hrกฎหมายกฏหมายแรงงานคลินิกกฎหมายแรงงานฎีกาคดีแรงงานทนายคดีแรงงานนายจ้างลูกจ้างวิทยากรกฎหมายแรงงานห้ามพนักงานเป็นแฟนกัน หากจับได้ ต้องมีคนใดคนหนึ่งลาออก
“ที่นี่ห้ามพนักงานเป็นแฟนกันนะ ถ้าจับได้ต้องมีคนหนึ่งลาออก” เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินกฎลักษณะนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในคู่มือพนักงาน ได้ยินจากฝ่ายทรัพยากรบุคคล หรือเห็นคนหยิบมาเล่าต่อกันในโลกออนไลน์ เหตุผลที่บริษัทอธิบายก็ดูสมเหตุสมผล เพราะไม่มีองค์กรไหนอยากให้เกิดปัญหาหัวหน้าเอื้อประโยชน์ให้คนรัก ปรับคะแนนประเมินให้กัน อนุมัติผลประโยชน์ให้กัน หรือปล่อยให้ความสัมพันธ์ส่วนตัวกลายเป็นชนวนความขัดแย้งในที่ทำงาน แต่เมื่อกฎดังกล่าวไปไกลถึงขั้นกำหนดว่า หากพนักงานคบหากันจะต้องมีคนหนึ่งลาออก คำถามที่น่าสนใจก็คือ นี่เป็นการบริหารงานตามปกติ หรือเป็นการเข้าไปกำหนดชีวิตส่วนตัวของลูกจ้างมากเกินไปแล้ว ความจริงแล้ว กฎหมายแรงงานไม่ได้ตอบเรื่องนี้แบบขาวหรือดำว่า “ทำได้” หรือ “ทำไม่ได้” เพราะต้องยอมรับก่อนว่า ความรักในที่ทำงานไม่ใช่เรื่องที่กฎหมายห้าม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่นายจ้างไม่มีสิทธิเข้าไปจัดการเสียเลย ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การเป็นแฟนกัน แต่อยู่ที่ความสัมพันธ์นั้นส่งผลกระทบต่อการทำงานอย่างไร และมาตรการที่บริษัทเลือกใช้เหมาะสมกับปัญหาหรือไม่ หากพูดกันตามหลักทั่วไป การที่ผู้ใหญ่สองคนตกลงคบหากัน ย่อมเป็นเรื่องของชีวิตส่วนตัว รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 32 รับรองสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัวของบุคคลไว้ แม้บทบัญญัตินี้จะใช้กับการใช้อำนาจของรัฐเป็นหลัก แต่หลักเรื่องความเป็นส่วนตัวก็ถูกนำมาใช้ประกอบการตีความสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาในกฎหมายเอกชนอยู่เสมอ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ลูกจ้างก็ไม่ได้ขาย “ชีวิตส่วนตัว” ให้แก่นายจ้าง แต่ตกลงกันเพียงว่าจะนำแรงงานมาปฏิบัติงานตามสัญญาจ้างเท่านั้น ดังนั้น การที่พนักงานสองคนเป็นแฟนกันโดยสมัครใจ ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ไม่ได้สร้างความเสียหาย และไม่กระทบต่อการทำงาน ย่อมยังไม่ใช่ความผิดตามกฎหมายแรงงาน และไม่ใช่เหตุที่ทำให้นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม หากมองเฉพาะสิทธิส่วนตัวของลูกจ้างเพียงด้านเดียว...










