กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryกฏหมายแรงงาน Archives - Page 53 of 76 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

โพสเฟสด่านายจ้างว่า “อินี่มันตัวร้าย เอาเปรียบพนักงาน บริษัทจนแต่ตัวเองรวย” แบบนี้เลิกจ้างได้ ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

อ่านอินบ๊อกแล้วได้แต่คิดว่า…จะแซ่บกันไปถึงไหนอ่ะเพื่อนนนนน เพราะรายนี้ถามมาว่า…. ถ้าเราด่านายจ้างแค่ไม่ได้เอ่ยชื่อ ตรงๆ เช่น “อินี่มันตัวร้าย เอาเปรียบพนักงาน บริษัทจนแต่ตัวเองรวย” แบบนี้เค้าเอาผิดหนูได้มั้ย ไล่ออกได้รึเปล่า ไม่ได้เอ่ยชื่อนะคะ ใจเย็น ๆ กันก่อนคะคุณขา…. ไม่ได้เข้าข้างใคร เพราะอย่าว่าแต่นายจ้างเลยคะ หากเป็นเราโดนด่าก็คงจะหัวร้อนมิใช่น้อย อ่ะ มาดูประเด็นกฎหมายกัน ไล่เรียงให้ฟัง ดังนี้ค่ะ 1. การที่ลูกจ้างโพสด่านายจ้างด้วยถ้อยคำ “อินี่มันตัวร้าย เอาเปรียบพนักงาน บริษัทจนแต่ตัวเองรวย” ทำให้ผู้ที่ได้อ่านเข้าใจว่านายจ้างไม่ดี เอาเปรียบลูกจ้าง ซึ่งข้อความนั้นทำให้นายจ้างนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เข้าลักษณะความผิดฐานหมิ่นประมาท และเป็นการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามมาตรา 328 ซึ่งผู้กระทำจะได้รับโทษหนักขึ้นกว่าหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 ที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อีกทั้ง อาจมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 อันเป็นการกระทำความผิดอาญาโดยต่อนายจ้าง ที่นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ทั้งนี้ ตาม ม.119 (2) 2....

นายจ้างไม่มีสิทธิเก็บเงินประกัน แต่นายจ้างยังฝ่าฝืนเรียกเก็บเงินประกันโดยหักจากเงินค่าจ้างรายเดือน จะถือเป็นการหักค่าจ้างไม่ชอบ และหากฟ้องคดีต่อศาลจะฟ้องอย่างไร ?

ถ้างานที่ลูกจ้างทำนั้นนายจ้างไม่มีสิทธิเก็บเงินประกัน แต่นายจ้างยังฝ่าฝืนเรียกเก็บเงินประกันโดยหักจากเงินค่าจ้างรายเดือน จะถือเป็นการหักค่าจ้างไม่ชอบด้วยมาตรา 76 หรือไม่ ? และหากฟ้องคดีต่อศาลจะฟ้องอย่างไร? ​​1. การที่นายจ้างเรียกเงินประกันการทำงานโดยไม่ว่าจะเรียกเก็บก่อนเข้าทำงานหรือโดยหักจากเงินค่าจ้างของลูกจ้างเป็นรายเดือน จากลูกจ้างที่ทำงานในตำแหน่งที่นายจ้างไม่สามารถเรียกหลักประกันในการทำงานได้นั้น ถือเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม 10 และ ม.76 ที่มีโทษทางอาญา ตาม ม.144 ที่นายจ้างจะต้องคืนเงินประกันและคืนเงินค่าจ้างที่หักไว้แก่ลูกจ้าง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่3039/2550) 2. ถามว่า เงินที่คืน จะใช้สิทธิเรียกคืนในฐานของ “เงินค่าจ้าง” หรือ “เงินประกัน” ความเห็นของผู้เขียนเห็นว่า เจตนาของนายจ้างคือการหักเงินเพื่อเป็นหลักประกัน หากจะฟ้องก็ต้องฟ้องเรียกคืนในฐานของ “เงินประกัน” โดยลูกจ้างสามารถเรียกคืนเงินค่าจ้างที่หักไว้ในแต่ละเดือนได้พร้อมดอกเบี้ย (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 668/2544) ระเบียบของจำเลยว่าด้วยพนักงานและลูกจ้าง ข้อ 25 กำหนดให้เงินสะสมของพนักงานหรือลูกจ้างรวมทั้งดอกเบี้ยเป็นประกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ร้านสหกรณ์โดยการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของพนักงานหรือลูกจ้างนั้น ๆ แต่โจทก์เป็นพนักงานทำความสะอาดไม่ใช่งานเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินที่นายจ้างจะเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างได้ตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ข้อ 4 จำเลยจึงต้องห้ามไม่ให้เรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากโจทก์ เมื่อจำเลยเลิกจ้างจึงต้องคืนค่าจ้างที่หักไว้เป็นรายเดือนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 10​...

ลูกจ้างขับรถบริษัทในเวลาปฏิบัติงานไปชนไปข้างทางโดยไม่มีคู่กรณีทำให้เคลมประกันไม่ได้ แบบนี้นายจ้างสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากลูกจ้างได้หรือไม่??”

สืบเนื่องจากมี Inbox จากน้องรักเข้ามาถามว่า “พี่ฝ้ายสุดสวย (อันนี้พูดเอง) ลูกจ้างขับรถบริษัทในเวลาปฏิบัติงานไปชนไปข้างทางโดยไม่มีคู่กรณีทำให้เคลมประกันไม่ได้ แบบนี้นายจ้างสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากลูกจ้างได้หรือไม่??” จากคำถาม มีข้อเท็จจริงไม่มาก ซึ่งผู้เขียนไม่ทราบว่าที่ไม่มีคู่กรณีเกิดจากคู่กรณีหนี (ลูกจ้างต้องไปแจ้งความดำเนินคดี) หรือ ลูกจ้างประมาทแล้วชนข้างทางเอง จึงอนุมานเอาว่า ลูกจ้างน่าจะขับรถประมาทและชนข้างทางซึ่งหากเป็นตามเหตุดังกล่าวนั้น แต่จากข้อมูลคำถาม ดังกล่าว คลินิกกฎหมายแรงงานขอตอบดังนั้นค่ะ “ฟ้องได้” เพราะถือได้ว่าลูกจ้างกระทำละเมิดต่อนายจ้าง และฟ้องผิดสัญญาจ้างได้ด้วย หากในสัญญาจ้างระบุว่า ในกรณีที่ลูกจ้างทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ลูกจ้างต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับนายจ้าง ก็เป็นเรื่องการฟ้องเรื่องผิดสัญญาจ้างด้วย การฟ้องมูลละเมิดและฟ้องผิดสัญญาจ้าง มีอายุความ 10 ปี โดยอายุความเริ่มนับจากวันที่นายจ้างรู้เหตุที่ทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งหากฟ้องคดีหลังจากขาดอายุความ ผลคือ ลูกหนี้ (ฝ่ายที่ต้องรับผิด) มีสิทธิปฏิเสธการชำระหนี้โดยยื่นคำให้การต่อสู้คดี เพื่อขอให้ศาลยกฟ้อง ฎีกา 1653/57 ความเสียหายจากมูลละเมิดที่ลูกจ้างกระทำต่อนายจ้างเป็นการละเมิดและเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

ลูกจ้างลาทำ GIFT ที่ต้องพักตามความเห็นแพทย์ แต่นายจ้างให้ลูกจ้างแลกเวรแทนการใช้วันลาป่วยนั้น นายจ้างทำได้หรือไม่

ว่าจะมูฟออน แต่ก็มูฟออนเป็นวงกลม กับคำถามหมวด ลาป่วย สำหรับคำถามที่ลูกจ้างลาทำ GIFT ที่ต้องพักตามความเห็นแพทย์ แต่นายจ้างให้ลูกจ้างแลกเวรแทนการใช้วันลาป่วยนั้น นายจ้างทำได้หรือไม่นั้น ผู้เขียนมีความเห็นดังนี้ 1. นายจ้างไม่สามารถทำได้ เพราะกระบวนการในการทำ GIFT เป็นการรักษาภาวะผู้มีบุตรยาก และการพักตามความเห็นแพทย์ก็เป็นการพักตามการรักษาของแพทย์ ซึ่งลูกจ้างลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม.32 ดังนั้น นายจ้างจะมาสั่งให้แลกเวรแทนการใช้วันลาป่วย “ไม่ได้” ลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวได้ และไม่ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งนายจ้าง นายจ้างจะลงโทษทางวินัย หรือตัดค่าจ้างไม่ได้ 2. หากถูกเลิกจ้างเพราะเหตุดังกล่าว นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย ตาม ม.118และนายจ้างอาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมได้ อธิบายเพิ่มเติมว่าการทำกิ๊ฟท์ (GIFT) คืออะไร ? การทำ GIFT นั้น เป็นกระบวนการรักษาภาวะผู้มีบุตรยาก ที่รักษาด้วยเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ ที่มีการเก็บไข่ออกมานอกร่างกายของฝ่ายหญิง นำมาผสมกับตัวอสุจิของฝ่ายชายเพื่อให้เกิดตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ จากนั้นอีก 2-3 วัน หรือการเลี้ยงตัวอ่อนนอกร่างกายจนถึงระยะฝังตัว (เรียกตัวอ่อนระยะ “บลาสโตซิส”) ซึ่งต้องใช้เวลาในการเพาะเลี้ยงนาน 5-6 วัน แล้วจึงนำตัวอ่อนใส่กลับเข้าในโพรงมดลูกของฝ่ายหญิง เพื่อให้ฝังตัวและเจริญต่อไปเป็นทารกในครรภ์ ซึ่งในขั้นตอนการย้ายตัวอ่อนนั้น...

“ ป่วยจริงมีใบรับรองแพทย์ แต่นายจ้างให้แลกเวรแทนการลาป่วย แบบนี้นายจ้างทำได้หรือไม่??”

ยังคงอยู่กับเรื่องลาป่วย…เพราะแฟนเพจยังมูฟออนไม่ได้ กับคำถามที่ว่า “ ป่วยจริงมีใบรับรองแพทย์ แต่นายจ้างให้แลกเวรแทนการลาป่วย แบบนี้นายจ้างทำได้หรือไม่??” ถ้านายจ้างสั่งมาแบบนี้ เท่ากับว่านายจ้างไม่ให้ลูกจ้างลาป่วย แล้วมีผลทางกฎหมายอย่างไร ? 1. สำหรับเรื่องนายจ้างไม่ให้ลูกจ้างลาป่วย ไม่มีบทลงโทษตามกฎหมาย แต่ถ้าหากว่าลูกจ้างป่วยจริง นายจ้างจะมาสั่งให้แลกเวรแทนการใช้วันลาป่วยไม่ได้ ลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวได้ และไม่ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งนายจ้างด้วย หากนายจ้างลงโทษทางวินัย หรือหักค่าจ้างระหว่างที่ลาป่วยดังกล่าว ลูกจ้างก็มีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าจ้างที่นายจ้างหักหรือที่นายจ้างไม่จ่ายได้ 2. หากถูกเลิกจ้างเพราะเหตุดังกล่าว นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย ตาม ม.118 และนายจ้างอาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมได้ อย่างไรก็ตาม การที่กฎหมายกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง หากลูกจ้างลาป่วยเป็นเวลานาน ก็น่าจะเกิดภาระแก่นายจ้างพอสมควร เพราะในขณะที่ลูกจ้างลาป่วยเป็นระยะเวลานาน ลูกจ้างยังมีสภาพเป็นลูกจ้างอยู่ มีสิทธิใช้สวัสดิการของนายจ้างในเรื่องอื่น ๆ เช่น เบิกค่ารักษาพยาบาล เบิกค่าสวัสดิการต่าง ๆ เมื่ออ่านบทความนี้แล้ว ผู้เขียนอยากให้ลองคุยกับนายจ้างด้วยเหตุผล ถ้าการที่ลูกจ้างต้องลาป่วย และงานที่เรารับผิดชอบต้องกระทบและเป็นภาระกับเพื่อนร่วมงานเกินสมควร หรืองานล่าช้าหรืองานอาจเสียหาย ก็อาจจะหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาในเรื่องของลาป่วยร่วมกัน เช่น ถ้าป่วยบ่อยบ่อยก็อาจจะเปลี่ยนลักษณะการทำงานเป็นที่ปรึกษาแทน หรือมาทำงานน้อยลงแต่เงินเดือนก็อาจจะลดลงไปบ้างบางส่วน ซึ่งขึ้นอยู่กับข้อตกลงทั้งสองฝ่าย และน่าจะเป็นทางออกที่ดีนะคะ

การนับวันลาป่าวย นับรวมวันหยุดด้วยหรือไม่ ?

หากกล่าวถึงการลาป่วย กฎหมายกำหนดว่าลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม.32 ดังนั้น สำหรับคำถามที่ว่า ในกรณีที่ลูกจ้างลาป่วยทั้งเดือน จะนับรวมวันหยุดประจำสัปดาห์เป็นลาป่วยด้วยหรือไม่ คลินิกกฎหมายแรงงาน ขอตอบดังนี้!! 1. “ไม่รวม” เพราะการนับวันลาป่วยกรณีที่ลูกจ้างลาติดต่อกันหลายวันหรือลาคร่อมวันหยุดนั้น นับเฉพาะ “วันทำงาน” เท่านั้น เพราะวันหยุดลูกจ้างมีสิทธิหยุดได้ตามสิทธิของตนอยู่แล้วโดยไม่ต้องลา การลาคร่อมวันหยุดไม่ได้ทำให้วันหยุดกลายเป็นวันทำงานไปได้ ดังนั้น จะนับรวมวันหยุดเข้ากับวันลาไม่ได้ เว้นแต่ จะมีกฎหมายบัญญัติให้นับรวมวันหยุดเข้ากับวันลา (มีด้วยเหรอ “มี๊” เสียงสูงงงงง) นั้นคือ การลาคลอดบุตร ที่กฎหมายกำหนดให้นับรวมวันหยุดเข้าในระหว่างลานั้นด้วย ม.41)อ้างอิงข้อหารือกองนิติการ ที่ 0603/11490 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2544 2. แล้วค่าจ้างระหว่างลาป่วยจะได้รับอย่างไร ? กฎหมายกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างลาป่วยตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ปีหนึ่งไม่เกิน 30 วัน (ม.57) 3. หากลาป่วยเกิน 30 วัน นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิใดหรือไม่ ? ลูกจ้างสามารถใช้สิทธิประกันสังคมได้ โดยประกันสังคม จะจ่ายเป็น “เงินทดแทนการขาดรายได้”...

นายจ้าง ” ไม่อนุญาตให้ใช้วันหยุดพักผ่อน ” ผลทางกฎหมายจะเป็นอย่างไร

ในกรณีที่ลูกจ้างยื่นขอหยุดพักผ่อน แต่ปรากฏว่านายจ้างไม่อนุญาต ผลทางกฎหมายจะเป็นอย่างไรนั้น ก่อนตอบ ต่องอธิบายก่อนว่า พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ กำหนดให้เป็นหน้าที่ของนายจ้างที่ต้องจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดไม่ว่าจะเป็น วันหยุดประจำสัปดาห์ ม.28 วันหยุดตามประเพณี ม.29 และวันหยุดพักผ่อนประจำปี ม.30 ที่ลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ดังนั้น หากลูกจ้างมีสิทธิหยุดพักผ่อนฯ ก็สามารถใช้สิทธิหยุดพักผ่อนฯ ได้ 1. นายจ้างมีสิทธิที่ไม่อนุญาตให้ใช้วันหยุดพักผ่อนได้หรือไม่ ? ตอบว่า “มีสิทธิไม่อนุญาตให้หยุดพักผ่อนได้” หากเป็นกรณีดังต่อไปนี้ 1.1 หากลูกจ้างขอหยุดพักผ่อนนอกจากวันที่นายจ้างกำหนด นายจ้างก็มีสิทธิที่จะไม่อนุญาตได้ เพราะตาม ม.30 กำหนดไว้ว่า แม้นายจ้างจะมีหน้าที่ต้องจัดให้มีวันหยุดพักผ่อน แต่นายจ้างก็มีสิทธิกำหนดว่าจะให้ลูกจ้างหยุดวันใดก็ได้โดยนายจ้างต้องแจ้งล่วงหน้า ดังนั้น หากลูกจ้างขอหยุดพักผ่อนนอกจากวันที่นายจ้างกำหนด นายจ้างก็มีสิทธิที่จะไม่อนุญาต 1.2 หากนายจ้างและลูกจ้างตกลงให้หยุดพักผ่อนในวันใดก็ได้ ถ้าลูกจ้างรายนั้นลาโดยไม่ถูกต้องตามระเบียบหรือข้อบังคับของทางบริษัท หรือ หากการหยุดไปนั้นจะทำให้เกิดผลกระทบต่องานที่อาจทำให้งานเกิดความเสียหาย เช่น ลูกน้องในแผนกพร้อมใจกันลาพร้อมกัน 3 – 4 คน แบบนี้มีผลกระทบต่องาน นายจ้างไม่อนุญาตให้หยุดพักผ่อนได้ 2. หากลูกจ้างลาถูกต้องตามขั้นตอน ระเบียบ ข้อบังคับ...

พนักงานสัญญาจ้าง (จ้างแบบปีต่อปี) แบบนี้ต้องแจ้งเข้าประกันสังคมไหมคะ?

พี่คะ บริษัทจ้างพนักงานแบบทำสัญญาจ้างรายปี (จ้างแบบปีต่อปี) แบบนี้ต้องแจ้งเข้าประกันสังคมไหมคะ? จากคำถามน่าสนใจ ขอนำมาตอบหน้าเพจดังนี้ค่ะ 1. “ต้องแจ้ง” หากงานที่จ้างนั้นเป็นงานหลักที่ไม่ใช่งานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวเป็นการจร เช่น พนักงานขาย หรือหากนายจ้างมีหน้าที่รับเหมาก่อสร้าง จ้างลูกจ้างทำงานก่อสร้าง แม้งานที่จ้างนั้นจะมีลักษณะเป็นการจ้างแบบครั้งคราว แต่งานที่ทำเป็นงานหลักของนายจ้าง นายจ้างก็มีหน้าที่ต้องแจ้งขึ้นทะเบียนให้กับลูกจ้าง (ฎีกาที่ 2659/2556) 2. กฎหมายประกันสังคมนั้น บังคับใช้กับนายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร โดยหากการจ้างงานนั้นมีนิติสัมพันธ์เป็นการจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะจ้างแบบรายปี ลูกจ้างทดลองงาน ลูกจ้างชั่วคราว นายจ้างมีหน้าที่ต้องแจ้งขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคม 3. เว้นแต่ ลูกจ้างดังต่อไปนี้ ที่ไม่ได้รับความคุ้มครองที่นายจ้างไม่ต้องแจ้ง 1 ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวรายวัน และลูกจ้างชั่วคราวรายชั่วโมง ของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น ยกเว้นลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน 2 ลูกจ้างของรัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ 3 ลูกจ้างของนายจ้างที่มีสำนักงานในประเทศ และไปประจำทำงานในต่างประเทศ 4 ครูหรือครูใหญ่ของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน 5 นักเรียน นักเรียนพยาบาล นิสิตหรือนักศึกษา หรือแพทย์ฝึกหัดซึ่งเป็นลูกจ้างของโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือโรงพยาบาล...

สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี ลาออกก่อนกำหนดทำได้ไหม จะถูกฟ้องหรือไม่?

สำหรับคำถามที่ว่า สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี ลาออกก่อนกำหนดทำได้ไหม จะถูกฟ้องหรือไม่? คำตอบยาวนิดทนอ่านนะ หลักต้องบอกก่อนว่า “ออกได้ แต่มีโอกาสถูกฟ้อง” เพราะเป็นไปตามหลัก“สัญญาต้องเป็นสัญญา” Pacta Sunt Servanda เมื่อสัญญาเกิดขึ้นแล้วคู่สัญญาต้องปฏิบัติตามสัญญาที่ทำขึ้น หรือหากลูกจ้างจะลาออกก็ “อาจถูกฟ้องได้” ถ้าในสัญญากำหนดเงื่อนไข และกำหนดเรื่องค่าเสียหายไว้ เช่น หากในสัญญาระบุว่าต้องทำงานกับนายจ้างเป็นเวลา 1 ปี หากลาออกก่อนครบกำหนดลูกจ้างต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับนายจ้างเป็นเงินจำนวน 50,000 บาท แบบนี้นายจ้างสามารถฟ้องได้ แต่จะฟ้องได้มากน้อยแค่ไหนนั้น ศาลจะพิจารณาว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนหรือไม่ ถ้าสูงเกินศาลก็มีอำนาจปรับลดจำนวนลงได้พอสมควร มีแนวคำพิพากษามาให้ศึกษา ฎีกาที่ 7620/2559 การที่สัญญาเพิ่มเติมแนบท้ายหนังสือสัญญาจ้าง ข้อ 3 ระบุความว่า พนักงานตกลงที่จะทำงานให้กับบริษัทเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี นับตั้งแต่วันเข้าทำงาน หากพนักงานมีความประสงค์จะลาออกก่อนครบกำหนดเวลา พนักงานยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้กับบริษัทไม่น้อยกว่าเงินเดือนในเดือนสุดท้ายที่พนักงานได้รับ ถือได้ว่าเป็นข้อตกลงกำหนดความเสียหายเพื่อการผิดนัดไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้า จึงเป็นข้อตกลงเบี้ยปรับเมื่อโจทก์ไม่ชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 และ 380 ซึ่งหากกำหนดไว้สูงเกินส่วนศาลแรงงานกลางมีอำนาจใช้ดุลพินิจลดเบี้ยปรับลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้โดยให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา...

คำถามที่พี่ๆ พนักงานรักษาความปลอดภัย ( รปภ.) ถามมากที่สุด

ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงให้เมื่อยความเพราะวันนี้มัดร่วม คำถามที่พี่พี่พนักงานรักษาความปลอดภัยถามมากที่สุดเริ่มกันเลยค่ะ 1. เวลาทำงานของ รปภ ต้องทำวันละ กี่ชั่วโมง? ตอบ : เวลาทำงานของ รปภ ต้องทำวันหนึ่งไม่เกิน 8 ชั่วโมง แต่เนื่องจากงานรักษาความปลอดภัยเป็นงานบริการ นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงทำงานในวันหนึ่งกี่ชั่วโมงก็ได้ แต่เมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นต้องไม่เกินสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง 2. นายจ้างกำหนดให้ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง จะคำนวณค่าจ้างอย่างไร ? ตอบ : ตำแหน่ง รปภ กฎหมายกำหนดเวลาทำงานวันหนึ่งไม่เกิน 8 ชั่วโมง หากนายจ้างให้ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน นั้นคือ 4 ชั่วโมง 3. รปภ มีสิทธิได้ OT (ค่าล่วงเวลา) หรือไม่? ตอบ : “ไม่มีสิทธิ” เพราะตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม.65 (9) กฎกระทรวง กำหนดงานที่ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาและค่าล่วงเวลาในวันหยุด พ.ศ....