กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryกฎหมาย Archives - Page 34 of 44 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

กำหนดหลักการ “ลา” ของลูกจ้าง

กำหนดหลักการลาของลูกจ้าง 1. ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้ตามจริง โดยได้รับค่าจ้างตามปกติไม่เกิน 30 วันต่อปี 2. หากการลาป่วยนั้นเกินกว่า 3 วันนายจ้างมีสิทธิขอดูใบรับรองแพทย์จากลูกจ้าง หากลูกจ้างไม่สามารถแสดงใบรับรองแพทย์ได้ ลูกจ้างสามารถแจ้งเป็นกรณีไป 3. ลูกจ้างที่ตั้งครรภ์สามารถลาคลอดได้ไม่เกิน 98 วัน โดยได้รับค่าจ้างตามปกติ 45 วันและจากรับจากประกันสังคมอีก 45 วัน 4. ลูกจ้างมีสิทธิทำหมันและหยุดทำงานได้ตามคำวินิจฉัยของแพทย์ โดยได้รับค่าจ้างตามปกติ 5. ลูกจ้างสามารถลากิจ เพื่อกิจธุระอันจำเป็น โดยได้รับค่าจ้างตามปกติ 6. ลูกจ้างที่แจ้งลาเพื่อรับราชการทหาร ไม่เกินปีละ 60 วัน โดยได้รับค่าจ้างตามปกติ 7. ลูกจ้างที่แจ้งลาเพื่อฝึกอบรม สามารถทำได้ โดยการจ่ายค่าจ้างจะเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด

ค่าล่วงเวลา คิดจากอะไร ?

ค่าล่วงเวลา : ลูกจ้างที่ทำงานในช่วงเวลาทำงานในวันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 17.30 / 18.00 น. (เวลาหลังเลิกงานที่แต่ละบริษัทกำหนด) เป็นต้นไป จะได้รับค่าจ้างจำนวน 1.5 เท่าของค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง ค่าทำงานในวันหยุด : ลูกจ้างที่ทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ 0-8 ชั่วโมงแรก (ไม่รวมเวลาพัก 1 ชั่วโมง) จะได้รับค่าจ้างจำนวน 1 เท่าของค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง ค่าล่วงเวลาในวันหยุด : ลูกจ้างที่ทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่ชั่วโมงที่ 9 เป็นต้นไป (ไม่รวมเวลาพัก 1 ชั่วโมง) จะได้รับค่าจ้างจำนวน 3 เท่าของค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง

บอกว่าจะจ้างแต่ไม่จ้าง ลาออกจากที่เก่ามาแล้วด้วย ฟ้องได้ไหม??

บอกว่าจะจ้างแต่ไม่จ้าง ลาออกจากที่เก่ามาแล้วด้วย ฟ้องได้ไหม?? ตอบไวไวเลยว่า”ได้ค่ะ” แต่ก่อนก็ไปขยายความว่าฟ้องได้ด้วยฐานอะไรอย่างไร ต้องขอถามฝั่งตัวแทนนายจ้างก่อนว่าเป็นอะไรหรอ บทจะเรียกมาสัมภาษณ์รับเข้าทำงาน ก็ตกลงรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะบทจะไม่เอาแล้วปฏิเสธเฉยเฉยแถมยังมาบอกว่าน้องก็ไม่ได้เสียหายอะไร รีบกลับไปคุยกับที่เก่าสิเผื่อเค้ายังไม่ได้คนใหม่มาแทน…แหม่ ใจเขาใจเราหน่อยเถอะค่ะ พูดอะไรนึกถึงว่าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเองจะทำอย่างไร ส่วนลูกจ้างท่านใดที่โดนแบบนี้สามารถฟ้องได้โดย การที่ลูกจ้างจะฟ้องนั้น ต้องบรรยายเกี่ยวกับความเสียหายไว้โดยแจ้งชัดในสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสอง ประกอบพรบ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน มาตรา 31 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรียกเท่าไหร่ก็ได้นะคะศาลจะเป็นคนใช้ดุลพินิจซึ่งใช้ดุลพินิจจากอะไรก็มาจากเอกสารหลักฐานต่างๆที่แสดงให้ศาลเห็นถึงความเสียหายของลูกจ้างค่ะ

บริษัทแบ่งจ่ายโบนัส 2 รอบ ลาออกก่อนกำหนด จ่ายรอบ 2 ก็หมดสิทธิได้

บริษัทแบ่งจ่ายโบนัส 2 รอบ ลาออกก่อนกำหนด จ่ายรอบ 2 ก็หมดสิทธิได้ ก่อนอื่นมาดูที่หลักก่อน ว่าเรามีสิทธิได้รับโบนัสอย่างไร “ เงินโบนัสต้องมีสภาพการเป็นพนักงานจนถึงวันกำหนดจ่าย” ดังนั้นหากออกก่อนจึงไม่มีสิทธิได้รับ บางคนอ่านแล้วร้อง อ้าววว!! ทำไมละ ก็ตอนที่ประเมิน ฉันก็ทำงานมาให้อย่างดีเลยตลอดนะแต่ในเมื่องวดแรกจ่ายให้แล้วงวดที่สองแม้ฉันจะลาออกไปแล้วก็ควรจะต้องจ่ายสิเพราะเป็นการประเมินตามผลการทำงานของปีที่ผ่านมา ใครที่คิดแบบนี้ในใจอยู่เรามาคิดอีกมุมนึงนะ ก็จริงอยู่ที่การประเมินเพื่อจ่ายโบนัสเป็นการประเมินผลการทำงานจากการปฎิบัติงานในปีที่ผ่านมาแต่ก็ต้องอย่าลืมว่าเจตนารมย์ของการจ่ายโบนัสคือการจ่ายให้พนักงานที่ยังทำงานกับบริษัทให้พนักงานได้มีขวัญและกำลังใจในการทำงานกับบริษัทต่อไปดังนั้นเมื่อพนักงานลาออกไปก่อนถึงกำหนดการจ่ายโบนัสจึงไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินโบนัส ในคดีนึงมีการนำขึ้นสู่ศาลในกรณีที่ว่าบริษัทแบ่งกันจ่ายโบนัสออกเป็นหกงวดพนักงานได้รับไปแล้วห้างวดแต่ละงวดที่หกพนักงานลาออกก่อนถึงกำหนดการจ่ายจึงเป็นประเด็นโต้แย้งว่าพนักงานจะได้โบนัสหรือไม่ซึ่งตรงนี้ศาลฎีกาได้พิจารณาจากข้อบังคับของบริษัทและมีคำพิพากษาว่า บริษัทไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสให้กับพนักงาน เพราะพนักงานพ้นสภาพการเป็นพนักงาน ก่อนถึงกำหนดงวดจ่ายโบนัส ทำให้พนักงานไม่มีสิทธิรับเงินโบนัส อ้างอิงข้อมูล : คำพิพากษาฎีกาที่ 15187/56

การปฐมนิเทศ สิ่งที่ควรแจ้งให้พนักงานใหม่ทราบ

การปฐมนิเทศ เป็นหลักสูตรที่จัดขึ้นสำหรับพนักงานที่เข้างานใหม่กับองค์กร โดยมีวัตถุประสงค์ให้พนักงานรู้จักองค์กรมากขึ้น สามารถปรับตัวให้เข้ากับองค์กรได้ง่ายและเร็วมากขึ้น พร้อมที่จะทำงานให้กับองค์กร สิ่งที่ควรแจ้งแก่พนักงานใหม่ ได้แก่ 1.ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับองค์กร หรือความรู้เกี่ยวกับสิทธิ์ต่าง ๆที่พนักงานได้รับ เช่น ประวัติองค์กร การเข้างาน หรือแบบฟอร์มต่าง ๆ เงินเดือนและสวัสดิการ การคำนวณค่าล่วงเวลา กฎระเบียบและวินัย สิทธิ์การลา เวลาทำงาน เวลาพัก ฯลฯ เป็นต้น 2.ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐาน หรือระบบที่องค์กรได้รับการรับรอง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับระบบหรือมาตรฐานของแต่ละองค์กรที่ได้รับการรับรอง เช่น องค์กรได้รับการรับรองระบบ ISO ซึ่งมีข้อกำหนดในการอบรม พนักงานในความรู้ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น 3.ความรู้ที่กฎหมายกำหนด เช่น เรื่องการอบรมลูกจ้างตาม พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการอบรมให้ความรู้ด้านความปลอดภัยในการทำงานแก่ลูกจ้างทุกคนเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นสำหรับสถานประกอบกิจการทุกแห่งเนื่องจากเป็นกิจกรรมที่ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดเนื่องจากการทำงานและเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ลูกจ้างได้รับบาดเจ็บ สูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ หรือเกิดการเจ็บป่วยจากโรคจากการทำงาน เป็นต้น 4. Basic Technical SKill การให้ความสำคัญกับการปูพื้นฐานความรู้เรื่อง Basic Technical Skill ให้กับพนักงานใหม่ก่อนส่งพนักงานให้หน่วยงานต้นสังกัด ทั้งนี้ช่วยให้หน่วยงานต้นสังกัดไม่ต้องเสียเวลาในการปูความรู้พื้นฐานทางเทคนิคให้พนักงานใหม่สามารถเข้าใจถึงกระบวนการทำงานได้เลย 5.ความรู้ หรือสิ่งที่องค์กรต้องการเน้นย้ำ เช่น...

กรณีที่นายจ้างกำหนดการเกษียณอายุไว้ แล้วลูกจ้างยังไม่ใช้สิทธิเกษียณ ยังทำงานต่อไปเรื่อย ๆ แบบนี้ยังได้ค่าชดเชยหรือไม่ ?

“ กรณีที่นายจ้างกำหนดการเกษียณอายุไว้ แล้วลูกจ้างยังไม่ใช้สิทธิเกษียณ ยังทำงานต่อไปเรื่อย ๆ แบบนี้ยังได้ค่าชดเชยหรือไม่ ??” คำตอบ คือ นายจ้างยังคงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างคะ แต่ตอบสั้นไปเดี๋ยวจะคาใจ ดังนั้นขอขยายความนิดนึง เพราะเมื่อครบกำหนดอายุเกษียณแต่นายจ้างยังคงให้ลูกจ้างทำงานต่อไป ถือเป็นการที่นายจ้าง ตกลงขยายระยะเวลาการเกษียณอายุออกไป ไม่ใช่เป็นการสละสิทธิการเกษียณอายุ ซึ่งมีแนวคำพิพากษาของศาล ตัดสินไว้ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1617/2547 : ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้าง กำหนดให้พนักงานพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเมื่อเกษียณอายุเมื่อพนักงานมีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ ยกเว้นกรณีนายจ้างอนุมัติต่ออายุการจ้างแรงงานก่อนการเกษียณอายุ และพนักงานที่เกษียณอายุมีสิทธิได้รับค่าชดเชย การที่นายจ้างอนุมัติให้ลูกจ้างทำงานภายหลังจากมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว โดยมิได้จ่ายค่าชดเชยตามสิทธิให้แก่ลูกจ้างในขณะนั้น นอกจากจะเป็นการต่ออายุสัญญาจ้างแรงงานแล้ว ยังเป็นการตกลงขยายระยะเวลาการเกษียณอายุสำหรับลูกจ้างต่อไปด้วย มิใช่เป็นการสละสิทธิการเกษียณอายุ ต่อมาเมื่อ ลูกจ้างขอใช้สิทธิเกษียณอายุและนายจ้างอนุมัติ นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง สำหรับการเกษียณอายุ นั้น หากนายจ้างกำหนดข้อบังคับเรื่องหลักเกณฑ์การเกษียณอายุไว้อย่างไรก็บังคับไปตามนั้น แต่ถ้าบริษัทไม่กำหนดหลักเกณฑ์การเกษียณอายุไว้หรือกำหนดการเกษียณอายุไว้เกินกว่า 60 ปี กฎหมายก็กำหนดไว้ว่า ลูกจ้างที่มีอายุเกินกว่า 60 ปี มีสิทธิแสดงเจตนาขอเกษียณอายุได้ และนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้าง ด้วยรักและนิ้วล็อก

เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องตักเตือนเป็นหนังสือ

เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องตักเตือนเป็นหนังสือ ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้สิทธินายจ้างที่จะเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุขาดสมรรถภาพ โดยมีสาระว่า “ในกรณีที่พนักงานไม่สามารถจะปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานของบริษัทโดยที่บริษัทได้ให้การอบรม หรือฝึกสอนแล้วก็ตาม หรือจากการขาดงานบ่อย ๆ หรือจากการขาดความรับผิดชอบ ไม่สนใจในงาน หรือได้รับการประเมินต่ำจากผู้บังคับบัญชาหลายครั้งและบริษัทได้ตักเตือนเป็นหนังสือหรือลงโทษอย่างอื่นมาแล้ว” จากการประเมินผลงานของลูกจ้างหลายครั้ง ผลงานของลูกจ้างก็ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำและยังไม่ได้มาตรฐานของนายจ้าง อันเป็นกรณีลูกจ้างไม่สามารถปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานได้ นายจ้างจึงมีสิทธิเลิกจ้างได้โดยไม่จำต้องตักเตือนเป็นหนังสือหรือลงโทษอย่างอื่นมาก่อน การที่นายจ้างเลิกจ้างแม้จะไม่ได้ตักเตือนเป็นหนังสือหรือลงโทษลูกจ้างมาก่อนจึงชอบด้วยข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแล้ว และมีเหตุผลสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างได้ จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7096/2550)

จ้างก่อสร้างบ้าน แต่ไม่ได้ทำสัญญาไว้ เจ้าของบ้านจะฟ้องได้หรือไม่ ?

จ้างก่อสร้างบ้าน แต่ไม่ได้ทำสัญญาไว้ เจ้าของบ้านจะฟ้องได้หรือไม่ ? สัญญาจ้างรับเหมาก่อสร้าง ถือเป็นสัญญาจ้างทำของประเภทหนึ่งตามกฎหมาย ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 587 บัญญัติว่า “อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงรับจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น” จะเห็นได้ว่ากฎหมายไม่ได้กำหนดเกี่ยวกับรูปแบบการทำสัญญาจ้างทำของเอาไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นสัญญาจ้างรับเหมาก่อสร้างซึ่งถือเป็นสัญญาจ้างทำของอย่างหนึ่งจึงไม่จำต้องทำเป็นหนังสือ ก็สามารถฟ้องร้องกันได้ แต่อย่างไรก็ดีเพื่อความชัดเจนในการปฏิบัติตามสัญญาและการดำเนินกระบวนการเกี่ยวกับการฟ้องร้อง แม้กฎหมายไม่ได้บังคับให้ทำเป็นหนังสือสัญญา ทางเพจก็ขอแนะนำให้คู่สัญญาทำสัญญาเป็นหนังสือต่อกันไว้จะดีที่สุด

เจ้าหนี้สามารถยึด หรืออายัดทรัพย์สินอะไรได้บ้าง ?

เจ้าหนี้สามารถยึด หรืออายัดทรัพย์สินอะไรได้บ้าง ??? ตามที่โพสต์ก่อนได้อธิบายขั้นตอนเริ่มต้นตั้งเรื่องยึดทรัพย์บังคับคดีของเจ้าหนี้แล้ว เจ้าหนี้ยังมีหน้าที่ต้องนำสืบทรัพย์ ว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินอะไรบ้างและอยู่ที่ไหน ทำงานอยู่ที่ไหน หากเจอก็จะส่งเอกสารที่จะดำเนินการยึดทรัพย์ให้เจ้าพนักงานพิจารณาคำขอยึดทรัพย์ โดยจะมีเพียงเจ้าพนักงานของกรมบังคับคดีเท่านั้น ที่เป็นผู้ที่มีหน้าที่เข้ามายึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ไป เมื่อเจ้าหนี้มีหน้าที่นำสืบทรัพย์ควรจะทราบว่ามีทรัพย์สินอะไรบ้างที่เจ้าหนี้สามารถยึดหรืออายัดได้ เพราะเจ้าหนี้ไม่สามารถยึดทรัพย์ของลูกหนี้ได้ทุกอย่าง ดังนั้น ควรต้องทราบว่ามีอะไรบ้างที่เจ้าหนี้สามารถยึดได้โดยชอบธรรม หรืออะไรบ้างที่หากยึดไปแล้วผิดกฎหมาย ทรัพย์สินที่สามารถยึดได้ – ของมีค่า เครื่องประดับทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น เพชร พลอย นาฬิกา และของสะสมที่มีมูลค่า – บ้าน ที่ดิน และถึงแม้ว่าจะยังติดจำนองอยู่ก็สามารถที่จะยึดได้เช่นกัน – รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของลูกหนี้ และไม่ได้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพ – เงินในบัญชีเงินฝาก หรือเงินปันผลจากการลงทุน – ทรัพย์สินที่เป็นการลงทุน อาทิ หุ้น ทองคำ ตราสารหนี้ หรือกองทุน – เงินเดือนจากการทำงานของลูกหนี้ที่เป็นพนักงานบริษัทเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ แต่ต้องมีรายได้เกินกว่า 20,000 บาท ต่อเดือน ถึงจะยึดได้ เห็นไหม!! ระวังนะ อย่าไปยึดคคุณลูกหนี้ที่รักสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้นะ เตือนแล้วนะ!!!

ข้อแตกต่างระหว่างการจ้างแรงงานและการจ้างทำของ

ข้อแตกต่างระหว่างการจ้างแรงงานและการจ้างทำของ 1. การจ้างทำของ – จะมีความมุ่งหวังที่ผลสำเร็จของงานนั้นเป็นสำคัญ กล่าวคือ ผู้รับจ้างจะมีอิสระในการดำเนินการงานที่จ้างให้สำเร็จลุล่วง ตามลักษณะ แบบ คุณสมบัติ เวลา และมาตรฐานที่ผู้ว่าจ้างกำหนด และในการคิดคำนวณค่าตอบแทนมักใช้ผลสำเร็จของงานที่ตกลงกันเป็นตัวแปรในการพิจารณาค่าตอบแทนของผู้รับจ้าง 2. จ้างแรงงาน – ผู้ว่าจ้างจะมีอำนาจการบังคับบัญชาเด็ดขาดเหนือผู้รับจ้าง กล่าวคือ ผู้ว่าจ้างอาจมอบหมายงานอย่างอื่นให้ผู้รับจ้าง เปลี่ยนแปลงขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้รับจ้างได้ มีอำนาจตักเตือนลงโทษทางวินัย การกำหนดให้ผู้รับจ้างเข้าทำงานตามวันเวลาที่ผู้ว่าจ้างกำหนด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1468/2562 จำเลยจ่ายค่าจ้างโจทก์เป็นรายเดือนมีจำนวนแน่นอนเท่ากันทุกเดือน มีลักษณะเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน ไม่ได้คำนึงถึงผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญ และจ่ายให้ตลอดระยะเวลาที่โจทก์ทำงาน ทั้งโจทก์ได้รับสิทธิ สวัสดิการต่างๆ เหมือนพนักงานลูกจ้างคนอื่นของจำเลย โจทก์ปฏิบัติงานไม่เป็นอิสระแต่ต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของจำเลย จำเลยมีอำนาจสั่งให้โจทก์ไปทำงานที่โครงการอื่นของจำเลยได้ แม้ไม่ปรากฎว่าโจทก์ต้องปฏิบัติตามระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างเคร่งครัด แต่การที่จำเลยจะหยุดงานต้องแจ้งให้คณะกรรมการของจำเลยทราบก่อนโจทก์จึงไม่ได้มีอิสระในการทำงาน สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575