การพิจารณาว่ากรรมการผู้จัดการหรือผู้ถือหุ้นของบริษัทต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่นั้น ไม่สามารถพิจารณาจากเพียงตำแหน่งว่าเป็น “กรรมการ” “กรรมการผู้จัดการ” หรือ “ผู้ถือหุ้น” เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงลักษณะการทำงานและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลดังกล่าวกับบริษัทว่า มีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานหรือไม่ กรณีกรรมการผู้จัดการหรือผู้ถือหุ้นมีอำนาจบริหารและมีอิสระในการทำงาน หากบุคคลดังกล่าวเป็นผู้มีอำนาจในการบริหารกิจการของบริษัท สามารถตัดสินใจและกำหนดแนวทางการดำเนินธุรกิจได้ด้วยตนเอง ไม่ถูกกำหนดวันหรือเวลาทำงานอย่างเคร่งครัด และไม่มีบุคคลหรือองค์กรของบริษัทคอยสั่งการ ควบคุม หรือตรวจสอบการทำงานในลักษณะนายจ้างบังคับบัญชาลูกจ้าง แม้อาจได้รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนจากบริษัท ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีสถานะเป็นลูกจ้างเสมอไป ลักษณะเช่นนี้สะท้อนว่าเป็นการทำงานในฐานะ “ผู้บริหารกิจการ” มากกว่าการทำงานภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของนายจ้าง จึงอาจไม่ถือเป็นลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และเมื่อไม่ใช่ลูกจ้าง ก็ไม่อยู่ในกลุ่มบุคคลที่จะต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในฐานะลูกจ้าง แนวทางดังกล่าวปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7406/2562, 3407/2561, 6122/2560 และ 2818/2559 ซึ่งมีแนววินิจฉัยให้พิจารณาอำนาจบริหาร ความเป็นอิสระในการทำงาน และการอยู่หรือไม่อยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาเป็นสำคัญ แต่หากเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นที่ทำงานภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของบริษัท ก็อาจเป็น “ลูกจ้าง” ได้ ในทางกลับกัน การมีชื่อเป็นกรรมการ ผู้บริหาร หรือผู้ถือหุ้น ไม่ได้ตัดสิทธิที่จะเป็นลูกจ้างของบริษัท หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าบุคคลนั้นยังต้องปฏิบัติงานตามคำสั่งของบริษัท มีผู้บังคับบัญชา ต้องปฏิบัติตามระเบียบหรือเวลาทำงานที่บริษัทกำหนด ไม่มีอำนาจตัดสินใจบริหารกิจการได้อย่างเป็นอิสระ และได้รับค่าจ้างเป็นการตอบแทนการทำงาน ตัวอย่างเช่น ผู้ถือหุ้นรายหนึ่งถือหุ้นในบริษัท แต่ทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย ต้องเข้างานตามเวลาที่บริษัทกำหนด...