กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryกฎหมาย Archives - Page 4 of 50 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

แพ้คดี ไม่ได้แปลว่าอีกฝ่ายมีความผิดฐานเบิกความเท็จ

เวลาคดีแรงงานสิ้นสุดลง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายลูกจ้างหรือฝ่ายนายจ้างที่แพ้คดี มักจะมีคำถามตามมาว่า “อีกฝ่ายโกหกในศาล แบบนี้แจ้งความข้อหาเบิกความเท็จได้ใช่ไหม?” คำตอบคือ ไม่ใช่ทุกกรณี หลายคนเข้าใจว่า หากศาลไม่เชื่อคำเบิกความของอีกฝ่าย หรือศาลพิพากษาให้อีกฝ่ายแพ้คดี แสดงว่าอีกฝ่ายเบิกความเท็จ แต่ในทางกฎหมาย การที่ศาลไม่รับฟังคำเบิกความ กับ การกระทำความผิดฐานเบิกความเท็จ เป็นคนละเรื่องกัน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 กำหนดความผิดฐานเบิกความเท็จไว้ แต่การจะเป็นความผิดตามมาตรานี้ ไม่ใช่เพียงพิสูจน์ได้ว่าผู้เบิกพูดไม่ตรงกับความเป็นจริงเท่านั้น ยังต้องมีองค์ประกอบของความผิดครบถ้วนด้วย 1. ต้องเป็นการเบิกความต่อศาลในการพิจารณาคดี มาตรา 177 ใช้กับการเบิกความของพยานต่อศาลในการพิจารณาคดีเท่านั้น หากเป็นการพูดคุยนอกรอบ การให้สัมภาษณ์ หรือการให้ข้อมูลกับบุคคลอื่น ย่อมไม่อยู่ในบังคับของมาตรานี้ 2. ผู้เบิกต้องรู้อยู่แล้วว่าข้อความที่ตนเบิกนั้นเป็นเท็จ แต่ยังจงใจเบิกเช่นนั้น องค์ประกอบสำคัญของความผิด คือ เจตนา หากเป็นเรื่องที่จำคลาดเคลื่อน จำเหตุการณ์ผิด เข้าใจข้อเท็จจริงไม่ตรงกัน หรือแต่ละฝ่ายรับรู้เหตุการณ์แตกต่างกัน แม้ศาลจะไม่เชื่อคำเบิกความนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จทันที 3. ข้อความที่เบิกต้องเป็น “สาระสำคัญของคดี” นี่เป็นองค์ประกอบที่หลายคนไม่ทราบ การเบิกความอันเป็นเท็จที่จะเป็นความผิดตามมาตรา 177 ไม่ใช่ข้อความเท็จทุกเรื่อง แต่ต้องเป็นข้อความที่เกี่ยวกับ ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลต้องนำไปวินิจฉัย และเป็นข้อเท็จจริงที่อาจมีผลต่อการแพ้หรือชนะคดี กล่าวอีกนัยหนึ่ง...

ลาออกแล้ว ขอ Leave Without Pay จนถึงวันพ้นสภาพได้ไหม

“ผมลาออกแล้ว ขอ Leave Without Pay จนถึงวันพ้นสภาพได้ไหม?” เชื่อหรือไม่ว่า คำถามนี้ HR เจอบ่อยกว่าที่คิด หลายคนเข้าใจว่า เมื่อยื่นหนังสือลาออกแล้ว ระหว่างรอครบกำหนดบอกกล่าวล่วงหน้า 30 วัน ลูกจ้างสามารถเลือกได้ว่าจะมาทำงานหรือไม่ โดยขอ Leave Without Pay แทน แต่ความเข้าใจแบบนี้ ไม่ถูกต้อง เพราะ Leave Without Pay ไม่ใช่สิทธิที่ลูกจ้างสามารถใช้ได้ฝ่ายเดียว กฎหมายแรงงานกำหนดสิทธิในการลาของลูกจ้างไว้หลายประเภท เช่น ลาป่วย ลากิจ ลาคลอด ลาเพื่อรับราชการทหาร หรือการลาเพื่อฝึกอบรม แต่ ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลาแบบ Leave Without Pay การลาไม่รับค่าจ้างจึงเป็นเพียง ข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เท่านั้น กล่าวคือ ลูกจ้างมีสิทธิ “ขอ” แต่นายจ้างก็มีสิทธิ “ไม่อนุญาต” หลายคนอาจคิดว่า ไม่อนุญาตก็ไม่เป็นไร เพราะอีกไม่กี่วันก็ลาออกอยู่แล้ว แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่อีกไม่กี่วันจะออกจากงาน ประเด็นอยู่ที่ หากนายจ้างไม่อนุญาต แล้วลูกจ้างหยุดงานไปเอง...

ลูกจ้างลาไม่รับค่าจ้าง (Leave Without Pay) นายจ้างต้องคิดประกันสังคมจากเงินเดือนที่จ่ายจริงหรือไม่

หากลูกจ้างลาแบบ Leave Without Pay แม้เงินที่ได้รับจริงจะลดลง แต่สำหรับลูกจ้างที่ได้รับเงินเดือนเป็นรายเดือน นายจ้างยังคงใช้ฐานเงินเดือนเดิม (ไม่เกิน 15,000 บาท) ในการคำนวณเงินสมทบประกันสังคม แล้วจึงหักค่าจ้างจากวันลาไม่รับค่าจ้างภายหลัง หลายคนอ่านถึงตรงนี้อาจสงสัยว่า ในเมื่อเดือนนั้นนายจ้างจ่ายเงินเดือนน้อยลง เพราะลูกจ้างลาแบบ Leave Without Pay เหตุใดจึงยังต้องใช้ฐานเงินเดือนเดิมในการคำนวณเงินสมทบประกันสังคม ยกตัวอย่าง ลูกจ้างมีเงินเดือนประจำ 15,000 บาท ในเดือนหนึ่งลาแบบ Leave Without Pay 1 วัน ทำให้ได้รับเงินเดือนจริง 14,500 บาท หลายบริษัทจึงเข้าใจว่าควรนำ 14,500 บาทมาคำนวณเงินสมทบประกันสังคม แต่กฎหมายไม่ได้คิดเช่นนั้น เหตุผลสำคัญคือ Leave Without Pay ไม่ใช่วันลาที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ แต่เป็นการหยุดงานที่เกิดจากข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ดังนั้น แม้จะมีการหักค่าจ้างในเดือนนั้น แต่ลูกจ้างก็ยังคงเป็นลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 6 กำหนดให้ลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน ใช้ค่าจ้างรายเดือนเป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ ไม่ใช่นำจำนวนเงินที่ได้รับจริงหลังจากถูกหัก Leave Without...

ลูกจ้างเกษียณอายุแล้ว นายจ้างจ้างทำงานต่อ ต้องนับอายุงานใหม่หรือไม่

คำตอบคือ “ขึ้นอยู่กับลักษณะของการจ้างหลังเกษียณ” ไม่ใช่ว่าเกษียณแล้วอายุงานจะเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกกรณี หลายบริษัทเข้าใจผิดว่าพอลูกจ้างอายุครบเกษียณแล้ว ไม่ว่าจะจ้างต่อแบบไหน อายุงานเดิมก็จบทันที ความจริงแล้วกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาไม่ได้วางหลักไว้เช่นนั้น หากบริษัทกำหนดอายุเกษียณไว้ในสัญญาจ้างหรือข้อบังคับการทำงาน เมื่อลูกจ้างอายุครบตามเกณฑ์และนายจ้างให้พ้นสภาพการเป็นพนักงาน ถือว่าเป็น การเลิกจ้างโดยผลของกฎหมาย ตามมาตรา 118/1 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ดังนั้น อายุงานจะนับตั้งแต่วันเริ่มทำงานจนถึงวันเกษียณ (คำพิพากษาฎีกาที่ 1061/2525) แต่หากลูกจ้างอายุครบเกษียณแล้ว นายจ้างไม่ได้ให้พ้นสภาพการเป็นพนักงาน และยังคงทำงานต่อเนื่องในตำแหน่งเดิม ภายใต้ความสัมพันธ์การจ้างเดิม แม้จะทำงานต่ออีก 1 ปี หรือ 5 ปี อายุงานก็ยังนับต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จนกว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุด เพราะศาลถือว่าเป็นเพียงการขยายอายุการทำงาน ไม่ใช่การทำสัญญาจ้างใหม่ (คำพิพากษาฎีกาที่ 3049/2526) ในทางกลับกัน หากนายจ้างให้ลูกจ้างเกษียณจริง จ่ายค่าชดเชยและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ครบถ้วนตามกฎหมายและระเบียบบริษัท ความสัมพันธ์การจ้างเดิมย่อมสิ้นสุดลง หลังจากนั้นหากทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญาจ้างกันใหม่ เช่น ทำสัญญาปีต่อปี หรือสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา อายุงานเดิมจะไม่นำมานับรวมกับอายุงานใหม่ เพราะการจ้างเดิมได้สิ้นสุดลงแล้ว สรุปง่าย ๆ คือ การนับอายุงานหลังเกษียณต้องดูว่า หลังเกษียณมีการ “เลิกจ้าง” ก่อนหรือไม่ –...

แอบอัดเสียง ใช้ในศาลได้ไหม

หลายคนดูซีรีส์หรืออ่านข่าวแล้วมักจะถามกันว่า “แอบอัดเสียงมา ศาลไม่รับฟังไม่ใช่เหรอ?” หรือบางคนถึงกับบอกว่า “เทปอัดเสียงใช้เป็นหลักฐานไม่ได้” คำตอบคือ ไม่จริงเสมอไป ความเข้าใจนี้เกิดจากการนำหลักกฎหมายบางส่วนมาพูดต่อ ๆ กันจนคลาดเคลื่อน วันนี้คลินิกกฎหมายแรงงานจะอธิบายแบบเข้าใจง่าย ประเด็นแรก ต้องแยกก่อนว่า “คดีอะไร” หลายคนไปจำมาจากคดีอาญา แล้วนำมาใช้กับคดีแรงงานหรือคดีแพ่งทั้งหมด ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะแต่ละประเภทคดีใช้หลักเกณฑ์แตกต่างกัน ในคดีอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และควบคุมการใช้อำนาจของรัฐในการแสวงหาพยานหลักฐาน มิใช่เป็นบทบัญญัติที่ห้ามประชาชนนำเทปบันทึกเสียงมาใช้เป็นพยานหลักฐานโดยเด็ดขาด ยิ่งไปกว่านั้น แม้พยานหลักฐานบางอย่างจะมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับวิธีการได้มา ศาลก็ยังสามารถพิจารณารับฟังได้ หากเห็นว่าการรับฟังจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียที่อาจเกิดขึ้น สำหรับคดีแรงงาน ยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีก พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน กำหนดให้นำหลักวิธีพิจารณาคดีแพ่งมาใช้เท่าที่ไม่ขัดกับกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น การแอบบันทึกเสียงจึงไม่ได้เป็นเหตุที่ทำให้ศาลแรงงานปฏิเสธการรับฟังโดยอัตโนมัติ ในทางปฏิบัติ เทปบันทึกเสียงถูกนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแรงงานอยู่เป็นประจำ โดยศาลจะพิจารณาร่วมกับพยานหลักฐานอื่น ๆ ทั้งหมดในสำนวน อย่างไรก็ตาม การที่ศาลรับฟัง ไม่ได้หมายความว่า ศาลจะเชื่อเสมอไป คู่ความอีกฝ่ายอาจโต้แย้งได้ว่า – เสียงในคลิปไม่ใช่เสียงของตน – ไฟล์ถูกตัดต่อ – มีการนำเสนอเพียงบางช่วงของบทสนทนา – หรือบทสนทนาถูกตัดออกจากบริบทที่แท้จริง สุดท้าย...

ผู้รับเหมาหนี ไม่จ่ายค่าจ้าง ลูกจ้างฟ้องเจ้าของโครงการได้หรือไม่

หลายคนเข้าใจว่า หากผู้รับเหมาที่จ้างแรงงานไม่จ่ายค่าจ้าง ลูกจ้างสามารถไปเรียกร้องจากเจ้าของโครงการหรือผู้ว่าจ้างได้ทันที แต่ความจริงแล้ว พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 ไม่ได้กำหนดให้ผู้ว่าจ้างต้องร่วมรับผิด ผู้ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องร่วมรับผิดคือ ผู้รับเหมาชั้นต้น และ ผู้รับเหมาช่วง เท่านั้น ยกตัวอย่าง บริษัท A ว่าจ้างบริษัท B ให้ก่อสร้างอาคาร ต่อมาบริษัท B นำงานบางส่วนไปจ้างบริษัท C และบริษัท C เป็นผู้จ้างลูกจ้างเข้ามาทำงาน หากบริษัท C ไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา หรือค่าชดเชย ลูกจ้างย่อมมีสิทธิเรียกร้องจากบริษัท C ซึ่งเป็นนายจ้างโดยตรง และยังสามารถเรียกร้องจากบริษัท B ซึ่งเป็นผู้รับเหมาชั้นต้นได้ตามมาตรา 12 เพราะกฎหมายกำหนดให้ผู้รับเหมาชั้นต้นร่วมรับผิดกับผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้าง อย่างไรก็ตาม บริษัท A ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างหรือเจ้าของโครงการ ไม่ต้องร่วมรับผิดตามมาตรา 12 เนื่องจากกฎหมายไม่ได้บัญญัติให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ร่วมรับผิด เพียงเพราะเป็นผู้ว่าจ้างงานก่อสร้าง ที่สำคัญ ผู้รับเหมาชั้นต้นไม่ได้มีสถานะเป็นนายจ้างของลูกจ้าง เพียงแต่กฎหมายกำหนดให้มีฐานะเป็น “ผู้ร่วมรับผิด” เพื่อคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้เสียสิทธิ หากผู้รับเหมาช่วงไม่สามารถชำระค่าจ้างหรือเงินตามกฎหมายแรงงานได้...

นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ลูกจ้างหยุดงานได้เลยหรือไม่

ช่วงหลังมีการให้ความเห็นในโซเชียลว่า หากนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาต่างตอบแทน ดังนั้นลูกจ้างจึงมีสิทธิหยุดทำงานได้ทันที หรือบางคนถึงกับบอกว่า การไม่จ่ายค่าจ้างถือเป็นการเลิกจ้างโดยอัตโนมัติ ในมุมของฝ้าย ความเห็นเช่นนี้อาจทำให้ลูกจ้างหลายคนเสียสิทธิได้ หากนำไปใช้โดยไม่ได้พิจารณาหลักกฎหมายแรงงานให้ครบถ้วน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ให้ความหมายของคำว่า “เลิกจ้าง” ไว้ว่า หมายถึง การที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้าง ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด ดังนั้น หากนายจ้างยังให้ลูกจ้างมาปฏิบัติงานตามปกติ ยังมอบหมายงาน ยังมีสถานะเป็นลูกจ้างของบริษัท เพียงแต่ยังไม่ได้จ่ายค่าจ้าง กรณีเช่นนี้จึงยังไม่ใช่ “การเลิกจ้าง” ตามความหมายของกฎหมาย แต่เป็นเพียงการผิดนัดชำระค่าจ้างเท่านั้น หลายคนอาจรู้สึกว่า แบบนี้ไม่ยุติธรรมเลย เพราะเมื่อไม่ได้รับเงินเดือน จะให้ออกไปทำงานทุกวันได้อย่างไร แม้แต่ค่าน้ำมัน ค่าโดยสาร ค่าอาหาร หรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก็ยังต้องใช้เงิน ความรู้สึกเช่นนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และกฎหมายเองก็ไม่ได้มองข้ามปัญหาดังกล่าว พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 9 จึงกำหนดให้นายจ้างที่ผิดนัดไม่จ่ายค่าจ้างหรือเงินตามที่กฎหมายกำหนด ต้องรับผิดในดอกเบี้ย และหากพิสูจน์ได้ว่า จงใจไม่จ่ายโดยไม่มีเหตุอันสมควร ก็อาจต้องรับผิดในเงินเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนดด้วย กล่าวคือ กฎหมายไม่ได้ปล่อยให้นายจ้างค้างค่าจ้างโดยไม่มีผลทางกฎหมาย แต่เลือกใช้มาตรการทางการเงินเพื่อกดดันให้นายจ้างรีบปฏิบัติตามหน้าที่ของตน อย่างไรก็ตาม กฎหมายก็ไม่ได้บัญญัติไว้เช่นกันว่า เมื่อนายจ้างค้างค่าจ้างแล้ว ลูกจ้างจะสามารถหยุดงานได้โดยอัตโนมัติ ประเด็นนี้สำคัญมาก...

ผู้จัดการไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าล่วงเวลา จริงหรือ

ประโยคนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด และทำให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างเสียสิทธิมาแล้วหลายคดี หลายบริษัทเข้าใจว่า เพียงแต่งตั้งลูกจ้างให้ดำรงตำแหน่ง “ผู้จัดการ” ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าล่วงเวลาอีกต่อไป ขณะที่ลูกจ้างจำนวนไม่น้อยก็เชื่อว่า เมื่อทำงานเกินเวลาทำงานปกติ ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งใดก็ต้องได้รับค่าล่วงเวลาทุกคน ความจริงแล้ว กฎหมายแรงงานไม่เคยใช้ “ชื่อตำแหน่ง” เป็นเกณฑ์ในการพิจารณา พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตาม มาตรา 61 และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตาม มาตรา 63 แต่ในขณะเดียวกัน มาตรา 65 (1) ได้กำหนดข้อยกเว้นไว้ว่า ลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้าง ในเรื่องการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาหรือค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่นายจ้างจะตกลงจ่ายให้เป็นกรณีพิเศษ จะเห็นได้ว่า กฎหมายไม่ได้ใช้คำว่า “ผู้จัดการ” เลย แต่ใช้คำว่า “ลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้าง” ซึ่งหมายความว่า สิ่งที่ศาลพิจารณาไม่ใช่นามบัตรหรือชื่อตำแหน่ง แต่คือ อำนาจหน้าที่ที่แท้จริง ของลูกจ้างคนนั้น ยกตัวอย่างเช่น ผู้จัดการฝ่ายขาย ผู้จัดการคลังสินค้า หรือผู้จัดการฝ่ายบัญชี แม้จะมีลูกน้องจำนวนมาก มีอำนาจควบคุมการทำงาน หรือประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานในสังกัด แต่หากไม่มีอำนาจรับพนักงานเข้าทำงาน อนุมัติการขึ้นเงินเดือนหรือบำเหน็จ และไม่มีอำนาจเลิกจ้างได้ด้วยตนเอง บุคคลดังกล่าวก็ยังมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามกฎหมาย...

ศาลอยากให้ยอมความ เพราะเข้าข้างอีกฝ่ายจริงหรือ

เมื่อเดินเข้าไปในศาลแรงงาน สิ่งหนึ่งที่คู่ความแทบทุกคนต้องเจอ คือคำถามจากผู้พิพากษาว่า “จะลองไกล่เกลี่ยกันก่อนไหม?” หลายคนได้ยินคำถามนี้แล้วกลับรู้สึกไม่สบายใจ ลูกจ้างบางคนคิดว่าศาลกำลังพยายามช่วยนายจ้าง ส่วนนายจ้างหลายคนก็รู้สึกว่าศาลแรงงานเข้าข้างลูกจ้างและพยายามกดดันให้จ่ายเงิน ทั้งที่ต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าตนเองเป็นฝ่ายถูก และเดินเข้าสู่ศาลเพื่อหวังให้ศาลตัดสินว่าใครถูกใครผิด แต่ความจริงแล้ว การที่ศาลชวนไกล่เกลี่ย ไม่ใช่เพราะศาลเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่เป็นหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้โดยตรง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 38 บัญญัติให้ศาลแรงงานมีหน้าที่พยายามไกล่เกลี่ยและประนีประนอมยอมความระหว่างคู่ความ เพราะคดีแรงงานแตกต่างจากคดีแพ่งทั่วไป ข้อพิพาทจำนวนมากเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ซึ่งกฎหมายมุ่งหวังให้ข้อพิพาทยุติลงด้วยความเข้าใจอันดี หากสามารถตกลงกันได้ ย่อมเป็นผลดีกับทั้งสองฝ่ายมากกว่าการปล่อยให้คดีดำเนินไปจนถึงที่สุด หลายคนเข้าใจว่า การไกล่เกลี่ยมีเพียงวันนัดแรกของคดีเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ศาลสามารถเปิดโอกาสให้คู่ความเจรจากันได้แทบทุกช่วงของการดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นในวันไกล่เกลี่ย วันกำหนดประเด็นข้อพิพาท ระหว่างการสืบพยาน หรือแม้แต่ก่อนศาลอ่านคำพิพากษา ตราบใดที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล การยอมความก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ คำถามสำคัญคือ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าควรไกล่เกลี่ยหรือไม่? คำตอบไม่ใช่การดูว่าศาลพูดอะไร แต่คือการกลับไปพิจารณา คำฟ้อง คำให้การ ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายของคดี เพราะก่อนที่ผู้พิพากษาจะพูดคุยกับคู่ความ ศาลได้อ่านสำนวน ศึกษาข้อเท็จจริง และพิจารณาประเด็นข้อกฎหมายเบื้องต้นมาแล้ว การที่ศาลเปิดประเด็นให้พูดคุย จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายประเมินความเสี่ยงของคดีอีกครั้ง ไม่ใช่การชี้ว่าฝ่ายใดควรแพ้หรือควรชนะ ข้อดีของการไกล่เกลี่ยคือ ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องลุ้นผลของคำพิพากษา ต่างฝ่ายต่างยอมถอยในจุดที่ตนเองรับได้ สามารถควบคุมผลลัพธ์ของคดีได้ด้วยตัวเอง ลดระยะเวลา ลดค่าใช้จ่าย...

เงินเพิ่ม 15% ทุก 7 วัน จ้างเรียกได้ทุกคดีจริงหรือ

หลายคนเห็นข้อความใน มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แล้วเข้าใจว่า หากนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย หรือเงินตามกฎหมายแรงงาน ลูกจ้างย่อมมีสิทธิได้รับ “เงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุก 7 วัน” โดยอัตโนมัติ ความจริงแล้ว ความเข้าใจดังกล่าวไม่ถูกต้อง เพราะมาตรา 9 ได้กำหนดสิทธิของลูกจ้างไว้ 2 ส่วน ซึ่งมีวัตถุประสงค์และหลักเกณฑ์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ได้แก่ ดอกเบี้ย และ เงินเพิ่ม ในส่วนของ ดอกเบี้ย นั้น เมื่อนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือเงินอื่นที่กฎหมายกำหนดภายในกำหนดเวลา นายจ้างย่อมตกเป็นผู้ผิดนัด และต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนด ดอกเบี้ยในส่วนนี้เป็นผลทางกฎหมายของการผิดนัดชำระหนี้ กล่าวคือ หากศาลวินิจฉัยว่านายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินดังกล่าว ดอกเบี้ยก็ย่อมเกิดขึ้นตามกฎหมาย แต่ เงินเพิ่ม เป็นคนละเรื่องกับดอกเบี้ย และไม่ใช่สิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับในทุกคดี แม้มาตรา 9 วรรคสอง จะกำหนดให้นายจ้างต้องจ่าย เงินเพิ่มร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างชำระทุกระยะเวลา...