กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ Archives - Page 8 of 13 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

“โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักเงินของผู้เสียหาย แต่ในทางพิจารณาฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการฉ้อโกงธนาคาร ศาลจะลงโทษจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกง และสั่งให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายได้หรือไม่ ?

“โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักเงินของผู้เสียหาย แต่ในทางพิจารณาฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการฉ้อโกงธนาคาร ศาลจะลงโทษจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกง และสั่งให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายได้หรือไม่ “ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 687/2563 มาตรา 192 ห้ามมิให้พิพากษา หรือสั่ง เกินคำขอหรือที่มิได้กล่าว ในฟ้อง ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่าง กับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้อง ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น เว้นแต่ข้อ แตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจะ ลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้ ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด เช่น เกี่ยวกับ เวลาหรือสถานที่กระทำความผิดหรือต่างกันระหว่างการกระทำผิด ฐานลักทรัพย์ กรรโชกรีดเอาทรัพย์ ฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอก รับ ของโจร และทำให้เสียทรัพย์หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิด โดยเจตนากับประมาท มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่ โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลย เกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้ ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงบางข้อดั่งกล่าวในฟ้อง และตามที่ปรากฏ ในทางพิจารณาไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ห้ามมิให้ ศาลลงโทษจำเลยในข้อเท็จจริงนั้น ๆ ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องนั้นโจทก์สืบสม แต่โจทก์อ้างฐาน ความผิดหรือบท มาตรา ผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐาน ความผิดที่ถูกต้องได้ ถ้าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง...

จำเลยมีเจตนาที่จะเอาของมีค่าในกระเป๋าเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาจะเอากระเป๋า เมื่อหาของมีค่าไม่เจอจึงส่งกระเป๋าคืน การกระทำของจำเลยยังไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์สำเร็จไป

จำเลยมีเจตนาที่จะเอาของมีค่าในกระเป๋าเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาจะเอากระเป๋า เมื่อหาของมีค่าไม่เจอจึงส่งกระเป๋าคืน การกระทำของจำเลยยังไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์สำเร็จไป คำพิพากษาฎีกาที่ 869/2555 จำเลยใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายว่า อย่าส่งเสียงและให้ส่งของมีค่าให้เมื่อผู้เสียหายส่งกระเป๋าสะพายให้และพูดว่า จะเอาอะไรก็เอาไปขอบัตรประจำตัวประชาชนไว้ จำเลยค้นกระเป๋าสะพายแล้วไม่มีของมีค่าจึงส่งกระเป๋าสะพายคืนให้และคลำที่คอผู้เสียหายเพื่อหาสร้อยคอ ผู้เสียหายบอกจำเลยว่าไม่มีของมีค่าติดตัวมา จำเลยจึงปล่อยตัวผู้เสียหายแล้วเดินหนีไป แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้ประสงค์จะแย่งเอากระเป๋าสะพายของผู้เสียหายไปเป็นของตน เพียงแต่ต้องการค้นหาของมีค่าในกระเป๋าสะพายเท่านั้น มิฉะนั้นเมื่อจำเลยได้กระเป๋าสะพายแล้วก็ต้องหลบหนีไปทันทีโดยไม่ต้องเปิดดูและคืนกระเป๋าสะพายให้ผู้เสียหาย ดังนั้น เมื่อจำเลยยังไม่ได้ของมีค่าตรงตามเจตนาของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นการชิงทรัพย์สำเร็จ ติดต่องานจ้าง

หย่าโดยยินยอมและหย่าเพื่อหนีหนี้ ขั้นตอนและผลทางฎหมายเป็นอย่างไร ?

หย่าโดยยินยอมและหย่าเพื่อหนีหนี้ ขั้นตอนและผลทางฎหมายเป็นอย่างไร ? มาฟัง…. “หย่าโดยความยินยอม” ๑.ทำเป็นคำร้องยื่นต่อนายอำเภอ ตกลงหย่าขาดจากกัน โดยลงชื่อคู่สมรสและพยานสองคนกด็เป็นการหย่าที่สมบรูณ์ คำพิพากษาฏีกา ๖๑๐/๒๔๙๖ ๒.สัญญาหย่ามีพยานสองคน พยานที่ลงชื่อเป็นพยานคนแรกเบิกความว่า หลังจากที่ตนเซ็นชื่อแล้วจะมีใครเซ็นชื่อหรือไม่ไม่ทราบ พยานอีกคนเบิกความว่า เมื่อภรรยานำหนังสือสัญญาหย่ามาให้เซ็นก็เซ็นไป ไม่ถือว่าทั้งสองคนรู้เห็นเป็นพยานในการหย่า ไม่ถือเป็นหนังสือหย่าตามกฎหมาย คำพิพากษาฏีกา ๔๑๗/๒๔๙๔ ๓. ตกลงหย่ากันแล้ว สามีลงชื่อในหนังสือหย่าต่อหน้าพยานสองปาก ส่วนภรรยาลงชื่อหลังจากที่พยานคนหนึ่งไปแล้ว ถือว่าสัญญาหย่าสมบรูณ์ กฎหมายไม่ได้บังคับให้ลงชื่อต่อหน้าพยานพร้อมกันสองคน ความประสงค์มีเพียง ให้พยานลงชื่อในสัญญานั้นพยานทั้งสองคนต้องรู้เห็นในข้อความที่ตกลงกัน คำพิพากษาฏีกา ๑๔๑/๒๔๘๗ ๔.ทำหนังสือหย่ากันถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ไม่ยอมไปจดทะเบียนหย่าอีกฝ่ายฟ้องบังคับให้สามีไปจดทะเบียนหย่าได้ คำพิพากษาฏีกา ๑๒๙๑/๒๕๐๐ ๕.ทำหนังสือสัญญาหย่ากันแล้ว อีกฝ่ายไม่ไปจดทะเบียนหย่าที่อำเภอ ยังสามารถบังคับโดยวิธีอื่นที่ไม่ต้องจับกุมคุมขัง ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ คำพิพากษาฏีกา ๕๘๐/๒๕๐๘ ๖.การหย่ามีผลสมบรูณ์เมื่อจดทะเบียนหย่า ส่วนระเบียบการจดทะเบียนครอบครัวที่นายทะเบียนที่รับแจ้งการหย่า ให้แจ้งการหย่าไปที่อำเภอที่จดทะเบียนสมรส หรือแจ้งไปที่สนง.จดทะเบียนกลาง ก็เป็นเพียงหลักฐานการตรวจสอบทางทะเบียนเท่านั้น คำพิพากษาฏีกา ๕๙๕/๒๕๓๔ ๗.หย่าโดยสมรู้กันโดยหลอกลวงโดยสมคบกันระหว่างคู่กรณี แล้วไปจดทะเบียนหย่า การหย่าไม่ผูกพันคนภายนอก คำพิพากษาฏีกา ๓๖๙๘/๒๕๒๔ ๘.หย่าแล้วยังอยู่ด้วยกัน และร่วมกันสร้างเรือนพิพาทอีกหลังร่วมกัน ปรับปรุงที่พิพาททำเป็นนา ขุดบ่อปลา...

คู่สมรสมีชู้ในระหว่างจดทะเบียนสมรสกันอยู่ แม้ภายหลังจากนั้นได้จดทะเบียนหย่ากันแล้ว ก็สามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนจากชู้ได้

คู่สมรสมีชู้ในระหว่างจดทะเบียนสมรสกันอยู่ แม้ภายหลังจากนั้นได้จดทะเบียนหย่ากันแล้ว ก็สามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนจากชู้ได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4261/2560 โจทก์ในฐานะภริยามีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่น ที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง แม้ขณะฟ้องจะได้จดทะเบียนหย่ากันแล้ว กรณีมิใช่การกระทำละเมิด ส่วนปัญหาจำเลยต้องใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เนื่องจากคู่ความได้สืบพยานกันเสร็จสิ้นแล้ว

อายุความในทางคดี คืออะไร ?

อายุความคือ กำหนดเวลาในการฟ้องร้องดำเนินคดีแพ่งหรือคดีอาญา ครับ กล่าวคือว่า ถ้าในทางแพ่งไม่ได้ยื่นฟ้องภายในกำหนดระยะเวลา คดีก็จะขาดอายุความในการฟ้องร้องคดีนั้นเองครับ ส่วนคดีอาญา ถ้าไม่ฟ้องภายในกำหนดเวลา คดีก็จะขาดอายุความเช่นกัน ผลของการไม่ยื่นฟ้องภายในกำหนดเวลาตามที่กฎหมายกำหนดคือ ศาลอาจยกเอาเหตุแห่งการขาดอายุความมายกฟ้องคดีได้นั้น เอง ซึ่งจะมีผลทำให้โจทก์แพ้คดีนั้น ครับ

ถ้าตั้งใจจะหย่าขาดแล้ว ห้ามใจอ่อน!! มิฉะนั้นอาจหมดสิทธิในการฟ้องหย่า

ถ้าตั้งใจจะหย่าขาดแล้ว ห้ามใจอ่อน!! มิฉะนั้นอาจหมดสิทธิในการฟ้องหย่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2561/2561 แม้จะฟังได้ว่าข้อกล่าวหาของโจทก์เป็นเหตุหย่าตามกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ได้ให้อภัยในการกระทำของจำเลยแล้ว สิทธิฟ้องหย่าของโจทก์ย่อมหมดไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518 โจทก์นำ จ.มาอยู่ในบ้านโจทก์และอยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยาจนมีบุตรด้วยกัน 1 คน โดยโจทก์ให้ใช้นามสกุลของโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภรรยา เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ให้อภัยในการกระทำของโจทก์ จำเลยจึงมีเหตุฟ้องหย่าโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา1516 (1) เหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของโจทก์ฝ่ายเดียว ทั้งจำเลยไม่ได้ประกอบอาชีพอะไรโดยโจทก์เคยให้เงินจำเลยเป็นค่าใช้จ่าย การที่โจทก์หย่ากับจำเลยทำให้จำเลยยากจนลง จำเลยจึงมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526

จะฟ้องใครฐานฉ้อโกง ให้ดูว่าครบตามองค์ประกอบนี้ไหม !!

จะฟ้องใครฐานฉ้อโกงให้ดูว่าครบตามองค์ประกอบตามนี้ไหม!! ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ไม่ได้ถือเอาจำนวนผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงว่ามากหรือน่้อย แต่ถือเอาเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนเป็นสำคัญ และต้องกระทำการดังกล่าวด้วยตนเองมาแต่ต้นทุกครั้งเพียงแต่จำเลยแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ผู้เสียหายบางคนแล้วมีการบอกกันต่อๆไปเป็นทอดๆ เมื่อผู้เสียหายคนหลังทราบข่าวและมาสอบถามจำเลย จำเลยได้ยืนยันแสดงข้อความอันเป็นเท็จนั้น และให้ผู้เสียหายไปติดต่อที่แฟลตทุกครั้ง อันถือได้ว่าเป็นสำนักงานของจำเลยกับพวก แม้ไม่มีประกาศรับสมัครงานปิดไว้ก็ตาม ก็เป็นการฉ้อโกงประชาชน คำพิพากษาฏีกา ๕๒๙๒/๒๕๔๐ ข้อสังเกต ๑. ฉ้อโกงประชาชนไม่ได้ถือเอาจำนวนคนมาเป็นเกณท์พิจารณาว่ามีคนเท่าใดจึงถือเป็นประชาชน แต่ถือเอาลักษณะการกระทำว่ามีการแสดงข้อความเท็จที่ประชาชนโดยทั่วไปอาจทราบและหลงเชื่อและอาจถูกหลอกได้ ๒.การหลอกลวงดังกล่าวไม่จำต้องกระทำด้วยตัวเองมาตั้งแต่ต้น อาจมาทำในช่วงหลัง โดยมีการพูดต่อๆกันมาถึงการหลอกลวงดังกล่าว แต่เมื่อจำเลยมายืนยันข้อความดังกล่าวแม้จะไม่ได้กระทำมาตั้งแต่ต้น ก็เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนได้ ๓.ในสำนักงานของจำเลยแม้ไม่มีการปิดประกาศข้อความอันเป็นการหลอกลวงประชาชนก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่ยืนยันด้วยปากเปล่าถึงข้อความหลอกลวงอันเป็นเท็จที่มุ่งหลอกลวงคนทั่วไป ก็เป็นการฉ้อโกงประชาชนได้ ๔.ความผิดดังกล่าวเป็นความผิดที่เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว ๕.การหลอกลวงดังกล่าวหากมีการหลอกลวงผ่านทางสื่อสาธารณะต่างๆ ไม่ว่าเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุหรือโทรทัศน์ แล้วผู้เสียหายหลงเชื่อ และการหลงเชื่อ ได้ไปซึ่งเงินของผู้เสียหาย ทุกท้องที่ซึ่งผ่านทางสื่อเป็นสถานที่ความผิดเกิดได้หมดเหมือนการลงหนังสือพิมพ์ด้วยข้อความหมิ่นประมาททุกท้องที่ซึ่งหนังสือพิมพ์ไปถึงเป็นท้องที่เกิดเหตุได้หมด เป็นกรณีที่ความผิดส่วนหนึ่งเกิดในท้องที่หนึ่งความผิดอีกส่วนหนึ่งเกิดในอีกท้องที่หนึ่งและเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำการต่อเนื่องในท้องที่ต่างๆกันมากกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป พนักงานสอบสวนทุกท้องที่มีอำนาจในการสอบสวน แต่หากยังจับผู้กระทำผิดไม่ได้ พนักงานสอบสวนท้องที่ที่พบความผิดก่อน เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวน แต่หากยังจับผู้กระทำผิดแล้วได้ พนักงานสอบสวนในท้องที่ที่จับกุมได้ เป็นพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบ ในกรณีนี้พนักงานอัยการจะรวมสำนวนเพื่อพิจารณาสั่งในคราวเดียวกัน

เป็นผู้จัดการมรดกแต่ไม่แบ่งทรัพย์มรดก ระวังคุก !!

เป็นผู้จัดการมรดกแต่ไม่แบ่งทรัพย์มรดก ระวังคุก !! ผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล รู้ว่าทรัพย์มรดกต้องแบ่งให้ทายาททุกคนเท่าๆกัน แต่ไม่ยอมแบ่งทรัพย์มรดกให้ แต่กลับโอนเป็นของตนแล้วโอนต่อให้นาย ส. เป็นกรณีได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาล กระทำผิดหน้าที่ด้วยการโอนทรัพย์สินนั้นเป็นของตัวเองและโอนต่อให้คนอื่นโดยทุจริต เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินแก่ทายาท มีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒,๓๕๔ คำพพิพากษาฏีกา ๑๒๘/๒๕๓๗ ข้อสังเกต ๑. ผู้จัดการมรดกเป็นเพียงตัวแทนของทายาทที่จะเก็บรวบรวมทรัพย์คนตายเพื่อโอนให้แก่ทายาทโดยธรรม แต่คนทั่วไปเข้าใจว่า เมื่อตนเป็นผู้จัดการมรดกแล้วสามารถนำทรัพย์ออกจำหน่ายได้ ๒. การที่ผู้จัดการมรดกเบียดบังเอาทรัพย์มรดกเป็นของตนเองอันเป็นความผิดตามกฏหมายแล้ว ถือได้ว่าการกระทำดังกล่าวละเลยไม่กระทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดก เป็นเหตุให้ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดร้องขอต่อศาลเพื่อสั่งถอนผู้จัดการมรดกได้ แต่การร้องขอต้องกระทำก่อนมีการแบ่งปันทรัพย์มรดกเสร็จ ๓.ผู้จัดการมรดกกฏหมายให้รับผิดทางแพ่งเสมือนเป็นตัวแทนของทายาท จึงต้องรับผิดต่อทายาทเนื่องจากเหตุที่ตนไม่กระทำการตามหน้าที่ในความเสียหายใดๆที่พึงเกิดขึ้น

สินส่วนตัว vs สินสมรส

สินส่วนตัว vs สินสมรส สินส่วนตัว ได้แก่ ทรัพย์สิน ๑.มีอยู่ก่อนสมรส(ก่อนจดทะเบียนสมรส ) ๒.เครื่องใช้สรอยส่วนตัว เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะ เครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ๓.ได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือการให้โดยเสนหา ๔.ที่เป็นของหมั้น สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน ๑.ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส ๒.ได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือการยกให้เป็นหนังสือ เมื่อหนังสือยกให้หรือพินัยกรรมระบุให้เป็นสินสมรส(หากไม่ได้ระบุก็เป็นสินส่วนตัว) ๓.ดอกผลสินส่วนตัว(ก่อนจดทะเบียนสมรสมีสวนมะม่วง พอจดทะเบียนสมรสมะม่วงออกผล ผลที่เกิดเป็นสิ่งที่เกิดตามธรรมชาติของทรัพย์ซึ่งได้มาจากตัวทรัพย์คือต้นมะม่วง โดยการมีและใช้ทรัพย์นั้นตามปกตินิยม สามารถถือเอาได้เมื่อขาดจากตัวทรัพย์คือต้นมะม่วง ผลมะม่วงจึงเป็นดอกผลของสินส่วนตัวจึงเป็นสินสมรสแม้ต้นมะม่วงเป็นสินส่วนตัวก็ตาม เมื่อขายมะม่วงได้เงิน เงินดังกล่าวจึงเป็นสินสมรส หรือกรณีมีเงินฝากธนาคารก่อนจดทะเบียนสมรส เมื่อมีดอกเบี้ยเกิดหลังวันจดทะเบียนสมรส ดอกเบี้ยเงินฝากเป็นทรัพย์หรือประโยชน์ที่ได้มาเป็นครั้งตราวแก่เจ้าของทรัพย์จากผู้อื่น(ธนาคาร)เพื่อที่การได้ใช้ทรัพย์นั้น(คือเอาเงินฝากเราไปหมุนให้ได้กำไรเกิดดอกเบี้ยเอามาให้เรา) ซึ่งสามารถคำนวณและถือเอาได้เป็นรายวันหรือตามระยะเวลาที่กำหนด(คือระยะเวลาที่ฝากเช่นครบ ๑ ปีจะได้ดอกเบี้ย) ดอกเบี้ยเงินฝากจึงเป็นดอกผลนิตินัย เมื่อเป็นดอกผลที่ได้มาระหว่างสมรส ดอกเบี้ยจึงเป็นสินสมรสในขณะที่ต้นเงินยังคงเป็นสินส่วนตัวอยู่ กรณีที่เป็นข้อสงสัยว่าทรัพย์สินบางอย่างเป็นสินสมรสหรือไม่ ให้ัสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นิสินสมรส(คือใช้คำว่าสันนิษฐานหากมีหลักฐานว่าไม่ใช่สินสมรสก็เป็นสินส่วนตัวครับ) ดอกเบี้ยสินส่วนตัว เป็นสินสมรส เช่น ฝ่ายชายมีเงินฝากในธนาคาร ๑ ล้านบาท ครั้นแต่งงานแล้วจดทะเบียนสมรสดอกเบี้ยของเงิน ๑ ล้านบาทที่เกิดภายหลังจดทะเบียนสมรสเป็นสินสมรส ส่วนต้นเงิน ๑ ล้านบาทยังคงเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายชาย

การตีความ “ถ้อยคำ” ในประมวลกฎหมายอาญา ต้องตีความโดยเคร่งครัด

การตีความ “ถ้อยคำ” ในประมวลกฎหมายอาญา ต้องตีความโดยเคร่งครัด คำพิพากษาฎีกาที่ 456/2509 คำว่า สืบสันดาน ตามพจนานุกรม หมายความว่า สืบเชื้อสายมาโดยตรงและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1586, 1587, 1627 แสดงว่าบุตรบุญธรรมย่อมมีฐานะแตกต่างกับบุตรชอบด้วย กฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรมและผู้รับบุตรบุญธรรมก็มีฐานะต่างกับบุพการีโดยตรงของบุตรบุญธรรมอยู่หลายประการ มาตรา 1586, 1627 เป็นบทบัญญัติพิเศษให้สิทธิบางประการแก่บุตรบุญธรรมในทางแพ่งเกี่ยวกับสัมพันธ์ทางครอบครัวและมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรมเท่านั้น ต้องใช้โดยเคร่งครัด เฉพาะการตีความถ้อยคำในประมวลกฎหมายอาญาก็ต้องตีความโดยเคร่งครัดจึงหาชอบที่จะนําบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้ตีความคำว่า ผู้สืบสันดาน ตามป.อ.มาตรา 71 วรรค 2 ไม่ บุตรบุญธรรมจึงไม่ใช่ผู้สืบสันดานกระทำต่อบุพการรตาม ป.อ.มาตรา 71 จึงยอมความไม่ได้