กรุณารอสักครู่

 

บทความแนะนำ

ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น

ช่วงนี้มีคนแชร์ข่าวหลายเรื่องมาให้ดู แต่อย่างที่บอก เพจเราไม่ใช่เพจเล่นข่าวกระแส เพราะเวลาน้อย แต่พอเห็นประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวกับกฎหมายแรงงานถูกหยิบขึ้นมาพูดว่า “มีประกันสังคม = เป็นลูกจ้าง” อันนี้อดไม่ได้จริง ๆ เพราะถ้าพูดกันในทางกฎหมาย คำตอบคือ ไม่ใช่

ก่อนอื่นต้องแยกกฎหมายออกจากกันก่อน พระราชบัญญัติประกันสังคมกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายคนละฉบับ การที่บุคคลหนึ่งมีชื่ออยู่ในระบบประกันสังคม หรือมีการหักและนำส่งเงินสมทบให้สำนักงานประกันสังคม จึงไม่ใช่ข้อยุติว่า เมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้นแล้วศาลจะต้องถือว่าบุคคลนั้นเป็น “ลูกจ้าง” ตามกฎหมายแรงงานเสมอไป

เรื่องนี้ไม่ใช่ความเห็นของดิฉันเองด้วย เพราะ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 812/2548 วางแนวไว้ค่อนข้างชัด

คดีนั้นโจทก์เข้าไปบริหารงานของบริษัทจำเลย ในฐานะผู้ถือหุ้น และได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือน แต่เมื่อพิจารณาสภาพการทำงานจริง ศาลรับฟังว่าโจทก์ทำงานโดยอิสระ ไม่ต้องมาทำงานทุกวัน ไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของผู้ใดในบริษัท และไม่ต้องอยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับการทำงานของบริษัท ศาลจึงวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5

ที่น่าสนใจคือ ศาลไม่ได้หยุดแค่ตรงนั้น แต่ยังวินิจฉัยต่อไปด้วยว่า แม้โจทก์จะได้รับค่าตอบแทนจากบริษัทเป็น “เงินเดือน” เงินดังกล่าวก็ไม่ใช่ค่าจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน เพราะนิติสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีไม่ได้เป็นสัญญาจ้างแรงงานตั้งแต่ต้น

และสำหรับเรื่องประกันสังคม ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ตรง ๆ ว่า เมื่อโจทก์มิใช่ลูกจ้าง บริษัทก็ไม่มีหน้าที่ต้องหักเงินสมทบส่งสำนักงานประกันสังคม การที่บริษัทได้หักเงินจากค่าตอบแทนของโจทก์แล้วนำส่งเป็นเงินสมทบไปแล้ว ก็ไม่มีผลทำให้โจทก์กลับมีฐานะกลายเป็นลูกจ้างของบริษัท

ประโยคนี้สำคัญมาก เพราะมันทำให้เห็นว่า การนำส่งประกันสังคมเป็นเพียงข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง แต่ไม่ได้มีอำนาจไป “สร้าง” นิติสัมพันธ์จ้างแรงงานขึ้นมา หากความสัมพันธ์ในการทำงานจริงไม่ได้มีลักษณะเป็นนายจ้างกับลูกจ้าง

เพราะฉะนั้น ถ้าจะพิสูจน์ว่าใครเป็นลูกจ้าง การบอกเพียงว่า “บริษัทนัดให้มาบ่ายสาม” หรือ “บริษัทส่งประกันสังคมให้” แล้วจบเลยว่าเป็นลูกจ้าง ยังเร็วไปนิดหนึ่ง เพราะสิ่งที่ต้องสืบต่อคือ ความสัมพันธ์ในการทำงานจริงเป็นอย่างไร และบุคคลนั้นอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาอย่างไร

คำว่า “อำนาจบังคับบัญชา” สำคัญมากในเรื่องนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6783/2548 อธิบายลักษณะของลูกจ้างไว้ว่า เป็นผู้ตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างภายใต้การบังคับบัญชา ต้องทำงานตามที่นายจ้างมอบหมายในวันและเวลาที่นายจ้างกำหนด ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และหากฝ่าฝืน นายจ้างมีอำนาจลงโทษได้

ดังนั้น เวลาเห็นหลักฐานว่าใครคนหนึ่งต้อง “แจ้งลา” “แจ้งว่าจะไม่มา” หรือ “แจ้งตารางให้ทราบ” อย่าเพิ่งเห็นคำว่า แจ้ง แล้วตีความทันทีว่ามีอำนาจบังคับบัญชา เพราะต้องดูต่อว่า เขากำลัง ขออนุญาต หรือเพียง แจ้งให้ทราบ

สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน

เช่น บอกอีกฝ่ายว่า “พรุ่งนี้ไม่เข้ามานะ มีธุระ” เพื่อให้อีกฝ่ายทราบและจัดตารางงานได้ แต่ผู้พูดยังมีสิทธิเลือกเองว่าจะมาหรือไม่มา อีกฝ่ายไม่มีสิทธิอนุมัติหรือไม่อนุมัติ และหากไม่มาก็ไม่มีอำนาจลงโทษในฐานะนายจ้าง แบบนี้การ “แจ้ง” เพียงอย่างเดียวยังไม่ได้แสดงว่าอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชา

แต่ถ้ามีวันและเวลาทำงานที่กำหนดไว้ การจะหยุดต้องยื่นลา นายจ้างมีสิทธิอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง และหากขาดงานหรือฝ่าฝืนคำสั่งโดยไม่มีเหตุอันสมควร นายจ้างสามารถใช้มาตรการทางวินัยได้ แบบนี้ต่างหากที่สะท้อนความสัมพันธ์แบบนายจ้างกับลูกจ้างได้มากกว่า

แม้แต่คำว่า “รายงาน” ก็เหมือนกัน กรรมการ ผู้ถือหุ้น ที่ปรึกษา ผู้รับจ้าง หรือคู่สัญญาทางธุรกิจก็อาจมีหน้าที่รายงานผลการทำงานให้กันได้ การมีคนให้รายงานจึงไม่เท่ากับการมี “หัวหน้างาน” เสมอไป ต้องดูว่าอีกฝ่ายเพียงรับทราบ หรือมีอำนาจสั่ง ควบคุม กำหนดวิธีการทำงาน และลงโทษเมื่อไม่ปฏิบัติตามด้วย

กฎหมายแรงงานจึงไม่ได้ดูคำเรียกอย่างเดียว ไม่ได้ดูเพียงว่าจ่ายเงินกันทุกเดือนหรือไม่ และไม่ได้ดูเพียงว่ามีชื่ออยู่ในประกันสังคมหรือเปล่า แต่ดู นิติสัมพันธ์และสภาพการทำงานจริง ว่าเป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่

คิดกลับกันง่าย ๆ ก็ได้ว่า ถ้า “ส่งประกันสังคม = เป็นลูกจ้าง” จริง นายจ้างที่รับคนเข้าทำงานแล้วไม่ยอมขึ้นทะเบียนประกันสังคมให้ เพียงเท่านี้ลูกจ้างคนนั้นจะกลายเป็นคนที่ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้าง ค่าชดเชย หรือไม่มีสิทธิฟ้องคดีแรงงานเลยหรือ?

แน่นอนว่าไม่ใช่

เพราะ สถานะลูกจ้างไม่ได้เกิดขึ้นเพราะนายจ้างกดปุ่มส่งประกันสังคมให้ และก็ไม่ได้หายไปเพราะนายจ้างไม่กดปุ่มส่ง

ส่วนที่เขียนมาทั้งหมดนี้ไม่ได้พูดถึงคดีไหนเป็นพิเศษนะ เพราะอะไรที่ไม่ใช่คดีแรงงานก็ไม่อยากจะยุ่งกับเขา

แต่พอเห็นประเด็นแรงงานแล้ว มันอดแตะไม่ได้จริง ๆ

ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น

ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน

คลินิกกฎหมายแรงงาน

ปรึกษามีค่าใช้จ่าย