กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryกฏหมายแรงงาน Archives - Page 10 of 76 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

เงินค่าชดเชยห้ามหักภาษี ณ จ่าย

เงินค่าชดเชยห้ามหักภาษี ณ จ่าย ก่อนที่จะตอบคำถามดังกล่าว ต้องทราบก่อนว่าเงินได้ใดที่จะได้รับยกเว้นภาษี??หากพิจารณาประมวลรัษฎากรมาตรา 42 ที่บัญญัติเรื่องเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีนั้น ในอนุมาตรา 17 ของมาตราดังกล่าวระบุว่า “เงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง” ให้ได้รับยกเว้นภาษีและเมื่อพิจารณากฎกระทรวงฉบับที่ 126 ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรในข้อที่ 51 ได้ระบุว่าเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างได้รับตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน (แต่ไม่รวมค่าชดเชยที่ได้รับเพราะเหตุเกษียณอายุหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง) ในส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างหรือเงินเดือนสามร้อยวันสุดท้าย แต่ไม่เกินสามแสนบาท เป็นเงินได้พึงประเมินที่ไม่ต้องเสียภาษีตามประมวลรัษฎากรมาตรา 42 (17)“ซึ่งก่อนหน้านี้” ค่าชดเชยไม่เกิน 300 วันของค่าจ้าง และไม่เกิน 300,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษีปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงเป็น ค่าชดเชยไม่เกิน 400 วันของค่าจ้าง และไม่เกิน 600,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไป ทั้งนี้ หากคุณได้จ่ายภาษีจากค่าชดเชยที่ได้รับยกเว้นตามกฎใหม่นี้ไปแล้ว สามารถยื่นขอคืนภาษีได้ภายใน 3 ปีนับจากวันสุดท้ายของการยื่นภาษีครั้งนั้นหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง : ประมวลรัษฎากร มาตรา 42(17) , กฎกระทรวงฉบับที่ 126 ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน...

ถูกลดเงินเดือนโดยที่ไม่ได้ยินยอม แล้วต่อมานายจ้างประสงค์จะเลิกจ้าง ต้องคำนวณค่าชดเชยอย่างไร

ถูกลดเงินเดือนโดยที่ไม่ได้ยินยอม แล้วต่อมานายจ้างประสงค์จะเลิกจ้าง ต้องคำนวณค่าชดเชยอย่างไร ในวันนี้มีน้องแฟนเพจท่านนึงโทรมาสอบถามว่า ตนเองถูกลดเงินเดือนโดยที่ไม่ได้ยินยอม แล้วต่อมานายจ้างประสงค์จะเลิกจ้างกรณีเช่นนี้ค่าชดเชยจะคำนวณจากฐานใดระหว่าง เงินเดือนเดิมกับเงินเดือนล่าสุดที่ได้รับโดยปกติแล้วเรื่องเงินเดือนเป็นเรื่องสภาพการจ้าง นายจ้างไม่สามารถลดเงินเดือนได้ โดยที่ลูกจ้างไม่ยินยอม และต่อมาหากนายจ้างเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิด นายจ้างต้องนำค่าจ้างอัตราสุดท้ายก่อนลดมาคำนวณเป็นฐานในการจ่ายค่าชดเชยเพราะการลดค่าจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือลูกจ้างไม่ยินยอม ย่อมไม่มีผลตามกฎหมายและไม่ผูกพันลูกจ้าง————-ติดต่องานจ้างสอบถามค่าบริการได้ทางInfo@legalclinic.co.th#ทนายแรงงาน #ทนายคดีแรงงาน#PDPA #พรบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล#คลินิก​กฎหมาย​แรงงาน#ทนายฝ้ายคลินิกกฎหมายแรงงาน

รวมฮิต เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับค่าชดเชย

รวมฮิต เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับค่าชดเชย 12 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับ “ค่าชดเชย” ใครสงสัยอะไรไปอ่านกันเลย1.สมัครใจลาออกเองไม่จ่ายค่าชดเชย2.ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง ไม่จ่ายค่าชดเชย3.จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ไม่จ่ายค่าชดเชย4.ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ไม่จ่ายค่าชดเชย5.ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน โดยหนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด ไม่จ่ายค่าชดเชย6.ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันติดต่อกัน ไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร ไม่จ่ายค่าชดเชย7.ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ไม่จ่ายค่าชดเชย8. ตกลงเข้าโครงการเกษียณก่อนกำหนด ไม่จ่ายค่าชดเชย9.ทำงานที่มีกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดแน่นอน จ้างไม่เกิน 2 ปีโดยเป็นงานโครงการที่ไม่ใช่ปกติธุรกิจของนายจ้าง หรืองานที่ทำเป็นครั้งคราว หรืองานตามฤดูกาล ไม่มีสิทธิได้ค่าชดเชย10.ค่าชดเชยต้องจ่ายตอนเลิกจ้าง ค้างชำระจะต้องจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี แต่ถ้าหากจงใจไม่จ่ายจะต้องจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุกๆ 7 วัน11.ค่าชดเชยผ่อนได้ถ้าลูกจ้างยินยอม12.การฟ้องร้องเรียกค่าชดเชยมีอายุความ 10 ปี————- ติดต่องานจ้างสอบถามค่าบริการได้ทางInfo@legalclinic.co.th#ทนายแรงงาน #ทนายคดีแรงงาน#PDPA #พรบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล#คลินิก​กฎหมาย​แรงงาน#ทนายฝ้ายคลินิกกฎหมายแรงงาน

สัญญาจ้างแรงงานดูที่พฤติกรรมการจ้างระหว่างกัน แม้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อก็อาจถือเป็นการจ้างตามกฎหมาย

สัญญาจ้างแรงงานดูที่พฤติกรรมการจ้างระหว่างกัน แม้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อก็อาจถือเป็นการจ้างตามกฎหมาย หลายคนยังเข้าใจว่า– เมื่อไม่มีสัญญาจ้างก็ไม่ถือเป็นลูกจ้าง และนายจ้างกัน– เลี่ยงการจ้างแรงงานโดยใช้ชื่อสัญญาจ้างเป็นแบบอื่นใครที่ยังเข้าใจเช่นนั้นอยู่ลองมา ทบทวนกันใหม่ไปพร้อมกันในโพสต์นี้สัญญาจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะทำเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาระบุชัดเจนหรือเป็นที่เข้าใจโดยปริยายซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าลูกจ้างตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกบุคคลหนึ่งเรียกว่านายจ้างและนายจ้างตกลงจะให้ค่าจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ซึ่งเมื่อเทียบเคียงจากฎีกาที่ 9985/2557 ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายจ้างว่าจ้างลูกจ้างทำงานในหน้าที่ที่ปรึกษาด้านการตลาด โดยจ่ายค่าจ้างให้เป็นรายเดือน เดือนละ 20,000 บาท ตลอดเวลาที่ทำงานให้โดยไม่กำหนดปริมาณงานว่าต้องทำมากน้อยเพียงใด ซึ่งต้องด้วยคำนิยามของคำว่าลูกจ้าง ตาม พรบ.คุ้มครองแรงงานที่ให้นิยามไว้ว่า ” ลูกจ้าง” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไรนอกจากนี้ปรากฏอีกว่าลูกจ้างต้องปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้างที่ให้ทำรายงานการซื้อขายสินค้ารวมทั้งทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้นายจ้างตรวจสอบทุกเดือน เป็นการแสดงให้เห็นว่านายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชาเหนือลูกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 แล้ว แม้ลูกจ้างไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างในเรื่องอื่นก็ตาม จึงถือได้ว่าเป็นลูกจ้างแล้วข้อสังเกตจากฎีกาข้างต้นจะเห็นได้ว่า แม้ในสัญญาจ้าง จะจ้างลูกจ้างโดยทำเป็นสัญญาจ้างที่ปรึกษา แต่เมื่อพฤติกรรมการจ้างงานนายจ้างยังคงมีอำนาจบังคับบัญชา ให้ลูกจ้างปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่ได้ถือเอาความสำเร็จของงานเป็นสำคัญ พฤติการณ์ดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นการจ้างแรงงาน ส่งผลให้นายจ้างและลูกจ้างมีสิทธิและหน้าที่ต่อกันตามสัญญาจ้างแรงงาน และอยู่ภายใต้พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯอีกด้วย————-ติดต่องานจ้างสอบถามค่าบริการได้ทางInfo@legalclinic.co.th#ทนายแรงงาน #ทนายคดีแรงงาน#PDPA #พรบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล#คลินิก​กฎหมาย​แรงงาน#ทนายฝ้ายคลินิกกฎหมายแรงงาน

ให้เวลามองหางานใหม่ 3 เดือน แล้วขอให้มาเซ็นใบลาออก คือ การบอกเลิกจ้าง

ให้เวลามองหางานใหม่ 3 เดือน แล้วขอให้มาเซ็นใบลาออก คือ การบอกเลิกจ้าง นายจ้างเรียกไปบอกว่าจำเป็นต้องลดตำแหน่งงานหนูเนื่องด้วยเศรษฐกิจ ให้เวลาหางานสามเดือนในการหางานใหม่ ค่อยมาเขียนใบลาออก แบบนี้คือเลิกจ้างไหมคะ??อ่านแล้วก็แบบ อืมมม….เค้าจะเลิกแหละ แต่เค้าพูดอ้อมโลกและตีมึนให้เราลาออกเองความเห็นของผู้เขียนเห็นว่ามาตรา 118 วรรคสอง ให้ความหมายของการเลิกจ้าง ไว้ว่า การกระทําใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทํางานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ ลูกจ้างไม่ได้ทํางานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดําเนินกิจการต่อไปดังนั้น กรณีนี้ไม่ใช่การที่ลูกจ้างสมัครใจลาออก แต่เป็นการที่นายจ้างแสดงเจตนาว่าไม่ประสงค์ให้ลูกจ้างทำงานต่อไป และการแสดงเจตนานั้นไปถึงลูกจ้างแล้ว นายจ้างจะถอนการแสดงเจตนาไม่ได้ นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย————- ติดต่องานจ้างสอบถามค่าบริการได้ทางInfo@legalclinic.co.th#มนุษย์เงินเดือน #ลูกจ้าง #hr #คลินิกกฎหมายแรงงาน #มนุษย์เงินเดือนรู้กฎหมาย #ทนายฝ้าย #ทนายฝ้ายกฎหมายแรงงาน

อย่าคิดว่าการที่ไม่มีสัญญาจ้าง แล้วลูกจ้างไม่สามารถฟ้องได้นะ

อย่าคิดว่าการที่ไม่มีสัญญาจ้าง แล้วลูกจ้างไม่สามารถฟ้องได้นะ มีแฟนเพจท่านหนึ่งสอบถามเข้ามาด้วยความระกำใจว่า…. ” ทำงานมาตั้งนาน ประกันสังคมก็หัก จู่ๆมาเลิกจ้างแบบฟ้าผ่า นายจ้างบอกว่าไม่สิทธิได้ค่าชดเชย เพียงเพราะไม่มีสัญญาจ้าง กฎหมายไม่เป็นธรรมเลย”ใจเย็นก่อนเตง…ใครบอกกฎหมายไม่เป็นธรรม ฟ้องไม่ได้ ถ้ามั่นใจว่าทำงานร่วมกันแบบที่นายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชา อยู่ภายใต้กฎระเบียบที่นายจ้างมาโดยตลอด ขาดลามาสายต้องแจ้ง ที่สำคัญนายจ้างส่งประกันสังคมให้ ถ้าครบขนาดที่พูดมานี้ เมื่อถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด “ ก็มีสิทธิได้ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม”เพราะไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดว่าสัญญาจ้างแรงงานต้องทำเป็นหนังสือ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3598/2561) ดังนั้น การจ้างแรงงานอาจจะมีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือตกลงกันด้วยวาจา หรือ เกิดขึ้นโดยปริยายก็ได้ทั้งสิ้นอ่านมาถึงตรงนี้อาจเกิดคำถามว่า อ่าว!! แล้วให้เอาหลักฐานอะไรมาฟ้องคดีหล่ะ??ก็หลักฐานต่างๆที่แสดงว่ามีการจ้างงานกัน มีการมอบหมายงานให้ทำ ไม่ว่าจะเป็นไลน์ อีเมลล์ เอกสารต่างๆ บัตรพนักงาน การหักเงินส่งประกันสังคม รวมถึงเอกสารที่แสดงว่าเราได้รับเงินเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็น statement แสดงว่าเงินเข้าออกจากบริษัท เท่าไหร่ รวมถึงหลักฐานอื่นที่แสดงว่าระยะเวลาการทำงานร่วมกันมานานแค่ไหน เป็นต้นดังนั้น บริษัทไหนที่จะหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยอ้างว่าไม่มีสัญญาจ้างแรงงานบอกได้เลยว่า ไม่พ้น !!ทำให้ถูกต้อง เป็นธรรม และใช้วิธีบริหารการจ้างให้ถูกต้องตามกฎหมายจะดีกับทุกฝ่ายมากที่สุด———— 

พนักงานมาสายแต่กลับดึกคิดว่าชดเชยเวลาให้ เจอแบบนี้สามารถออกใบเตือนได้หรือไม่

พนักงานมาสายแต่กลับดึกคิดว่าชดเชยเวลาให้ เจอแบบนี้สามารถออกใบเตือนได้หรือไม่ ล่าสุดเป็นคำถามที่ต้องตั้งสติก่อนจะตอบ สำหรับเรามาก เนื่องจากมีแฟนเพจถามว่า…ขออนุญาตถามค่ะ ในเมื่อกฎหมายแรงงานกำหนดให้ลูกจ้างทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง ถ้างั้น หนูมาสายแต่นั่งทำงานจนครบ 8 ชั่วโมงโดยไม่ขอค่าล่วงเวลา นายจ้างออกหนังสือเตือนว่ามาสาย แบบนี้ได้ด้วยเหรอค่ะ??เอาแบบนี้ คือ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 23 กำหนดให้นายจ้างกำหนดเวลาทำงานปกติ และประกาศแจ้งให้ลูกจ้างทราบ ถึงเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดการทำงานในแต่ละวันของลูกจ้างได้ไม่เกินเวลาทำงานของแต่ละประเภทงานตามที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่วันหนึ่งต้องไม่เกิน 8 ชั่วโมง และสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกิน 48 ชั่วโมงก็จริงอยู่แต่อย่าลืม ว่าถ้านายจ้างเค้ากำหนดเวลางานปกติให้แล้ว เช่น 8.30-16.30 น. รวม 8 ชั่วโมงต่อวัน แต่สาวมาทำงานในเวลาที่ไม่ปกติอย่างหมู่เขา ใครจะติดต่องานกับสาวได้ และการที่สาวนั่งเกินเวลาและอ้างว่าไม่ขอค่าล่วงเวลานั่นยิ่งแล้วใหญ่ เพราะว่าการทำงานล่วงเวลาที่จะได้ค่าล่วงเวลานั้น ตามมาตรา 24 แห่งพ.ร.บ เดียวกัน กำหนดว่า ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน เว้นแต่ได้รับความยินยอม จากลูกจ้างก่อนเป็นคราวๆ ไป ในกรณีที่ลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไปถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน หรือเป็นงาน ฉุกเฉิน หรือเป็นงานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาได้เท่าที่จำเป็นนั่นหมายถึง...

สั่งแล้วสั่งเลย ห้ามเอ่ยคำลา!! นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา แม้ไม่มีงานให้ทำก็ต้องจ่าย

สั่งแล้วสั่งเลย ห้ามเอ่ยคำลา!! นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา แม้ไม่มีงานให้ทำก็ต้องจ่าย เปิดหัวข้อมา บางคนขำแห้ง บอกว่าเป็นไปไม่ได้ ที่นายเปิดโอทีแล้วให้นั่งชิล มีแต่จะเตรียมงานกองไว้ให้ต่างหากล่ะแหม่ เราไม่เคยเจอใช่ว่าคนอื่น ไม่เคยเจอเนอะ อย่างเช่นคุณหมอท่านนึงในคำพิพากษาฎีกาที่ 2686/2527 ที่ถูกนายจ้างสั่งให้ทำงานล่วงเวลา แต่ในช่วงดังกล่าวไม่มีงานให้ทำหรือมีงานให้ทำเพียงบางช่วง นายจ้างจึงปฏิเสธไม่จ่ายค่าล่วงเวลาและขอจ่ายแบบเหมาๆแทน โดยนายจ้างอ้างว่า ลักษณะของงานคือต้องรองาน (รอคนไข้) ไม่มีงานทำตลอดเวลา ระหว่างที่รองานหมอก็นอนได้ นายจ้างจึงได้คำนวณการจ่ายเงินตอบแทนในระหว่างรอการทำงานและการทำงานจริงเป็นการเหมาจ่ายโดยในกรณีดังกล่าว ศาลได้วินิฉัยว่า การทำงานนอกเวลาทำงานปกติ หรือการต้องทำงานในวันหยุดตามที่โจทก์มีหน้าที่ต้องทำตามเวร กับการมีงานให้ทำจริง ๆ ในช่วงเวลานั้น ๆเป็นคนละกรณีกัน เมื่อหมอมีหน้าที่ต้องมาทำงานในช่วงเวลาตามที่นายจ้างกำหนด หมอก็ถือว่าได้ประจำทำงานตามหน้าที่นั้นแล้ว ส่วนข้อที่ว่าจะมีงาน (มีคนไข้) ให้หมอรักษาหรือไม่ ก็ไม่เป็นข้อที่จะทำให้ช่วงเวลานั้น ๆ กลายสภาพไม่เป็นการทำงานล่วงเวลานอกเวลาทำงานปกติไม่เป็นการทำงานในวันหยุด และไม่เป็นการทำงานล่วงเวลาในวันหยุดเกินเวลาปกติ————-ติดต่องานจ้างสอบถามค่าบริการได้ทางInfo@legalclinic.co.th#ทนายแรงงาน #ทนายคดีแรงงาน#PDPA #พรบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล#คลินิก​กฎหมาย​แรงงาน#ทนายฝ้ายคลินิกกฎหมายแรงงาน

ทำไมออกหนังสือเตือนแล้วเลิกจ้างตามระเบียบจึงแพ้คดีได้อีก

ทำไมออกหนังสือเตือนแล้วเลิกจ้างตามระเบียบจึงแพ้คดีได้อีก??   คำถามนี้เข้าใจนะคะว่านายจ้างเจ็บปวดทั้งๆที่ลูกจ้างก็ทำผิดจริงแต่เมื่อทำการลงโทษไล่ลูกจ้างออกตามระเบียบกรณีทำผิดซ้ำคำเตือนแต่กลายเป็นแพ้คดี   เมื่อมาไล่เรียงข้อเท็จจริงดูแล้วพบว่ามีอยู่หลายกรณี เช่นหนังสือเตือนมีลักษณะเป็นหนังสือแจ้งเพื่อทราบไม่มีความหนักแน่น ไม่มีบทลงโทษบอกไว้ว่าหากกระทำผิดจะถูกพิจารณาโทษสถานหนักอย่างไร บางแห่งเป็นหนังสือให้ลูกจ้างเขียนว่ายอมรับความผิด ซึ่งไม่ได้เข้าลักษณะองค์ประกอบของหนังสือเตือนแม้แต่น้อย ดังนั้นหากหนังสือเตือนนั้นไม่ครบถ้วนตามองค์ประกอบที่หนังสือเตือนควรจะต้องมี การที่นายจ้างไล่ลูกจ้างออกก็อาจจะเป็นเหตุที่ทำให้นายจ้างแพ้คดีได้ส่วนหนังสือเตือนที่ถูกต้องจะต้องมีลักษณะอย่างไรนั้น โปรดอ่านหนังสือเตือนที่ถูกต้องควรมีข้อความให้ครบถ้วนตามหลักกฎหมาย โดยมี   1.สถานที่ออกหนังสือเตือน 2. วันเดือนปี 3. เตือนลูกจ้างรายใด 4. ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฝ่าฝืน และข้ออ้างที่ระบุว่าการกระทำนั้นเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของบริษัท 5. มีข้อความที่มีลักษณะเป็นการเตือน และกำหนดว่าหากมีการฝ่าฝืนอีกบริษัทจะลงโทษทางวินัยในสถานหนักขึ้นตามระเบียบข้อบังคับต่อไปและที่สำคัญ 6.ต้องลงลายมือชื่อของนายจ้างตัวแทนนายจ้างที่มีอำนาจออกหนังสือเตือนด้วย   #HR #HR #OT #เงินเดือน #เลิก จ้าง #PROFESSIONAL #บริษัท #นายจ้าง #ค่าชดเชย #ที่ปรึกษา กฎหมาย #ลูกน้อง #ลูกจ้าง #เจ้านาย #กฎหมายแรงงาน #ONLINETRAINING #ไล่ออก #PDPA #PDPA #PDPA #PDPAระUUระเบียบ PDPA #PDPA #กฎหมายคุ้มครองป้อง #ปัญหาเกิน กรอบ #ควบคุม...

ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย กรรมการระวังโทษจำคุก

ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย กรรมการระวังโทษจำคุก ในช่วงนี้เจอคำถามที่น่าเห็นใจทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง ในฝั่งของลูกจ้างก็เป็นคำถามที่ว่า พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินตามที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับหรือศาลแรงงานมีคำพิพากษาให้นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง แต่นายจ้างก็ยังเพิกเฉยไม่จ่ายจะทำอย่างไรได้บ้าง ส่วนด้านนายจ้างก็สอบถามว่า ถ้าไม่มีจ่าย จะต้องถูกลงโทษอย่างไร และควรทำอย่างไร เรามาตอบในฝั่งของลูกจ้างก่อนว่าหากเจ้าพนักงานตรวจแรงงานหรือศาลมีคำสั่งให้นายจ้างจ่าย แล้วนายจ้างไม่จ่ายขั้นตอนต่อไป มีดังนี้ 1. เมื่อศาลมีคำพิพากษามาแล้ว ก็ให้รีบยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี แล้วรีบยึดทรัพย์ของนายจ้างเท่าที่มี เช่น ที่ดิน , เงินฝาก เป็นต้น แต่ต้องบอกไว้ก่อนนะการยึดทรัพย์นี้ไม่ได้เป็นการเดินเข้าไปหยิบมาได้เลย แต่เป็นการตั้งเรื่องให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการดังกล่าว 2.โดยในส่วนคดีอาญา ลูกจ้างในฐานะผู้เสียหายจากการฝ่าฝืนไม่จ่ายเงินตามสิทธิที่ลูกจ้างมีสิทธิ์จะได้รับ ก็สามารถร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับนายจ้างได้ พูดง่ายๆก็คือนายจ้างอาจมีโทษทางอาญา กรณีไม่ว่าจะเป็นการค้างชำระค่าจ้าง ค่าชดเชย ซึ่งตรงนี้นอกจากจะเสียค่าจ้างค่าชดเชยแล้วนายจ้างยังต้องถูกเปรียบเทียบปรับหรือจำคุกอีกด้วย และที่สำคัญกรณีที่และนายจ้างยังคงไม่ ให้ความสำคัญโดยไม่ไปตามหมายเรียกเพื่อเปรียบเทียบปรับ ไม่มีไม่หนีไม่จ่าย พนักงานสอบสวนก็จะสรุปสำนวนคดีส่งให้กับพนักงานอัยการจังหวัดฟ้องคดี และเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลศาลก็มีอำนาจสั่งนายจ้างจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย ให้กับลูกจ้าง รวมทั้งสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าปรับหรือจำคุกได้ คราวนี้มาฟังในฝั่งของนายจ้างกันบ้างว่า ถ้ากรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมีคำสั่งให้จ่ายเงินแก่ลูกจ้างหรือศาลมีคำพิพากษาให้ชำระเงินแก่ลูกจ้าง นายจ้างมีสิทธิและหน้าที่อย่างไรกันบ้าง 1. ถ้าไม่พอใจไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน นายจ้างสามารถนำคดีขึ้นสู่ศาล เพื่อให้ศาลมีคำพากษาเพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานตรวจแรงงาน แต่อย่าลืมว่าในขั้นตอนการยื่นคำฟ้องดังกล่าวต้องวางเงินเท่าจำนวนที่เจ้าพนักงานตรวจแรงงานสั่งให้นายจ้างจ่ายจึงจะมีอำนาจฟ้อง (ในประเด็นนี้มีนายจ้างท่านนึงถามว่าถ้ามีเงินจะคงจ่ายลูกจ้างไปแล้ว ไม่ให้ถึงศาลหรอก แต่มาถึงขั้นนี้ไม่มีเงิน จะทำอย่างไรได้บ้าง) ในส่วนนี้แนะนำให้เจรจาอย่างเดียวเลยค่ะตกลงร่วมกันไม่ว่าจะเป็นการ ผ่อนจ่าย...