กรุณารอสักครู่

 

HomeBlog

ตำแหน่งให้อำนาจ แต่ความน่าเชื่อถือทำให้คนยอมเดินตาม

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางคนไม่มีตำแหน่งใหญ่โต แต่เวลาพูดคนกลับฟัง ขณะที่บางคนมีคำว่า Manager หรือ Director อยู่หลังชื่อ แต่พอเดินออกจากห้องประชุม ทุกคนก็กลับไปทำเหมือนเดิม ตอนที่ดิฉันเริ่มมีตำแหน่งบริหารใหม่ ๆ เคยคิดว่า การเป็นหัวหน้าหมายถึงเรามีหน้าที่ตัดสินใจ และเมื่อตัดสินใจแล้ว ลูกทีมก็ควรทำตาม ซึ่งในทางโครงสร้างองค์กรก็ไม่ผิด เพราะตำแหน่งมาพร้อมอำนาจบางอย่าง ทั้งการสั่งงาน อนุมัติ ประเมินผลงาน หรือกำหนดทิศทางของทีม แต่ทำงานไปสักพักจะพบว่า “การที่คนทำตาม” กับ “การที่คนเชื่อและอยากทำตาม” เป็นคนละเรื่องกัน เรื่องนี้มีคำอธิบายมานานแล้ว ในปี 1959 John R. P. French และ Bertram Raven เสนอแนวคิดเรื่อง Bases of Social Power อธิบายฐานของอำนาจหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือ Legitimate Power หรืออำนาจที่เกิดจากตำแหน่ง แต่ขณะเดียวกันยังมี Expert Power ที่เกิดจากความรู้ความสามารถ และ Referent Power ที่เกิดจากการที่คนยอมรับหรืออยากเดินตามเรา...

เก่งงาน ไม่ได้แปลว่าเก่งคน กับดักแรกของคนที่ถูกเลื่อนตำแหน่ง

ในช่วงแรกของชีวิตการทำงาน ดิฉันเคยเชื่อเหมือนคนทำงานจำนวนมากว่า ถ้าอยากเติบโตในองค์กร สิ่งที่ต้องทำก็คือ “ทำงานให้เก่ง” รับงานมาแล้วทำให้ได้ มีปัญหาก็แก้ให้เป็น งานยากกว่าคนอื่นก็รับผิดชอบให้ไหว ถ้าทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งองค์กรก็น่าจะมองเห็น และเราก็น่าจะเติบโตขึ้นไปตามลำดับ ซึ่งก็จริง ปัญหาคือ ไม่มีใครบอกเราว่า เมื่อเก่งจนได้รับการเลื่อนตำแหน่งแล้ว งานที่ทำให้เราได้เลื่อนตำแหน่ง อาจไม่ใช่งานเดียวกับที่เราต้องเก่งในตำแหน่งใหม่ เมื่อก่อนงานมีปัญหา เราลงมือแก้เองได้ งานไม่เสร็จ เรานั่งทำต่อเอง ลูกค้าต้องการอะไร เราจัดการเอง เพราะผลลัพธ์ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับความสามารถของเรา แต่วันที่มีคำว่า “หัวหน้า” เพิ่มเข้ามา วิธีเดิมเริ่มใช้ไม่ได้ เพราะคราวนี้ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราทำงานเก่งแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าเราทำให้ “คนอื่น” ทำงานได้ดีแค่ไหนด้วย และนี่เป็นช่วงที่คนเก่งจำนวนไม่น้อยเริ่มหงุดหงิดกับลูกทีม “ทำไมเรื่องแค่นี้ต้องสอน” “ถ้าเป็นพี่ พี่ทำเสร็จไปแล้ว” หรือประโยคยอดนิยมที่หัวหน้าหลายคนน่าจะเคยคิด แม้จะไม่ได้พูดออกมา “เดี๋ยวทำเอง เร็วกว่า” ดิฉันเองก็เคยผ่านความรู้สึกแบบนั้น จนเมื่อมีโอกาสศึกษาด้านการบริหารมากขึ้น จึงพบว่า เรื่องนี้มีคำอธิบายที่ Robert L. Katz เสนอไว้ตั้งแต่ปี 1955 ในบทความ Skills of an Effective...

หัวหน้าที่เราไม่อยากเป็น “บางครั้งบทเรียนที่ดีที่สุด มาจากหัวหน้าที่แย่ที่สุด”

ตลอดชีวิตการทำงาน ดิฉันผ่านหัวหน้ามาหลายแบบ มีทั้งหัวหน้าที่เก่งจนอยากเก่งให้ได้อย่างเขา หัวหน้าที่ใจดีจนทุกวันนี้ยังนึกถึง หัวหน้าที่แม้จะดุ แต่เรารู้ว่าเขาอยากให้งานดี และแน่นอน มีหัวหน้าบางคนที่ทำให้เรานั่งคิดเงียบ ๆ ว่า “อันนี้หัวหน้า…หรือหัวอะไร” ส่วนนี้ดิฉันขอละไว้ในฐานที่เข้าใจ สมัยเป็นลูกน้อง เวลาเจอหัวหน้าที่ไม่ถูกใจ เรามักคิดว่า คนนี้ลำเอียง คนนี้พูดไม่รู้เรื่อง หรือเก่งงานแต่บริหารคนไม่เป็น แต่พอวันหนึ่งตัวเองกลายมาเป็นหัวหน้า ดิฉันกลับพบว่า หัวหน้าที่เราเคยไม่ชอบก็ให้อะไรกับเราไม่น้อย อย่างน้อยเขาทำให้รู้ว่า ถ้าวันหนึ่งมีคนมาทำงานกับเรา เราไม่อยากทำให้เขารู้สึกแบบที่เราเคยรู้สึก เพราะลูกน้องจำเรื่องพวกนี้ได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ จำได้ว่าใครเคยตำหนิต่อหน้าคนอื่น ใครรับปากแล้วไม่ทำ หรือเวลางานสำเร็จหัวหน้ารับคำชม แต่พอมีปัญหากลับถามทันทีว่า “ใครเป็นคนทำ” เมื่อมาศึกษาเรื่องการบริหารคน ดิฉันพบว่าเรื่องนี้อธิบายได้ด้วย Social Learning Theory ของ Albert Bandura ซึ่งเสนอว่า มนุษย์สามารถเรียนรู้พฤติกรรมจากการสังเกตผู้อื่นและผลที่เกิดจากพฤติกรรมนั้น ถ้าเอามาวางในออฟฟิศ หัวหน้าจึงกำลัง “สอน” ลูกทีมอยู่ทุกวันโดยไม่ต้องเปิด PowerPoint สักหน้า หัวหน้าทำผิดแล้วกล้าพูดว่า “เรื่องนี้ผมตัดสินใจเอง ผมรับผิดชอบ” ทีมก็เรียนรู้ว่าการยอมรับผิดไม่ได้น่ากลัว หัวหน้ารับฟังความเห็นต่าง ทีมก็เรียนรู้ว่าที่นี่พูดความจริงได้ แต่ถ้าเกิดปัญหาเมื่อไร สิ่งแรกที่หัวหน้าทำคือหาคนผิด ทีมก็จะเรียนรู้เหมือนกันว่า...

นาทีที่ยังไม่มีใครเรียกเราว่าหัวหน้า “สิ่งที่การเป็นเด็กฝึกงานสอนเรื่องภาวะผู้นำ”

ในการบรรยายทุกครั้ง ดิฉันมักเริ่มต้นแนะนำตัวด้วยความภาคภูมิใจเสมอว่า ชีวิตการทำงานของดิฉันเริ่มต้นจาก “เด็กฝึกงาน” และตำแหน่งสุดท้ายก่อนออกจากการเป็นพนักงานประจำ คือผู้อำนวยการองค์กรแห่งหนึ่งตั้งแต่ในวัย 38 ปี ที่เล่าเรื่องนี้ ไม่ใช่เพราะคิดว่าการเป็นผู้อำนวยการในวัย 38 ปีเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าของใคร แต่เพราะระยะทางระหว่างสองตำแหน่งนั้น ทำให้ดิฉันได้ใช้ชีวิตอยู่ทั้งสองฝั่งของคำว่า “หัวหน้า” และ “ลูกน้อง” มานานพอสมควร ดิฉันเคยเป็นเด็กฝึกงานที่แทบไม่มีสิทธิ์ออกความเห็น เคยเป็นพนักงานที่รอให้หัวหน้าตัดสินใจ เคยเป็นคนที่คิดในใจว่าทำไมหัวหน้าไม่เข้าใจเรื่องง่าย ๆ แค่นี้ จนวันหนึ่งก็ได้ขยับขึ้นมาเป็นคนที่ต้องตัดสินใจเสียเอง และจึงได้รู้ว่า เรื่องที่เคยมองจากข้างล่างว่าง่าย พอขึ้นมาอยู่ข้างบน มันไม่ได้ง่ายอย่างที่เคยคิด แต่สิ่งหนึ่งที่การเติบโตจากข้างล่างสอนดิฉันได้ดี คือ เราจะจำความรู้สึกตอนเป็นลูกน้องได้ เราจำได้ว่าการถูกเรียกเข้าไปคุยโดยไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นรู้สึกอย่างไร จำได้ว่าการตั้งใจทำงานชิ้นหนึ่งมาก แต่หัวหน้าเดินผ่านโดยไม่พูดอะไรเลยรู้สึกอย่างไร หรือแม้แต่ความรู้สึกเล็ก ๆ เวลาหัวหน้าจำได้ว่าเราเคยเสนออะไรไว้ แล้วหยิบความคิดนั้นกลับมาพูดอีกครั้ง เรื่องเหล่านี้ดูเหมือนเล็กมากเมื่อมองจากโต๊ะของหัวหน้า แต่ไม่เคยเล็กเมื่อเรานั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่ง เมื่อมาศึกษาเรื่องการบริหารคนในภายหลัง ดิฉันจึงพบว่า หลายสิ่งที่เราเคย “รู้สึก” ตอนเป็นลูกน้อง มีทฤษฎีอธิบายอยู่แล้ว หนึ่งในนั้นคือ Leader–Member Exchange Theory หรือ LMX ซึ่งพัฒนาโดย George Graen...

สอบสวนผิดขั้นตอน นายจ้างยังลงโทษลูกจ้างได้หรือไม่

เรื่องนี้ต้องแยกกันก่อนระหว่าง “กระบวนการสอบสวน” กับ “เหตุแห่งการลงโทษหรือเลิกจ้าง” เพราะสองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่ได้บัญญัติเป็นหลักทั่วไปว่า ก่อนนายจ้างจะลงโทษหรือเลิกจ้างลูกจ้างทุกกรณี จะต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวน ต้องมีกรรมการกี่คน หรือต้องสอบสวนตามขั้นตอนใดก่อน ดังนั้น การที่นายจ้างดำเนินการสอบสวนไม่ครบถ้วนตามระเบียบภายใน จึงไม่ได้มีผลโดยอัตโนมัติว่า การลงโทษหรือการเลิกจ้างจะต้องเสียไปทุกกรณี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 411/2561 เป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ คดีดังกล่าวนายจ้างแต่งตั้งอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงไม่ครบ 5 คนตามระเบียบ แต่ไม่ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการกลั่นแกล้งหรือจงใจสร้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใส่ความลูกจ้าง และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าลูกจ้างปฏิบัติหน้าที่บกพร่องด้วยความประมาทอย่างร้ายแรง ศาลจึงไม่ถือว่าข้อบกพร่องเรื่องจำนวนกรรมการทำให้การสอบสวนเสียไป แต่ต้องระวังว่า ฎีกานี้ไม่ได้หมายความว่า “สอบสวนอย่างไรก็ได้ ขอเพียงสุดท้ายพิสูจน์ว่าลูกจ้างผิด” สิ่งที่นายจ้างยังต้องพิสูจน์ให้ได้ คือ การกระทำของลูกจ้างเข้าเหตุแห่งการลงโทษหรือเหตุเลิกจ้างที่อ้างจริงหรือไม่ และถ้าจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ก็ต้องเข้าเงื่อนไขมาตรา 119 ด้วย ตัวอย่างเช่น หากอ้างว่าลูกจ้าง “ประมาทเลินเล่อ” มาตรา 119 (3) ไม่ได้เขียนเพียงว่าประมาทแล้วเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ แต่กำหนดว่า ต้องเป็นการ “ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง” คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2132/2545 เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัด ลูกจ้างขับรถโดยประมาทจริง แต่เมื่อพิจารณาความเสียหายแล้ว ผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย รถเป็นรถเช่าและบริษัทประกันภัยรับผิดชอบค่าซ่อม ศาลเห็นว่านายจ้างได้รับความเสียหายอยู่บ้างแต่ยังไม่ถึงขนาด...

สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา เมื่อครบกำหนดแล้วต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่

ความเข้าใจที่พบได้บ่อยเกี่ยวกับสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาคือ เมื่อคู่สัญญากำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของสัญญาไว้แน่นอนแล้ว เมื่อถึงวันสุดท้ายสัญญาย่อมสิ้นสุดลงเอง นายจ้างจึงไม่ได้ “เลิกจ้าง” และไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ความเข้าใจเช่นนี้ยังไม่ถูกต้องนัก เพราะเป็นการนำเรื่องการสิ้นสุดของสัญญา การเลิกจ้าง และสิทธิได้รับค่าชดเชยมารวมเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แยกการพิจารณาแต่ละเรื่องออกจากกัน มาตรา 118 วรรคสอง กำหนดความหมายของการเลิกจ้างไว้ครอบคลุมถึงกรณีที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด ดังนั้น หากสัญญาจ้างครบกำหนดและนายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อ การกล่าวเพียงว่า “สัญญาสิ้นสุดลงเอง จึงไม่ใช่การเลิกจ้าง” ย่อมไม่สอดคล้องกับความหมายของการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง แต่การเป็น “การเลิกจ้าง” ไม่ได้หมายความว่าจะต้องจ่ายค่าชดเชยทุกกรณี เพราะมาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ได้กำหนดข้อยกเว้นไว้สำหรับการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น เฉพาะงานบางลักษณะที่กฎหมายกำหนด งานดังกล่าว ได้แก่ งานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างและมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน งานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน และงานที่เป็นไปตามฤดูกาลซึ่งได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ทั้งนี้ งานดังกล่าวต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปี และนายจ้างกับลูกจ้างต้องทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง เพราะฉะนั้น การเขียนไว้ในสัญญาว่า “มีกำหนดระยะเวลาหนึ่งปี” เพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้สัญญานั้นได้รับยกเว้นค่าชดเชยโดยอัตโนมัติ หากลักษณะงานที่ลูกจ้างทำเป็นงานปกติของกิจการและไม่เข้าเงื่อนไขงานประเภทใดประเภทหนึ่งที่มาตรา 118 กำหนด การกำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดไว้ในเอกสารก็ไม่อาจเปลี่ยนลักษณะของงานให้กลายเป็นงานที่ได้รับยกเว้นค่าชดเชยได้ ตัวอย่างเช่น บริษัทประกอบธุรกิจขายสินค้าและจ้างพนักงานบัญชีให้ทำบัญชีตามปกติของกิจการ โดยกำหนดในสัญญาว่าจ้างเป็นเวลาหนึ่งปี เมื่อครบหนึ่งปีแล้วบริษัทไม่ประสงค์ให้พนักงานทำงานต่อ...

ทดลองงานต้องไม่เกิน 119 วัน จริงหรือ

เวลาพูดถึงพนักงานทดลองงาน เรามักได้ยินกันจนชินว่า “ทดลองงาน 119 วัน” จนหลายคนเข้าใจไปแล้วว่า กฎหมายแรงงานกำหนดให้ทดลองงานได้ไม่เกิน 119 วัน ความจริงคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่ได้กำหนดว่าระยะเวลาทดลองงานต้องเป็น 119 วัน แล้วตัวเลข 119 วันมาจากไหน? เรื่องนี้ต้องแยกกฎหมายออกเป็นสองเรื่องก่อน คือ “ระยะเวลาทดลองงาน” กับ “สิทธิได้รับค่าชดเชย” มาตรา 17 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บัญญัติไว้โดยตรงว่า สัญญาจ้างทดลองงานให้ถือเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ดังนั้น แม้ในสัญญาจะเขียนว่า “ทดลองงาน 90 วัน” “ทดลองงาน 119 วัน” หรือ “ทดลองงาน 120 วัน” ก็ไม่ได้ทำให้สัญญาทดลองงานกลายเป็นสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาที่พอครบวันสุดท้ายแล้วสัญญาจะสิ้นสุดลงเองโดยไม่ต้องทำอะไร ถ้านายจ้างประเมินแล้วเห็นว่าไม่ผ่านทดลองงานและประสงค์จะให้ลูกจ้างออก นั่นคือการเลิกจ้าง และต้องพิจารณาผลทางกฎหมายของการเลิกจ้างต่อไป แล้วทำไมบริษัทจำนวนมากจึงกำหนดทดลองงานไว้ 119 วัน? คำตอบอยู่ที่ มาตรา 118 เรื่องค่าชดเชย...

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต้องนำ OT มาคำนวณด้วยหรือไม่

คำถามนี้เริ่มมีเข้ามาเรื่อย ๆ โดยเฉพาะจากฝ่าย HR ที่กำลังเตรียมระบบเงินเดือนรองรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง และคำตอบเรื่อง OT ต้องระวังนิดหนึ่ง เพราะถ้าใช้ความคุ้นเคยจากกฎหมายแรงงานเรื่องอื่นมาตอบ อาจตอบผิดได้ คำตอบคือ OT ต้องนำมารวมคำนวณด้วย กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกองทุนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 126 โดยกฎหมายกำหนดให้มีกองทุนเพื่อเป็นทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในกรณีออกจากงาน ตาย หรือกรณีอื่นตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับระบบเงินสะสมและเงินสมทบ มาตรา 130 และมาตรา 131 กำหนดหลักเกี่ยวกับการจ่ายเงินสะสมของลูกจ้างและเงินสมทบของนายจ้าง โดยอัตราที่ต้องนำส่งเป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ปัจจุบันการเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบถูกเลื่อนออกไปเป็น วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2574 ลูกจ้างและนายจ้างนำส่งฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง และตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป นำส่งฝ่ายละ 0.50% ของค่าจ้าง แล้วคำถามสำคัญคือ “ค่าจ้างที่เอามาคูณ 0.25%...

สัญญาจ้างครบกำหนด นายจ้างไม่ต่อสัญญา ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่

เรื่องนี้ต้องระวังตั้งแต่ประโยคแรก เพราะคำว่า “สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา” ไม่ได้หมายความว่า พอครบกำหนดแล้วนายจ้างจะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเสมอไป ตรงกันข้าม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง กำหนดความหมายของการเลิกจ้างไว้ว่า เป็นการกระทำที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด เพราะฉะนั้น ถ้าสัญญาจ้างครบกำหนด แล้วนายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อและไม่จ่ายค่าจ้าง การบอกเพียงว่า “ไม่ได้เลิกจ้างนะ สัญญาหมดเอง” อาจไม่พอที่จะทำให้นายจ้างพ้นจากหน้าที่จ่ายค่าชดเชย เพียงแต่กฎหมายมีข้อยกเว้นสำหรับสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาไว้แน่นอนบางประเภทตามมาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ ซึ่งต้องเข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด เช่น งานในโครงการเฉพาะที่ไม่ใช่งานปกติของธุรกิจ งานที่มีลักษณะเป็นครั้งคราว หรืองานตามฤดูกาล และยังต้องพิจารณาเงื่อนไขอื่นตามมาตรา 118 ประกอบด้วย ดังนั้น “สัญญามีกำหนดเวลา” กับ “สัญญามีกำหนดเวลาที่ได้รับยกเว้นค่าชดเชยตามมาตรา 118” จึงไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แล้วคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7354/2544 ที่มักถูกนำมาอ้างว่า เมื่อสัญญาครบกำหนดแล้วไม่ต่อสัญญาไม่ถือเป็นการเลิกจ้างนั้น วินิจฉัยไว้อย่างไร? คดีนี้มีข้อเท็จจริงเฉพาะที่น่าสนใจ นายจ้างกับลูกจ้างเคยทำสัญญาจ้างติดต่อกันมาแล้ว 3 ฉบับ ก่อนสัญญาฉบับที่ 3 จะครบกำหนด นายจ้างเรียกลูกจ้างมาทำสัญญาฉบับที่ 4 ต่อไปอีก 2...

ลาออกเพราะกดดันทางจิตใจ  แล้วกลับมาฟ้องว่า “ถูกเลิกจ้าง” ได้ไหม

ประเภทที่ลาออกเองแล้วกลับมาฟ้องศาลแรงงานว่า จริง ๆ แล้วตัวเอง “ถูกเลิกจ้าง” นี่ก็มีไม่น้อย เหตุผลที่หยิบยกขึ้นมาก็มีหลายแบบ ก่อนที่จะตัดสินใจเขียนใบลาออก ถูกกดดันทางจิตใจมาหลายครั้ง ถูกลดทอนศักดิ์ศรี ถูกด้อยค่าการทำงาน งานที่เคยรับผิดชอบถูกลดลงเรื่อย ๆ หรืออยู่ ๆ ก็มีคนตำแหน่งใกล้เคียงกันเข้ามา แล้วลูกน้องที่เคยขึ้นตรงกับเราก็ค่อย ๆ ถูกโยกไปขึ้นกับเขาหมด จนสุดท้ายรู้สึกว่าอยู่ต่อไปก็ไม่มีความหมาย จึงตัดสินใจลาออก ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง เราเข้าใจ เพราะการไปทำงานทุกวันในสถานที่ที่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า หรือเหมือนกำลังถูกผลักออกไปทีละนิด มันไม่ใช่เรื่องเล็ก และกฎหมายก็ไม่ได้บอกว่าลูกจ้างต้องทนทุกอย่างจนถึงวันที่นายจ้างออกหนังสือเลิกจ้างเท่านั้น จึงจะใช้สิทธิได้ แต่สิ่งที่ต้องแยกออกจาก “ความรู้สึกว่าเราถูกบีบให้ออก” คือ ในทางกฎหมาย สิ่งที่นายจ้างทำนั้นคืออะไร หากสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการเปลี่ยนแปลง “สภาพการจ้าง” ก็มีช่องทางทางกฎหมายให้โต้แย้งได้ตั้งแต่ในขณะที่ยังเป็นลูกจ้าง ไม่จำเป็นต้องลาออกก่อนแล้วค่อยมาฟ้องว่าเป็นการเลิกจ้าง พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 5 ให้นิยาม “สภาพการจ้าง” ครอบคลุมหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน เช่น วันเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นที่เกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน ส่วนมาตรา 20 วางหลักว่า เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว...