ลูกจ้างลาไม่รับค่าจ้าง นายจ้างต้องส่งประกันสังคมจากเงินเดือนเต็มหรือเงินที่จ่ายจริง?
คำตอบคือ ต้องดูว่าเดือนนั้นนายจ้างจ่าย “ค่าจ้างจริง” ให้ลูกจ้างเท่าไร
การลาไม่รับค่าจ้าง หรือ Leave Without Pay หมายถึงช่วงเวลาที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างตามที่ตกลงกัน ดังนั้น เมื่อนายจ้างหักค่าจ้างในวันลาแล้ว เงินสมทบประกันสังคมจึงต้องคำนวณจากค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับจริงในเดือนนั้น ภายใต้ฐานค่าจ้างขั้นต่ำและสูงสุดที่กฎหมายกำหนด
ตั้งแต่ปี 2569 ฐานค่าจ้างสูงสุดสำหรับคำนวณเงินสมทบประกันสังคมของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ปรับเป็นเดือนละ 17,500 บาท และใช้อัตราเงินสมทบร้อยละ 5
จึงแยกพิจารณาได้ดังนี้
กรณีที่ 1 หัก Leave Without Pay แล้ว ยังมีค่าจ้างตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป
แม้เงินเดือนตามสัญญาจะสูงกว่า 17,500 บาทเพียงใด นายจ้างและลูกจ้างก็ส่งเงินสมทบสูงสุดฝ่ายละ 875 บาทเท่าเดิม
ตัวอย่าง
เงินเดือน 25,000 บาท
หัก Leave Without Pay แล้วเหลือค่าจ้าง 22,000 บาท
เนื่องจากค่าจ้างที่ได้รับจริงยังสูงกว่าฐานสูงสุด 17,500 บาท จึงคำนวณเงินสมทบจาก 17,500 บาท
เงินสมทบฝ่ายลูกจ้าง 875 บาท
เงินสมทบฝ่ายนายจ้าง 875 บาท
กรณีที่ 2 หัก Leave Without Pay แล้ว เหลือค่าจ้างต่ำกว่า 17,500 บาท
ให้คำนวณเงินสมทบจากค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับจริงในเดือนนั้น ไม่ใช่จากเงินเดือนเต็มตามสัญญา
ตัวอย่าง
เงินเดือน 18,000 บาท
หัก Leave Without Pay แล้วเหลือค่าจ้าง 15,000 บาท
เงินสมทบฝ่ายลูกจ้างเท่ากับ
15,000 × 5% = 750 บาท
นายจ้างสมทบอีก 750 บาท
ดังนั้น การเป็นลูกจ้างรายเดือน ไม่ได้หมายความว่าต้องนำเงินเดือนเต็มตามสัญญามาคำนวณเสมอไป เมื่อเดือนนั้นมีการลาไม่รับค่าจ้าง ต้องพิจารณาค่าจ้างที่จ่ายจริงหลังจากหักวันลาด้วย
แล้วถ้าลาไม่รับค่าจ้างตลอดทั้งเดือนล่ะ?
หากลูกจ้างลาไม่รับค่าจ้างตลอดทั้งเดือน และไม่มีค่าจ้างหรือเงินประเภทอื่นที่มีลักษณะเป็นค่าจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างเลย รายได้ที่ใช้เป็นฐานคำนวณเงินสมทบในเดือนนั้นย่อมเป็น 0 บาท
นายจ้างจึง
– ไม่มีเงินสมทบส่วนของลูกจ้างให้หัก
– ไม่มีเงินสมทบส่วนของนายจ้างที่ต้องจ่าย
– สามารถแสดงค่าจ้างและเงินสมทบของเดือนนั้นเป็น 0 บาทได้
แบบนำส่งเงินสมทบของสำนักงานประกันสังคมเองมีคำแนะนำสำหรับกรณีผู้ประกันตนไม่มีค่าจ้าง โดยยังให้กรอกข้อมูลของผู้ประกันตนในรายการนำส่งให้ครบถ้วน
อย่างไรก็ตาม ก่อนลงค่าจ้างเป็น 0 บาท นายจ้างต้องตรวจสอบให้ครบว่าในเดือนนั้นไม่มีเงินอื่นที่ต้องนำมารวมเป็นค่าจ้างจริง เช่น ค่าจ้างค้างจ่าย ค่าคอมมิชชั่น ค่าตำแหน่ง หรือเงินอื่นที่จ่ายตอบแทนการทำงาน
อย่านำเงินเดือนเต็มตามสัญญามาคำนวณโดยอัตโนมัติ และอย่าดูเพียงว่าลูกจ้างเป็นรายเดือนหรือรายวัน แต่ต้องตรวจสอบว่าเดือนนั้นมี “ค่าจ้างที่จ่ายจริง” เท่าไร
โดยทนายฝ้าย
คลินิกกฎหมายแรงงาน
ปรึกษามีค่าใช้จ่าย

