กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryกฎหมาย Archives - Page 36 of 42 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

ลูกจ้างได้รับทุนจากนายจ้าง แต่โดนเลิกจ้างก่อนครบกำหนดใช้ทุน ลูกจ้างยังคงต้องใช้ทุนให้แก่นายจ้างอยู่หรือไม่?

ลูกจ้างได้รับทุนจากนายจ้างแต่โดนเลิกจ้างก่อนครบกำหนดใช้ทุน ลูกจ้างยังคงต้องใช้ทุนให้แก่นายจ้างอยู่หรือไม่??? มีหลายๆบริษัทที่มีทุนให้ลูกจ้างไปศึกษาดูงาน/เรียนต่อเพิ่มเติม โดยมีเงื่อนไขว่า เมื่อกลับมาลูกจ้างยังคงต้องทำงานกับนายจ้างต่อไปอีก…ปี เพื่อใช้ทุนที่นายจ้างออกให้ ปัญหาคือ ถ้าสมมุติว่าลูกจ้างไม่ได้อยากลาออก แต่กลับถูกนายจ้างเลิกจ้างเอง กรณีแบบนี้ลูกจ้างยังคงต้องใช้ทุนให้แก่นายจ้างอยู่หรือไม่ เพราะไม่ใช่ความผิดของเรา กรณีนี้ต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1. สัญญาจ้างแรงงาน 2. สัญญารับทุน กรณีแรกก่อน คือ สัญญาจ้างแรงงาน กรณีเป็นสัญญาจ้างโดยไม่กำหนดระยะเวลา เมื่อไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ การจะเลิกสัญญาต่อกันย่อมเป็นสิทธิของทั้งสองฝ่าย แต่เมื่อนายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา จึงต้องปฎิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ก็คือการจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามอัตราที่กฎหมายกำหนด และเมื่อได้จ่ายเงินครบถ้วนแล้ว ความเป็นนายจ้าง-ลูกจ้าง ก็ยุตินับแต่วันเลิกจ้างมีผล ดังนั้น สัญญาฉบับนี้ จึงไม่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาตามสัญญารับทุน กรณีที่สอง คือ สัญญารับทุน เป็นข้อตกลงในการให้ทุนและให้ลูกจ้างกลับมาใช้ทุนโดยการทำงานกับนายจ้างตามระยะเวลาที่ตกลงกัน แต่เมื่อนายจ้างมาเลิกจ้างก่อน ถือว่าลูกจ้างไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่เป็นนายจ้างที่เป็นฝ่ายบอกเลิกจ้างและไม่ติดใจในเรื่องสัญญาตามกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ดังนั้น ลูกจ้างจึงไม่ต้องใช้ทุนตามกำหนดและไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับนายจ้าง อย่างไรก็ตาม ข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้นไม่สามารถปรับใช้ได้กับทุกกรณีไป หากข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป ข้อกฎหมายที่นำมาใช้ก็จะเปลี่ยนแปลงด้วย เช่น หากมีข้อเท็จจริงว่าลูกจ้างถูกเลิกจ้างตาม ม.119 พรบ.คุ้มครองแรงงานฯ กรณีเช่นนี้ผลก็จะเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน หากนายจ้างหรือลูกจ้างคนใดกำลังประสบปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้

“หมิ่นประมาท” คืออะไร ความผิดแบบไหนเข้าหมิ่นประมาณ

กลายเป็นคำติดปากไปแล้วกับการบอกว่า “เดี๋ยวจะฟ้องหมิ่นประมาท” ทั้งๆที่บางความผิดไม่เข้าองค์ประกอบของการหมิ่นประมาทด้วยซ้ำ วันนี้เลยจะนำมาแชร์ว่าความผิดหมิ่นประมาทต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ? “หมิ่นประมาท” คือ การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง -การใส่ความ ข้อความที่กล่าวแม้จะเกิดจากการตอบคำถามผู้อื่น ก็เป็นการใส่ความแล้ว ผิดฐานหมิ่นประมาทได้ -การใส่ความ ต้องเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง จะเป็นความจริงหรือความเท็จก็ได้ การกล่าวข้อความที่ได้รับบอกเล่ามา เป็นการยืนยันข้อเท็จจริง -สำหรับข้อความจะเป็นหมิ่นประมาทหรือไม่ ต้องพิจารณาตามความรู้ของวิญญูชนทั่วๆ ไป มิใช่ความรู้สึกของผู้ถูกดูหมิ่นแต่ฝ่ายเดียว -การแจ้งความเท็จว่ามีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น เพื่อแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษ นอกจากเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ ยังเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วย -การใส่ความนั้น ต้องมีการระบุตัวผู้อื่นที่ถูกใส่ความว่าเป็นใคร หรือเป็นที่เข้าใจได้ว่าหมายถึงบุคคลใด -ความผิดฐานหมิ่นประมาทต้องเป็นการเจตนาใส่ความต่อบุคคลที่สาม “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา “หมายถึง การกระทำใดๆ ที่ทำให้ข้อเท็จจริงนั้นแพร่หลายไปยังบุคคลภายนอกในลักษณะวงกว้าง และเป็นความผิดสำเร็จทันทีที่มีการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ หรือโพสต์ข้อความลงในเฟสบุ๊ค นั้น

แอบอัดเสียงไว้ก็ใช้เป็นพยานในชั้นศาลได้ !!

แอบอัดเสียงไว้ก็ใช้เป็นพยานในชั้นศาลได้!! หลายคนคงเคยได้ยิน หรือเข้าใจว่าการแอบบันทึกเทป บันทึกภาพเคลื่อนไหว หรือบันทึกเสียงในขณะที่มีการสนทนากัน โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้นั้น เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ และนำไปใช้ในศาลไม่ได้ แต่อีกหลายคนที่เคยขึ้นศาลกลับบอกว่าได้สิ!! ฉันก็เคยใช้มาก่อน!! ซึ่งเป็นประเด็นที่น่า สนใจว่าสรุป การแอบบันทึกเทปภาพเคลื่อนไหวในขณะที่มีการสนทนากัน สามารถใช้เป็นประเด็นในชั้นศาลได้หรือไม่ FINDMYLAWYER​ ขอไขข้อข้องใจแบบนี้ค่ะ กฎหมาย ป.วิ.อ. มาตรา 226​ กำหนดว่า ห้ามศาลรับฟัง การแอบบันทึกเทปหรือภาพเคลื่อนไหวในขณะที่มีการสนทนากันจริง!! แต่การห้ามดังกล่าว ห้ามนำมาใช้บังคับเฉพาะกรณีเจ้าพนักงานของรัฐที่แอบบันทึกเทป บันทึกภาพเคลื่อนไหว หรือบันทึกเสียงเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันมิให้เจ้าพนักงานของรัฐใช้วิธีการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบนั่นเอง ( แต่ก็มีข้อยกเว้นนะ ต่อให้เจ้าหน้าที่รัฐแอบบันทึกเทปบันทึกภาพเคลื่อนไหวจริง แต่หากศาลมองว่า หลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสีย ก็สามารถนำหลักฐานมาใช้ได้)​ ส่วนที่ประชาชนแอบบันทึกภาพ บันทึกภาพเคลื่อนไหวและเสียง หรือบันทึกเสียงอย่างเดียว ประชาชนยังสามารถนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลได้ ไม่ถือว่าเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยไม่ชอบ ติดต่องาน Info@legalclinic.co.th #Findmylawyer #แอบอัดเสียง #อัดเสียง #พยาน

นายจ้างจ่ายเงินค่าจ้างเกิน ลูกจ้างต้องคืนไหม ?

นายจ้างจ่ายเงินค่าจ้างเกิน ลูกจ้างต้องคืนไหม ? เอ๊ะ! ทำไมเดือนนี้ได้เงินเดือนเยอะกว่าปกติ !!! ในกรณีที่นายจ้าง หรือ HR ซึ่งมีหน้าที่คำนวนจ่ายเงินเดือนให้ลูกจ้าง คำนวนผิดพลาด เข้าใจผิดหลงโอนเงินเดือนมาให้เกิน ลูกจ้างก็ต้องคืนให้แก่นายจ้าง!!! จะยึดไว้โดนอ้างว่าเป็นความผิดของนายจ้างหรือ HR ที่ต้องรับผิดชอบเองไม่ได้ !!! กรณีนี้ถือว่าเป็น ”ลาภมิควรได้” ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่เจ้าของ คือ นายจ้าง ดังนั้น ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับเงินส่วนที่จ่ายเกินสิทธิจำนวนดังกล่าว หากลูกจ้างไม่ยอมคืน นายจ้างสามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ เนื่องจากถือว่าทราบข้อเท็จจริงมาโดยตลอดแต่ไม่ยอมคืนเงินแก่นายจ้างอาจเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ หรือสามารถฟ้องศาลแรงงานเรียกเงินค่าจ้างจำนวนที่จ่ายเกินคืนได้และต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่รู้ว่ามีสิทธิเรียกเงินคืนด้วยนะ ฎีกาที่ 5442-5468/2548 เงินบำเหน็จในส่วนต่างที่นายจ้างจ่ายเกินไปอันเกิดจากการคำนวณตามระเบียบว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ.2536 ที่ลูกจ้างทั้งยี่สิบหกและนาย จ.ได้รับจากนายจ้าง ย่อมเป็นการได้ไปซึ่งทรัพย์เพราะการที่นายจ้างกระทำเพื่อชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างตามกฎหมายได้ และเป็นทางให้นายจ้างเสียเปรียบจึงเป็นลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ดังนั้น อายุความในการฟ้องเรียกคืนบำเหน็จที่นายจ้างจ่ายเกินไปและจะต้องคืนกันเป็นจำนวนเท่าใดย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติในเรื่องลาภมิควรได้ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมา กรณีมิใช้ลูกจ้างทั้งยี่สิบหกและนาย จ.ได้ยึดถือเงินบำเหน็จส่วนที่เกินไว้โดยไม่มีสิทธิอันจะทำให้นายจ้างสามารถติดตามเอาคืนได้ทั้งหมดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336

นายจ้างต้องรู้ !! การเลิกจ้างลูกจ้างทดลองงาน ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่ ?

นายจ้างต้องรู้ !!!!! การเลิกจ้างลูกจ้างทดลองงาน ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่ ? โดยปกติในสัญญาจ้างทั่วไปจะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการทดลองงานเป็นระยะเวลา 120 วัน ลูกจ้างทดลองงานก็ถือเป็นลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งหากทำงานครบ 120 วัน (ถึง 1 ปี) จะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 30 วัน กรณีถูกเลิกจ้าง ซึ่งหากลูกจ้างทดลองงานทำงานไม่ถึง 120 วัน ก็จะไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย นายจ้างต้องการเลิกจ้างลูกจ้างทดลองงานโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ต้องทำอย่างไร ตอบ : หากนายจ้างประเมินแล้วว่าลูกจ้างทดลองงานไม่ผ่านทดลองงาน นายจ้างต้องบอกกล่าวการเลิกจ้างต่อลูกจ้างทดลองงานก่อนที่จะครบกำหนดระยะเวลา 120 วัน แต่อย่างไรก็ดีนายจ้างควรที่จะบอกกล่าวการเลิกจ้างก่อนอย่างน้อย 1 เดือนก่อนครบกำหนดระยะเวลาทดลองงาน มิฉะนั้นนายจ้างจะต้องจ่ายค่าเสียหายจากการไม่บอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าตกใจ) ให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเงินเท่ากับค่าจ้างในอัตราที่ลูกจ้างได้รับอยู่อัตราสุดท้ายด้วย

พนักงานลักขโมยทรัพย์สินบริษัทฯ แต่บริษัทฯ ยังไม่อยากเลิกจ้างเพราะสงสาร บริษัทฯ จะเตือนพนักงานก่อนเพื่อให้โอกาสปรับปรุงตนเอง แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นแล้วค่อยเลิกจ้าง แบบนี้ทำได้ไหม???

พนักงานลักขโมยทรัพย์สินบริษัทฯ แต่บริษัทฯ ยังไม่อยากเลิกจ้างเพราะสงสาร บริษัทฯ จะเตือนพนักงานก่อนเพื่อให้โอกาสปรับปรุงตนเอง แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นแล้วค่อยเลิกจ้าง แบบนี้ทำได้ไหม??? เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ได้ยินบ่อยๆ จากเหล่า HR ว่า กรณีมีลูกจ้างขโมยทรัพย์สินบริษัทฯ เแต่ยังไม่อยากเลิกจ้างเลยเพราะสงสาร ไม่อยากตัดอนาคตลูกจ้าง เลยอยากลองให้โอกาสพนักงานก่อน ขอเตือนไว้ก่อนได้ไหมแล้วถ้าไม่ดีขึ้นค่อยมาเลิกจ้างโดยอ้างเหตุนี้ทีหลังได้ไหม??? การลักทรัพย์ถือเป็นความผิดอาญาตามมาตรา 334 ประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงการลักทรัพย์นายจ้างเป็นเหตุฉกรรจ์ที่ทำให้ผู้กระทำความผิดต้องได้รับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 335 (11) ดังนั้นการลักทรัพย์จึงถือเป็นความผิดร้ายแรง นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 (4) พรบ.คุ้มครองแรงงานฯ อย่างไรก็ตาม หากนายจ้างตัดสินใจว่าจะไม่เลิกจ้างในความผิดลักทรัพย์นั้นและอยากจะเตือนเพื่อคาดโทษไว้ก่อน จำไว้ให้ดีว่า กรณีแบบนี้บริษัทฯ จะมาเลิกจ้างเค้าทีหลังโดยอ้างเหตุลักขโมยไม่ได้เด็ดขาด!!! เพราะถือว่าบริษัทฯ ไม่ติดใจเอาเรื่องตั้งแต่แรกแล้ว นอกจากการเลิกจ้างแล้ว บริษัทฯ ยังสามารถแจ้งความเพื่อดำเนินคดีอาญากับพนักงานที่ลักทรัพย์ได้ด้วยนะคะ โดยการดำเนินคดีอาญาก็เพื่อให้พนักงานที่กระทำความผิดได้รับโทษตามกฎหมายอาญา เช่น โทษจำคุก หรือปรับ เป็นต้น อีกทั้งบริษัทฯ ยังสามารถเรียกร้องให้พนักงานชดใช้เงินค่าทรัพย์สินคืนให้แก่บริษัทฯ ได้ด้วยเช่นกัน สรุปได้ว่า เมื่อมีการลักทรัพย์เกิดขึ้น สิ่งที่บริษัทฯ จะต้องดำเนินการมี 3 ส่วน คือ 1. เลิกจ้างพนักงานตามกฎหมายแรงงาน 2....

เพื่อนยืมเงินไปแล้วไม่คืน ไปแจ้งความตำรวจก็ไม่รับแจ้งความ แบบนี้ทำยังไงดี??

เพื่อนยืมเงินไปแล้วไม่คืน ไปแจ้งความตำรวจก็ไม่รับแจ้งความแบบนี้ทำยังไงดี?? หลายๆคนอาจจะยังเข้าใจผิดกันอยู่ ว่าให้ยืมเงินแล้วพอลูกหนี้ไม่คืนนั้นเราจะสามารถไปแจ้งความให้ตำรวจดำเนินคดีได้ แต่เนื่องจากนิติกรรมสัญญาการกู้ยืม เป็นการตกลงระหว่างคู่สัญญาในทางแพ่ง โดยหลักกฎหมายแพ่งแล้วคู่สัญญาจะตกลงกันอย่างไรก็ได้เท่าที่ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นคดีแพ่ง คือ การโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลและทรัพย์สิน โดยมุ่งหมายให้จำเลยชำระเงิน ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิฟ้องร้องทางศาลเอง (ในกรณีนี้จะเป็นการให้ยืมเงินกันเอง ไม่ใช่ในกรณีเจ้าหนี้นอกระบบ หรือ สถาบันการเงิน) ทั้งนี้ การฟ้องร้องคดีกู้ยืมเงิน ต้องมีหลักฐาน โดยทนายฝ้ายได้เคยอธิบายเกี่ยวกับสัญญากู้ยืมเงินไปแล้วในโพสก่อน แต่จะมาขอเน้น ในส่วนของหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ การตกลงขอยืมกันผ่านทางไลน์ ทางแชท หรือทางอีเมล์ ที่มีการพูดโต้ตอบกัน มีการโอนเงินไปให้ ก็สามารถถือเป็นหลักฐาน ในการกู้ยืมเงินฟ้องร้องได้ เพราะถือว่าเป็นการลงมือชื่อทางอิเล็กทรอนิกส์เรียบร้อยแล้ว โดยมีข้อความครบถ้วนว่า ยืมเงินเป็นจำนวนเท่าใด จะใช้คืนเมื่อไหร่ ก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นหลักฐานการกู้ยืม โดยกฎหมายให้ถือเอาชื่อ Facebook เป็นการลงลายมือชื่อของผู้ยืมด้วย โดยนำพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาใช้บังคับค่ะ

รถหายในระหว่างผ่อน ไม่ต้องส่งต่อ!!

รถหายในระหว่างผ่อน ไม่ต้องส่งต่อ!! คงเป็นปัญหาที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองใช่มั้ยคะ เพราะกว่าจะดาวน์รถกว่าจะผ่อนมาแต่ละงวดเลือดตาแทบกระเด็นเลยทีเดียว แต่เรื่องแบบนี้ก็เกิดขึ้นมานับครั้งไม่ถ้วนไม่ว่าจะเป็นการโจรกรรมหรือความประมาทของเจ้าของรถเอง และขอเรื่องดังกล่าวเคยเกิดขึ้น วันนี้จึงหยิบยกข้อกฎหมายมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับ กรณีที่รถหายในระหว่างผ่อน ว่าเรายังมีสิทธิหน้าที่อย่างไร ถ้าการสูญหายนั้น ไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้เช่าซื้อ เมื่อทรัพย์สินที่เช่าซื้อสูญหาย สัญญาเช่าซื้อย่อมระงับไป ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิดชอบในการชำระค่าเช่าซื้ออีกต่อไป​ พูดง่ายๆก็คือ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้ประมาทแต่ยังหายอีกก็ไม่ต้องผ่อนต่อ (ฎีกา2772 / 2560) แต่อีกในกรณีหนึ่งตรงข้ามกันเลย คือการสูญหายหรือถูกโจรกรรม เกิดจากความประมาทเลินเล่อของเจ้าของรถเอง​ เข่น สตาทรถทิ้งไว้ แล้วลงไปซื้อของ กรณีแบบนี้ประมาทความเลินเล่อของเจ้าของรถเอง ผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยต่อเจ้าของรถแต่อย่างใด (ฎีกา1305/2559) อ่านมาถึงตรงนี้ นอกจากจะมีข้อกฎหมายให้เพื่อนๆได้อัพเดทแล้วก็อยากให้ระมัดระวังในการใช้ชีวิตกันให้มากขึ้นด้วยนะคะ ติดต่องาน Info@legalclinic.co.th #Findmylawyer

แสดงความเห็นยังไงไม่ให้ถูกฟ้องหมิ่นประมาท ในปัจจุบันมีตัวอย่างให้เห็นมากมายกับการคอมเม้นต์แสดงความคิดเห็น บางคนก็ไปว่าให้เขาเสียหายทั้งทั้งที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง ว่ากันสนุกปาก บางคนก็ถูกฟ้องมาแล้วก็เข็ดหลาบแต่บางคนมันก็อดไม่ได้จริงๆ จึงเกิดเป็นข้อสงสัยมาว่าเราต้องคอมเม้นต์แบบไหนล่ะถึงจะไม่เข้าข่ายหมิ่นประมาท โพสต์นี้มีคำตอบมาลองอ่านนะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต (1) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม (2) ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ (3) ติชม ด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือ (4) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรม เรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3546/2558 ข่าวเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและมีการออกโฉนดที่ดินทับซ้อนพื้นที่สวนป่าเป็นข่าวที่สังคมให้ความสนใจเพราะมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของทุกคนในสังคม และข้อเท็จจริงตามที่จำเลยที่ 1 นำมาตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของตนเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการสืบสวนและสอบสวนของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมถึงเจ้าพนักงานตำรวจ เมื่อจำเลยทั้งสองในฐานะสื่อมวลชนมีหน้าที่เสนอข่าวสารที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองให้ประชาชนทราบโดยเสนอข้อมูลไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามที่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องสืบสวนและสอบสวนได้ความ หาใช่เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองสร้างขึ้นมาเองไม่ แม้ข้อความบางส่วนอาจทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดด้วยอันเป็นการใส่ความโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย โดยที่โจทก์ยังมิได้ถูกเรียกไปแจ้งข้อกล่าวหาหรือดำเนินคดี แต่การดำเนินคดีก็เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการได้ภายในกำหนดอายุความ อีกทั้งการนำเสนอข่าวสารเชิงวิเคราะห์ของจำเลยทั้งสอง ก็เป็นการติชมวิพากษ์วิจารณ์ และแสดงความคิดเห็นไปตามข้อเท็จจริงที่ได้ความมาจากการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องโดยสุจริตและติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ดังนั้นจำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 329 (3) จากคำพิพากษาศาลฎีกา แม้จะเห็นได้ว่าการเผยแพร่ข้อความใดๆ โดยสุจริตตามมาตรา 329 จะไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทก็ตาม แต่ก็ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายหรือผู้ที่ถูกกระทบกระเทือนสิทธิจากการเผยแพร่ข้อความดังกล่าวดำเนินการตามกฎหมาย...

แม่เคยยกที่ดินให้ เมื่อลูกอกตัญญู แม่ขอถอนการให้ได้!!

แม่เคยยกที่ดินให้ เมื่อลูกอกตัญญู แม่ขอถอนการให้ได้!! วันนี้ช่วง 6 โมงเช้ามีสายของ สหายต่างวัยท่านหนึ่งโทรมาปรึกษาข้อกฎหมาย ก่อนที่จะสอบถามว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง แน่นอนว่าต้องบ่นก่อนอยู่แล้ว เพราะว่ามีเรื่องด่วนอะไรถึงต้องโทรมาปรึกษาในยามเช้าขนาดนี้ แต่เมื่อได้ฟังที่มาที่ไปก็เข้าใจว่าทำไมเขาทุกข์ใจ เรื่องราวมีว่า เขามอบที่ดินให้ลูกชาย ยกให้ (ไม่ใช่พินัยกรรมนะ เค้ายังไม่ตาย) ให้ตอนมีชีวิต ต่อมาลูกชายมีภรรยา และภรรยามองว่าอยากมีแค่ พ่อ แม่ ลูก เลยขอให้ตัวพี่ที่มาปรึกษา ซึ่งเป็นแม่ ออกจากที่ดังกล่าว ซึ่งแม่ก็บอกว่าถ้าออกไปก็ไม่มีที่อยู่ พอไม่ออกก็ไม่หยิบยื่นข้าว น้ำ กรณีแบบนี้ พี่เขาจะทำไงได้บ้าง?? ฟังจบสาย ก่อนเข้าข้อกฎหมายอยากจะขอด่าก่อน แต่การด่าไม่ใช่กิจของทนายอ่ะเนอะ เลยเล่าข้อกฎหมายให้ฟังไป แบบนี้ การยกที่ดินให้ ไปไปโอนมาแล้ว จะถอนการให้ไม่ได้ เว้นแต่เหตุผู้รับเนรคุณ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 531 (เหตุเนรคุณ มีดังนี้) (1) ถ้าผู้รับได้ประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดฐานอาญาอย่างร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายลักษณะอาญา หรือ(2) ถ้าผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง หรือ(3) ถ้าผู้รับได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้และผู้รับยังสามารถจะให้ได้” แต่ใช่ว่าจะเรียกคืนได้ทุกกรณี การให้ที่ไม่สามารถที่จะฟ้องขอเพิกถอนคืนการให้ เพราะเหตุเนรคุณ ได้แก่ 1 เมื่อผู้ให้ได้ให้อภัยผู้รับในเหตุประพฤติเนรคุณแล้ว 2 เมื่อผู้ให้ถึงแก่ความตาย โดยไม่ได้ฟ้องคดีไว้ ทายาทจะฟ้องเองไม่ได้ 3 ให้ตอบแทนการทำงาน...