ช่วงหลังมานี้ หลายบริษัทเริ่มหันมาใช้ Mutual Separation Agreement หรือ “สัญญาตกลงยุติสัญญาจ้างโดยความยินยอม” มากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องการปรับโครงสร้างองค์กร ลดตำแหน่งงาน หรือในสถานการณ์ที่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต่างก็รู้ดีว่า การทำงานร่วมกันต่อไปอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายคนเข้าใจว่าเพียงแค่ตั้งชื่อเอกสารว่า Mutual Separation Agreement แล้วให้ลูกจ้างเซ็น ทุกอย่างก็จะจบลงอย่างสวยงาม
ความจริงกลับไม่ง่ายขนาดนั้น
ศาลแรงงานไม่ได้พิจารณาจากชื่อเอกสาร แต่พิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าลูกจ้างยินยอมจริงหรือไม่ ได้รับข้อมูลครบถ้วนหรือไม่ และข้อตกลงดังกล่าวเป็นธรรมเพียงใด
Mutual Separation Agreement ที่ดีจึงไม่ใช่เอกสารที่มีแต่ข้อความว่า “คู่สัญญาตกลงยุติสัญญาจ้างโดยความยินยอม” แล้วจบ แต่ควรมีรายละเอียดสำคัญอย่างน้อย ได้แก่ วันที่สิ้นสุดการจ้างงาน จำนวนเงินที่ลูกจ้างจะได้รับ วิธีการชำระเงิน การส่งมอบงานและทรัพย์สินของบริษัท การรักษาความลับ การไม่กล่าวให้เกิดความเสียหายต่อกัน ตลอดจนการยืนยันว่าคู่สัญญาไม่มีข้อเรียกร้องใดต่อกันอีกภายหลังจากปฏิบัติตามข้อตกลงครบถ้วนแล้ว
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่หลายบริษัทมักมองข้ามคือ “เหตุผลที่ลูกจ้างจะยอมเซ็น”
หากบริษัทเสนอเพียงสิทธิที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกฎหมายอยู่แล้ว เช่น ค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน หรือสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ลูกจ้างจำนวนไม่น้อยอาจตั้งคำถามว่า ในเมื่อมีสิทธิได้รับอยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องลงนามในข้อตกลงเพิ่มเติม
ในทางปฏิบัติ การทำ Mutual Separation Agreement ให้สำเร็จจึงมักต้องมี “สิ่งจูงใจ” เพิ่มเติมบางอย่าง เช่น เงินช่วยเหลือพิเศษเพิ่มเติมจากสิทธิที่กฎหมายกำหนด หนังสือรับรองการทำงานในรูปแบบที่ตกลงกัน การขยายระยะเวลาสวัสดิการบางประการ หรือความช่วยเหลือในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การทำงานแห่งใหม่
แต่ในขณะเดียวกัน นายจ้างก็ไม่ควรเสนอสิ่งตอบแทนเกินกว่าที่องค์กรสามารถรับภาระได้จริง
หลายครั้งที่การเจรจาล้มเหลวไม่ได้เกิดจากลูกจ้างเรียกร้องมากเกินไป แต่เกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรับปากในสิ่งที่ตนเองทำไม่ได้ เมื่อถึงเวลาปฏิบัติตามข้อตกลงจริงกลับทำไม่ได้ตามที่พูดไว้ สุดท้ายข้อตกลงที่ตั้งใจจะใช้ปิดความเสี่ยง กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของข้อพิพาทรอบใหม่
การทำ Mutual Separation Agreement ที่ดีจึงไม่ใช่การพยายามให้ลูกจ้างได้มากที่สุด หรือพยายามจ่ายให้น้อยที่สุด แต่เป็นการหาจุดสมดุลที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ และสามารถปฏิบัติตามได้จริง
เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าคุณจะอยู่ในฐานะนายจ้างหรือลูกจ้าง การเป็นคดีความไม่ใช่เรื่องสนุกสำหรับใคร
คดีแรงงานหนึ่งคดีอาจใช้เวลาหลายเดือน หรือหลายปี กว่าจะสิ้นสุด ต้องเสียทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย พยานหลักฐาน และพลังงานทางใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
บางครั้ง การเจรจาที่เป็นธรรมและการทำข้อตกลงที่รอบคอบตั้งแต่วันแรก อาจมีมูลค่ามากกว่าคำพิพากษาที่ได้รับในอีกหลายปีข้างหน้าเสียอีก
โดยทนายฝ้าย คลินิกกฎหมายแรงงาน
ปรึกษามีค่าใช้จ่าย
ต่อให้อ่านสามบรรทัดให้หน่อย
ก็มีค่าใช้จ่ายค่ะ 😉

