กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryกฎหมาย Archives - Page 10 of 42 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

ด่าคนอื่นลงในกรุ๊ปไลน์ ผิดหมิ่นประมาท !!!

ด่าคนอื่นลงในกรุ๊ปไลน์ ผิดหมิ่นประมาท!!! การหมิ่นประมาท คือ การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่ 3 โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 โดยหลักเกณฑ์ คือ หากเราพิมพ์ต่อว่า กล่าวหา นินทาผู้อื่น พูดถึงในทางที่เสียหาย ทำเรื่องไม่ดี เช่น เป็นหนี้ เป็นชู้ เป็นคนโกง ลงในกรุ๊ปไลน์ที่มีบุคคลอื่นๆ อีกหลายคนเป็นบุคคลที่สามอยู่ในกรุ๊ปด้วย แม้ว่าข้อความที่เราพิมพ์ลงไปจะเป็นการกล่าวหาซึ่งไม่ใช่คำหยาบคาย ที่ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม และการกล่าวหานั้นต้องเป็นการระบุตัวตนชัดเจนรู้ได้ทันทีว่าเราพูดถึงใคร แต่ก็ทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกเกลียดชังได้ เตือนนะเตือนนน อย่าใจร้อน พิมพ์ข้อความอะไรคิดดีๆก่อน พิมพ์ไม่ดีติดคุกได้นะจ๊ะ ติดต่องาน info@legalclinic.co.th

“แจ้งความเท็จ” เพื่อแกล้งให้คนอื่นได้รับโทษ คนแจ้งติดคุกแน่!!!

“แจ้งความเท็จ” เพื่อแกล้งให้คนอื่นได้รับโทษ คนแจ้งติดคุกแน่!!! ความผิดฐานแจ้งความเท็จนั้น คือ การแจ้งข้อความที่เป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และยังมีบทเฉพาะมาตรา 172,173,174 ที่มีโทษหนักขึ้นสูงสุดผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท ที่เป็นการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น การแจ้งความเท็จนั้น ผู้แจ้งต้องกระทำโดยเจตนา คือ ต้องรู้ข้อเท็จจริงว่าสิ่งที่แจ้งนั้นเป็นเท็จ ไม่มีเป็นความจริง อาจมีการกระทำด้วยการบอกกับเจ้าพนักงาน, ตอบคำถามเจ้าพนักงาน เช่น ให้การเท็จในฐานะเป็นพยาน, แจ้งโดยแสดงหลักฐาน มีลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8611/2553 การที่จำเลยยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยเห็นโจทก์ร่วมหยิบเอาเศษสร้อยคอทองคำของจำเลยไปและไปและได้แจ้งความแก่พนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีโจทก์ร่วมในข้อหาลักทรัพย์ซึ่งเป็นข้อความอันเป็นเท็จ โดยจำเลยรู้ดีว่ามิได้มีการกระทำผิดในข้อหาลักทรัพย์เกิดขึ้น แต่กลับไปแจ้งความแก่พนักงานสอบสวนดังกล่าวว่าได้มีการกระทำผิดข้อหาลักทรัพย์อันเป็นเท็จเพื่อให้พนักงานสอบสวนเชื่อว่าได้มีความผิดข้อหาลักทรัพย์เกิดขึ้น เพื่อให้โจทก์ร่วมได้รับโทษ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตาม ป.อ. มาตรา 137, 174 วรรคสอง ประกอบมาตรา 173 นอกจากนี้ จำเลยยังมีเจตนายังมีเจตนาแจ้งความเพื่อให้โจทก์ร่วมถูกดูหมิ่นเกลียดชังและเสียชื่อเสียง จึงเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมอีกด้วย ติดต่องาน info@legalclinic.co.th

แม่ไม่อาจมอบอำนาจปกครองบุตรให้แก่พ่อที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส (บิดาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย)

แม่ไม่อาจมอบอำนาจปกครองบุตรให้แก่พ่อที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส (บิดาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3780/2543 โจทก์จำเลยอยู่กินด้วยกันโดยไม่จดทะเบียนสมรสซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1546 บัญญัติว่า เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น ดังนั้น จึงถือได้ว่าเด็กชาย จ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์และมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ดังนั้นอำนาจปกครองเด็กชาย จ. นั้น ต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 1566 วรรคหนึ่ง คือต้องอยู่กับโจทก์ซึ่งเป็นมารดาฝ่ายเดียว เมื่อจำเลยมิได้เป็นบิดาตามความหมายของมาตรา 1566 ดังกล่าว การตกลงระหว่างโจทก์จำเลยที่ให้เด็กชาย จ. อยู่ในความปกครองของจำเลยจึงไม่มีผลผูกพันเป็นเหตุให้จำเลยมีอำนาจปกครองเด็กชาย จ. ตามมาตรา 1566 วรรคสอง (6) จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะกำหนดที่อยู่ของเด็กชาย จ. ให้อยู่กับตนตามมาตรา 1567 (1) ได้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยส่งมอบเด็กชาย จ. คืนจากจำเลยตามมาตรา 1567 (4) คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเพียงคำให้การแก้ฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตเท่านั้น ข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างมิใช่ข้อเท็จจริงที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นจึงไม่เป็นคำฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ดังนั้น ข้อเท็จจริงส่วนนี้จึงถือไม่ได้ว่าเป็นฟ้องแย้ง...

พ่อแม่ของบุตรไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน (และไม่ได้มีการรับรองบุตรก่อนฟ้องคดี) แม้บุตรต้องการอยู่กับพ่อ ศาลไม่อาจสั่งให้บุตรอยู่กับพ่อได้ อำนาจปกครองเป็นของแม่เท่านั้น

พ่อแม่ของบุตรไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน (และไม่ได้มีการรับรองบุตรก่อนฟ้องคดี) แม้บุตรต้องการอยู่กับพ่อ ศาลไม่อาจสั่งให้บุตรอยู่กับพ่อได้ อำนาจปกครองเป็นของแม่เท่านั้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7407 / 2556 ถึงแม้พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ ซึ่งใช้บังคับวันที่ 22 พฤษภาคม 2554 กับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้วมีบทบัญญัติในหมวดการพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัวให้ศาลคำนึงถึงสวัสดิภาพ อนาคตและประโยชน์สูงสุดของบุตรผู้เยาว์ประกอบดุลพินิจในการพิพากษาทำนองเดียวกัน แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวก็เป็นกฏหมายวิธีสบัญติที่กำหนดขั้นตอนแนวทางในการดำเนินคดีตลอดจนวิธีปฏิบัติในการพิจารณาพิพากษา เกี่ยวกับคดีเยาวชนและครอบครัวเท่านั้น ไม่มีบทบัญญัติใดในพระราชบัญญัติดังกล่าวที่ระบุให้ศาลต้องฟังความประสงค์ของผู้เยาว์เป็นสำคัญว่าผู้เยาว์ประสงค์จะอยู่ในความปกครองของผู้ใด ในคดีครอบครัวที่พิพาทกันด้วยเรื่องอำนาจปกครองบุตร การใช้ดุลพินิจประกอบข้อวินิจฉัยประเด็นพิพาทเรื่องสิทธิและหน้าที่ของคู่ความในคดีครอบครัวว่ามีอย่างไรหรือไม่นั้นต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเป็นกฎหมายสารบัญญัติที่บัญญัติไว้ โจทก์กับจำเลยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันแล้วจำเลยไม่ได้จดทะเบียนว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรและยังไม่มีคำพิพากษาของศาลว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฏหมายของจำเลย จำเลยจึงเป็นเพียงบิดามิชอบด้วยกฏหมายที่ไม่มีอำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสอง ส่วนโจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว ด้วยเหตุที่ผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1546 ทั้งนี้ไม่มีบทกฎหมายใดที่บัญญัติให้สิทธิผู้ใช้อำนาจปกครองสละการใช้อำนาจปกครองให้ผู้อื่นได้ ทั้งอำนาจปกครองบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะที่จะตกอยู่แก่บิดาในกรณีมาตรา 1566  (5) (6) ก็มีได้เฉพาะผู้เป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องว่าโจทก์ถูกกีดกันขัดขวางไม่ให้รับผู้เยาว์ทั้งสองไปอยู่ด้วยแล้ว ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งกำหนดให้ผู้เยาว์ไปอยู่กับปู่และย่าซึ่งเป็นบิดาของจำเลย ทั้งที่โจทก์ยังมีชีวิตและไม่ได้ถูกถอนอำนาจปกครองจึงเป็นการไม่ถูกต้องด้วยข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1585 ติดต่อจ้าง Info@legalclinic.co.th

ลาออกเองไม่ได้ค่าชดเชย!!

ลาออกเองไม่ได้ค่าชดเชย!! ตั้งแต่ Facebook ปิดกั้นแล้วต้องจ่ายเงินค่าโฆษณาบอกตรงๆว่าอยากจะหนีจากแพลตฟอร์มนี้เหลือเกินลองไปเล่น tiktok มาเดือนนึง ก็รู้สึกหัวจะปวด เพราะถนัดเขียนยาวๆ พูดสั้นๆ ก็ค่อนข้างยากเพราะปกติเป็นคนพูดมากพูดยาวตลอด จะสนุกอย่างเดียวก็ตรงมีฟิลเตอร์หน้าสวยๆทำให้เรารู้สึกอยากมองหน้าตัวเองอยู่บ้างละมั้ง ในติ๊กต๊อกจะมีคนมาถามค่อนข้างเยอะรวมถึง Facebook ในระยะหลังนี้ด้วยเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าลาออก มาแล้ว xx ปี ยังสามารถฟ้องเรียกค่าชดเชยได้อยู่ไหม?? เดี๋ยวขอเอามาตอบใน Facebook รวบเลยละกันนะคะ ว่า.. ลาออกคือลาออก ลาออกไม่มีสิทธิ์ได้ค่าชดเชย ค่าชดเชยจะได้ต่อเมื่อ ” นายจ้างเลิกจ้างเราโดยที่เราไม่มีความผิดตามมาตรา 119 + เราทำงานครบ 120 วัน ” นี่คือหลักเกณฑ์พื้นฐานของการได้รับค่าชดเชยค่ะ หลายคนถามว่าพฤติกรรมที่ตัวเองโดนคือถูกบีบออกหรือไม่ เช่น งานที่ออฟฟิศเยอะขึ้น และนายจ้างพูดด้วยไม่ค่อยดีเลย มีการเปลี่ยนผู้บริหาร Set ใหม่แนวทางการบริหารไม่เหมือนกับเซตเก่า การเบิกจ่ายก็ต้องวุ่นวาย รอระยะเวลานานขึ้นเลยตัดสินใจลาออก กรณีแบบนี้ถ้าเอาแค่ที่เล่าให้ฟังมันไม่ใช่การบีบออกเลยค่ะแต่เป็นการพิจารณาแล้วว่าเราไม่ชอบวัฒนธรรมองค์กรแบบนี้ไม่อยากอยู่ด้วยเลยลาออก ส่วนเรื่องบีบออกนั้นกฎหมายไม่เคยบอกว่าพฤติกรรม 1 2 3 4 คือการบีบออกมันต้องดูเป็นกรณีกรณีไปว่านายจ้างและลูกจ้างมีพฤติกรรมระหว่างการอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้เคยเขียนไปแล้วลองไปศึกษากันนะคะ ติดต่องาน info@legalclinic.co.th  

กฎบริษัทอยู่เหนือกฎหมายจริงหรือไม่!!

กฎบริษัทอยู่เหนือกฎหมายจริงหรือไม่!! ถ้าให้ตอบตามตัวบทกฎหมายแล้วในโลกของ ตัวอักษรก็ต้องตอบว่าไม่จริงค่ะ กฎบริษัทไม่สามารถอยู่เหนือกฎหมายได้ ไม่ว่าจะเป็นการให้ลูกจ้างเซ็นสัญญาที่มีข้อความตัดสิทธิ์ลูกจ้างเอง เช่น ลูกจ้างตกลงไม่รับค่าชดเชย ลูกจ้างตกลงให้บอกเลิกจ้างเมื่อไหร่ก็ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า กฎเหล่านี้ไม่สามารถใช้บังคับได้เลยและหากจะถามอีกว่าอ้างอิงกฎหมายอะไรก็อ้างอิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 ค่ะ หรือถ้าใครอยากเห็นฎีกาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนี้ลองไปเปิดดูฎีกาที่ 5245/45 นะคะ แต่อย่างที่บอกไปค่ะ โลกทุกวันนี้ขับเคลื่อน ด้วยระบบทุนนิยม เมื่ออำนาจการต่อรองของลูกจ้างน้อยกว่าแม้จะรู้ว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมายแต่ลูกจ้างก็ต้องยอมไปก่อน ไม่กล้าทักท้วงไม่กล้าหืออืออะไรเพราะ ถ้ากล้าแข็งข้อขึ้นมาก็อาจจะตกงานได้ แล้วแบบนี้จะต้องศึกษากฎหมายไปทำไมล่ะ?? . . เพื่อนๆเคยได้ยินเรื่องอายุความไหมคะ?? อายุความหมายถึงระยะเวลาที่เรายังมีสิทธิ์เรียกร้องตามกฎหมายอยู่ค่ะ ในกรณีที่เราลาออกไปแล้วอายุความในการดำเนินการในเรื่องต่างๆหรือเรียกร้องสิทธิ์ของเราในเรื่องต่างๆก็ยังมีอยู่เช่นหากเป็นค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ที่เราควรจะได้รับแต่นายจ้างกลับหักไป อายุความเหล่านี้มีระยะเวลา 2 ปีในการเรียกค่าจ้างเหล่านั้นคืน เช่นฝ้ายทำงานที่บริษัท A มา 10 ปี ในทุกๆปีนายจ้างไม่เคยคำนวณค่าจ้างตามกฎหมายเลยแล้วมีการหักค่าจ้างที่ไม่ถูกต้องทำโอทีก็ไม่เคยให้ค่าจ้าง เมื่อฝ้ายลาออก หรือถูกเลิกจ้าง อายุความในการ เรียกร้อง ค่า จ้างและโอทีก็ยังมีอยู่อีกถึง 2 ปีเพียงแต่ฝ้ายต้องเก็บหลักฐานแล้วมาพิสูจน์ ส่วนอายุความอื่นๆ เช่น ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมค่าชดเชยมีอายุความถึง 10 ปีค่ะ ดังนั้นหากเราไม่รู้กฎหมายไม่ทราบเรื่องพวกนี้เลย เราก็จะถูกเอาเปรียบอยู่ร่ำไป ดังนั้นในความเห็นฝ้ายการรู้ข้อกฎหมายไว้ก่อนเป็นเรื่องดีค่ะ แต่จะใช้สิทธิ์หรือไม่มันก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเราด้วย ซึ่งหากเราปิดหูปิดตาและปักใจไว้ว่าการรู้กฎหมายไว้ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก...

เลิกจ้างลูกจ้างทดลองงาน ก็ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเช่นกัน

เลิกจ้างลูกจ้างทดลองงานก็ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเช่นกัน อย่างที่เคยเล่าให้ฟังไปก่อนหน้านี้หลายครั้งว่าด้วยแท้จริงแล้วกฎหมายไม่ได้กำหนดเรื่องระยะเวลาทดลองงานไว้เลยแต่ส่วนมากที่เราเห็นว่าสัญญาจ้างแบบที่มีกำหนดระยะเวลาทดลองงานมักจะมีระยะเวลากำหนดไว้ 119 วันนั่นก็เป็น เพราะ นายจ้างได้กำหนดระยะเวลาในการดูผลการทำงานพฤติกรรมนิสัยใจคอของลูกจ้าง ไว้โดย กำหนดไว้ไม่ให้ครบ 120 วันเพราะหากลูกจ้างทำงานครบ 120 วันและนายจ้างเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่มีความผิดตามมาตรา 119 แห่งพรบคุ้มครองแรงงานนายจ้างก็จะต้องจ่ายค่าชดเชย ( เรื่องค่าชดเชยไปดูมาตรา 118 เอานะว่าทำงานมาเท่าไหร่แล้วมีสิทธิ์ได้เท่าไหร่) ดังนั้นหากนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างก่อนที่ลูกจ้างจะทำงานครบ 120 วันนายจ้างก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย แต่ๆๆๆ นายจ้างหลายคนก็ยังเข้าใจผิด ว่าในช่วง 119 วันนี้จะบอกเลิกจ้างเมื่อไหร่ก็ได้เช่นบอกเลิกจ้างในวันที่ 118 แล้วบอกว่าพรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานแล้วนะเพื่อไม่ให้ครบ 120 วัน …. กรณีนี้นายจ้างอาจจะต้องเสียค่าตกใจ (ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า) ให้แก่ลูกจ้างด้วย เพราะโดยปกติในสัญญาทดลองงานจะกำหนดระยะเวลาทดลองงานไว้เท่านั้นแต่อาจจะไม่ได้กำหนดระยะเวลาแน่นอนในการเลิกสัญญา ดังนั้น หากสัญญาที่มีระยะทดลองงานแต่ไม่มีระยะเวลาเลิกจ้างที่แน่นอน ถ้าจะให้ลูกจ้างไม่ผ่านการทดลองงาน นายจ้างก็จะต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 1 งวดการจ่ายค่าจ้างนะคะ ส่วนที่บางคนบอกว่าแต่กำหนดไม่ได้สัญญาแล้วนะว่าสามารถบอกได้เลยโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอันนี้ก็ชัดเจนว่าเป็นข้อตกลงที่กำหนดไว้ขัดกับกฎหมาย ซึ่งข้อตกลงขัดกับกฎหมายไม่ได้ค่ะ แม้ลูกจ้างจะเซ็นรับทราบยินยอมยอมรับ ก็ไม่มีผลบังคับใช้นะคะ เอาเป็นว่าบอกเลิกจ้างให้ถูกต้องดีกว่าค่ะ จะได้ไม่มีใครเจ็บทั้งลูกจ้างทั้งนายจ้าง ติดต่องาน info@legalclinic.co.th

ต่อให้ไล่ออกก็ต้องให้หนังสือรับรองการผ่านงาน

ต่อให้ไล่ออกก็ต้องให้หนังสือรับรองการผ่านงาน เป็นคำถามจากฝั่งนายจ้างเองที่อ่านแล้วรู้สึกหดหู่เหลือเกินกับคำถามที่ว่า “เมื่อลูกน้องคนนี้ทำผิดแล้วเราไล่ออกไปแล้วเรายังจำเป็นต้องให้หนังสือรับรองการผ่านงานเขาไหมคะ และถ้าออกสามารถระบุได้ไหมว่าเขา มีพฤติกรรมไม่ดีอย่างไร” แม้จะรู้สึกหดหู่กับคำถามเล็กน้อยแต่ ก็ขอขอบคุณนะคะที่ยังมาถาม แสดงให้เห็นถึงความ ใส่ใจในเรื่องของกฎหมายก่อนที่จะออกหนังสือ รับรองการผ่านงาน หากว่ากันด้วยหลักกฎหมายแล้วประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 585 กำหนดไว้ว่าเมื่อการจ้างแรงงานสิ้นสุดลงแล้วลูกจ้างชอบที่จะได้รับใบสำคัญที่แสดงว่าลูกจ้างนั้นได้ทำงานมานานเท่าไหร่และงานที่ทำนั้นเป็นงานอย่างไร โดยหนังสือรับรองการทำงานนี้ ต้องออกให้ตั้งแต่ วันที่การจ้างสิ้นสุดลง ไม่ว่าจะด้วยเหตุลูกจ้างลาออกหรือถูกเลิกจ้างด้วยกรณีใดๆก็ตาม ส่วนคำถามที่ว่าจะระบุได้ไหมว่าลูกจ้างมีพฤติกรรมยังไง ก็ขอให้พิจารณาจากตัวบทกฎหมายข้างบนนะคะเพราะหากพิจารณาจากตัวบทกฎหมายแล้ว หนังสือรับรองก็จะมีสาระสำคัญอยู่เพียง 2 ประการคือทำงานมานานแค่ไหนและลักษณะงานที่ทำเป็นอย่างไร แล้วถ้าบริษัทไหนยืนกลางว่าจะไม่ออกหนังสือรับรองการทำงานให้และลูกจ้างมีความจำเป็นต้องใช้จริงๆ ลูกจ้างก็สามารถ ฟ้องร้องเป็นคดีต่อศาลแรงงานนะคะ นอกเหนือจากข้อกฎหมายแล้วก็อยากฝากไว้สักนิดนึงนะคะทางฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง ฝั่งนายจ้างเองก็ต้องทราบข้อกฎหมายไว้ บริษัทที่ถูกร้องเรียนบ่อยๆ ไม่น่าจะดีนัก ทั้งในด้านชื่อเสียงและคนที่อยากจะร่วมงานด้วย ส่วนตัวของลูกจ้างเองไม่ว่าจะออกแบบไหนก็ตามในระหว่างอยู่ก็ ทำงานอย่างเต็มที่ให้คง Concept ที่ว่ามาให้ดีใจ ไปให้คิดถึงนะคะ ติดต่องาน Info@legalclinic.co.th    

เจ้าของโครงการหมู่บ้านหรือคอนโดก่อสร้างล่าช้า ไม่เสร็จภายในกำหนด ผู้จองชำระเงินตามสัญญาล่าช้าได้ ไม่ถือว่าผู้จองผิดสัญญา

เจ้าของโครงการหมู่บ้านหรือคอนโดก่อสร้างล่าช้า ไม่เสร็จภายในกำหนด ผู้จองชำระเงินตามสัญญาล่าช้าได้ ไม่ถือว่าผู้จองผิดสัญญา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6327/2549 โจทก์มิได้ชำระเงินค่างวดตรงตามเวลาและครบถ้วนในกำหนดตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ส่วนจำเลยก็มิได้สร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายในกำหนดวันที่โจทก์ต้องชำระเงินค่างวดสุดท้ายและจำเลยตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ จึงถือว่าต่างฝ่ายต่างมิได้ถือกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ ในสัญญาเป็นสาระสำคัญต่อไป หนี้ที่ต่างต้องชำระต่อกันจึงไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน ต่างฝ่ายย่อมเรียกอีกฝ่ายหนึ่งชำระหนี้ได้โดยพลัน โดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้อีกฝ่ายชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาที่กำหนดนั้นได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 204 วรรคแรก สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนและล่วงเลยกำหนดเวลาชำระหนี้มาแล้วประมาณ 10 เดือน ดังนั้นหนังสือบอกกล่าวของจำเลยที่ทวงถามให้โจทก์ชำระเงินค่างวดที่ค้างเพื่อใช้สิทธิบอกเลิกสัญญานั้น จำเลยจะต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อโจทก์ด้วยว่าจำเลยพร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านให้แก่โจทก์แล้ว เมื่อจำเลยไม่ได้ขอปฏิบัติการชำระหนี้ด้วยโจทก์จึงมีสิทธิไม่ชำระหนี้ตามสัญญาต่างตอบแทนนั้นได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 369 ข้อเท็จจริงปรากฎว่าจำเลยยังก่อสร้างบ้านไม่แล้วเสร็จในขณะที่มีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ค่างวดที่ค้าง จำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะที่พร้อมจะขอปฏิบัติการชำระหนี้ตอบแทนให้แก่โจทก์ได้ การที่โจทก์ไม่ชำระเงินค่างวดที่ค้างให้แก่จำเลย จึงไม่ถือว่าโจทก์ผิดสัญญา จำเลยยังไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่โจทก์ชำระแล้ว ติดต่องาน info@legalclinic.co.th

รถที่เช่าซื้อถูกยักยอก ผู้เช่าซื้อซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถขณะเกิดเหตุถือเป็นผู้เสียหาย ผู้เช่าซื้อจึงมีอำนาจในการฟ้องร้องดำเนินคดีได้

รถที่เช่าซื้อถูกยักยอก ผู้เช่าซื้อซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถขณะเกิดเหตุถือเป็นผู้เสียหาย ผู้เช่าซื้อจึงมีอำนาจในการฟ้องร้องดำเนินคดีได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4965/2565 จำเลยยักยอกรถยนต์ของบริษัท ต. จาก อ. โจทก์ร่วม ซึ่งเป็นผู้ครอบครองในฐานะผู้เช่าซื้อ เมื่อในขณะเกิดเหตุกระทำความผิดโจทก์ร่วมเป็นผู้มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์รถที่เช่าซื้อ การกระทำของจำเลยย่อมทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายโดยตรง ดังนี้โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยและมีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยได้ โจทก์มีอำนาจฟ้อง