซ้ำในเรื่องเดิมตามที่เคยถูกเตือนจริงหรือไม่
หากองค์ประกอบเหล่านี้ไม่ครบ ต่อให้หนังสือเตือนมีข้อความว่า “ห้ามทำผิดซ้ำ” อยู่หลายครั้ง ก็ไม่ได้ทำให้หนังสือเตือนฉบับนั้นกลายเป็นหนังสือเตือนที่ใช้เลิกจ้างตามมาตรา 119 (4) ได้โดยอัตโนมัติ
ในทางกลับกัน หากหนังสือเตือนระบุข้อเท็จจริงชัดเจน อ้างอิงข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ถูกต้อง แจ้งให้ลูกจ้างทราบถึงการกระทำที่เป็นความผิด และเตือนมิให้กระทำผิดซ้ำอีก ย่อมมีน้ำหนักทางกฎหมายมากกว่าหนังสือที่มีเพียงประโยคสำเร็จรูป แต่ขาดองค์ประกอบสำคัญอื่น
สรุปคือ คำว่า “ห้ามทำผิดซ้ำ” ควรมีหรือไม่?
ควรมีค่ะ
แต่ อย่าเข้าใจว่าแค่เติมคำนี้ลงไป แล้วหนังสือเตือนจะสมบูรณ์ตามกฎหมายทันที
เพราะในทางกฎหมาย ประโยคหนึ่งประโยค ไม่สามารถทดแทนองค์ประกอบทั้งหมดของกฎหมายได้
หนังสือเตือนที่ดี จึงไม่ใช่หนังสือที่มีถ้อยคำสวยงามที่สุด แต่คือหนังสือที่มี ข้อเท็จจริงถูกต้อง อ้างอิงข้อบังคับที่ถูกต้อง ระบุความผิดที่ชัดเจน และครบองค์ประกอบตามที่กฎหมายกำหนด
กฎหมายแรงงานไม่ใช่การเช็กว่ามีหรือไม่มีคำใดคำหนึ่ง แต่เป็นการพิจารณาว่า องค์ประกอบของกฎหมายครบหรือไม่ และนี่คือเหตุผลที่ในคดีแรงงาน ทนายความมักใช้เวลาร่างหนังสือเตือนหลายชั่วโมง ไม่ใช่เพราะกำลังเลือกใช้คำให้สละสลวย แต่เพราะกำลังตรวจสอบว่า หนังสือเตือนฉบับนั้น จะยังคงยืนอยู่ได้เมื่อถูกนำไปตรวจสอบต่อหน้าศาลแรงงานหรือไม่
กฎหมายแรงงานไม่ใช่สูตรสำเร็จที่เติมประโยคหนึ่งประโยคแล้วจะใช้ได้ทุกคดี เพราะในศาลแรงงาน ผู้พิพากษาไม่ได้พิจารณาเฉพาะประโยคสุดท้ายของหนังสือเตือน แต่พิจารณาทั้งข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และองค์ประกอบของกฎหมายประกอบกัน หากจะจำอะไรจากบทความนี้ ดิฉันอยากให้จำเพียงอย่างเดียวว่า อย่าจำแค่ประโยค แต่จงเข้าใจกฎหมายทั้งระบบ เพราะในคดีแรงงาน คนที่ชนะคดี ไม่ใช่คนที่จำเช็กลิสต์ได้มากที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจว่าเหตุใดกฎหมายจึงบัญญัติไว้เช่นนั้น
สุดท้ายนี้ ขอฝากไว้สักประโยคหนึ่ง…
เมื่อย่อกฎหมายมากเกินไป สิ่งที่หายไปก่อนเสมอ คือ “ข้อยกเว้น” และในคดีแรงงาน หลายครั้ง คำพิพากษาแพ้หรือชนะ ก็อยู่ตรงข้อยกเว้นนั้นเอง
โดยทนายฝ้าย
คลินิกกฎหมายแรงงาน
ปรึกษามีค่าใช้จ่าย

