เรื่องนี้ต้องระวังตั้งแต่ประโยคแรก เพราะคำว่า “สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา” ไม่ได้หมายความว่า พอครบกำหนดแล้วนายจ้างจะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเสมอไป
ตรงกันข้าม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง กำหนดความหมายของการเลิกจ้างไว้ว่า เป็นการกระทำที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด
เพราะฉะนั้น ถ้าสัญญาจ้างครบกำหนด แล้วนายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อและไม่จ่ายค่าจ้าง การบอกเพียงว่า
“ไม่ได้เลิกจ้างนะ สัญญาหมดเอง”
อาจไม่พอที่จะทำให้นายจ้างพ้นจากหน้าที่จ่ายค่าชดเชย
เพียงแต่กฎหมายมีข้อยกเว้นสำหรับสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาไว้แน่นอนบางประเภทตามมาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ ซึ่งต้องเข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด เช่น งานในโครงการเฉพาะที่ไม่ใช่งานปกติของธุรกิจ งานที่มีลักษณะเป็นครั้งคราว หรืองานตามฤดูกาล และยังต้องพิจารณาเงื่อนไขอื่นตามมาตรา 118 ประกอบด้วย
ดังนั้น “สัญญามีกำหนดเวลา” กับ “สัญญามีกำหนดเวลาที่ได้รับยกเว้นค่าชดเชยตามมาตรา 118” จึงไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
แล้วคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7354/2544 ที่มักถูกนำมาอ้างว่า เมื่อสัญญาครบกำหนดแล้วไม่ต่อสัญญาไม่ถือเป็นการเลิกจ้างนั้น วินิจฉัยไว้อย่างไร?
คดีนี้มีข้อเท็จจริงเฉพาะที่น่าสนใจ
นายจ้างกับลูกจ้างเคยทำสัญญาจ้างติดต่อกันมาแล้ว 3 ฉบับ ก่อนสัญญาฉบับที่ 3 จะครบกำหนด นายจ้างเรียกลูกจ้างมาทำสัญญาฉบับที่ 4 ต่อไปอีก 2 ปี
ประเด็นสำคัญคือ นายจ้างยังต้องการให้ลูกจ้างทำงานต่อ
ตำแหน่งเดิม
งานเดิม
และอัตราค่าจ้างเดิม
แต่ลูกจ้างต้องการเงินเดือนเพิ่มและไม่ลงชื่อตอบรับสัญญาฉบับใหม่ ส่วนนายจ้างเห็นว่าค่าจ้างเดิมเหมาะสมแล้ว และด้วยสภาวะเศรษฐกิจไม่สามารถเพิ่มเงินเดือนให้ตามที่ลูกจ้างต้องการได้
เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ ลูกจ้างจึงไม่ได้ทำสัญญาฉบับที่ 4 และหลังจากสัญญาฉบับที่ 3 สิ้นสุดลง ลูกจ้างก็ไม่ได้กลับไปทำงานอีก
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีดังกล่าว ไม่ถือว่านายจ้างเลิกจ้าง
เหตุผลสำคัญไม่ใช่เพียงเพราะว่า “สัญญาครบกำหนด”
แต่เป็นเพราะข้อเท็จจริงในคดีรับฟังได้ว่า นายจ้างไม่ได้กระทำการเพื่อไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไป นายจ้างยังประสงค์ให้ลูกจ้างทำงานต่อในอัตราเงินเดือนเดิม ไม่ได้ลดเงินเดือนหรือค่าจ้าง แต่ลูกจ้างเป็นฝ่ายไม่ไปทำงานกับนายจ้างเองหลังจากสัญญาเดิมสิ้นสุดลง
จุดนี้สำคัญมาก
เพราะถ้าเปลี่ยนข้อเท็จจริงเสียใหม่ว่า เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้ว นายจ้างเป็นฝ่ายไม่ประสงค์ให้ลูกจ้างทำงานต่อ และไม่จ่ายค่าจ้างให้ การพิจารณาย่อมต้องกลับไปดูมาตรา 118 วรรคสองว่าเป็น “การเลิกจ้าง” หรือไม่ และหากนายจ้างจะอ้างว่าไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเพราะเป็นสัญญาจ้างมีกำหนดเวลา ก็ต้องตรวจต่อว่าสัญญานั้นเข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นตามมาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่จริงหรือไม่
ดังนั้น ฎีกาที่ 7354/2544 จึงไม่ควรถูกสรุปเป็นหลักกว้าง ๆ ว่า
“สัญญาจ้างมีกำหนดเวลาครบกำหนด ไม่ถือเป็นการเลิกจ้าง”
เพราะไม่ใช่สิ่งที่มาตรา 118 บัญญัติ และไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ศาลใช้วินิจฉัยคดีนี้
สิ่งที่ควรจำจากฎีกานี้คือ
ต้องดูว่าเมื่อสัญญาเดิมสิ้นสุดลง ใครเป็นฝ่ายไม่ประสงค์ให้ความสัมพันธ์ในการจ้างดำเนินต่อ และเกิดอะไรขึ้นจริงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง
ถ้านายจ้างบอกว่า “ครบสัญญาแล้ว บริษัทไม่ต่อ” เรื่องหนึ่ง
แต่ถ้านายจ้างบอกว่า “บริษัทให้ทำงานต่อ งานเดิม เงินเดือนเดิม แต่ลูกจ้างไม่รับและไม่กลับมาทำงาน” ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
หน้าตาคล้ายกันตรงที่ “สัญญาครบกำหนด”
แต่ผลทางกฎหมายอาจไม่เหมือนกันเลย
โดยทนายฝ้าย
คลินิกกฎหมายแรงงาน
ปรึกษามีค่าใช้จ่าย

