กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ Archives - Page 6 of 13 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

คลอดแล้วทิ้ง ศาลถอนอำนาจปกครองได้

คลอดแล้วทิ้ง ศาลถอนอำนาจปกครองได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4323/2540 ในการถอนอำนาจปกครองนั้น กฎหมายให้อำนาจศาลถอนเสียได้โดยลำพังโดยไม่ต้องให้ผู้ใดร้องขอก็ได้ หากมีเหตุตามบทบัญญัติแห่งป.พ.พ.มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง ดังนั้น แม้ในขณะผู้ร้องยื่นคำร้องผู้ร้องยังมิได้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์ก็ตาม แต่เมื่อความปรากฏต่อศาลว่ามารดาของผู้เยาว์ย้ายไปอยู่ที่อื่นและสมรสใหม่ตั้งแต่ผู้เยาว์อายุได้เพียงปีเศษและไม่เคยกลับมาดูแลผู้เยาว์อีกเลย กรณีจึงเป็นการที่มารดาผู้เยาว์ใช้อำนาจปกครองแก่ตัวผู้เยาว์โดยมิชอบ ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาถอนอำนาจปกครองจากมารดาผู้เยาว์ และเมื่อปรากฏว่าผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้ร้องมาโดยตลอดการให้ผู้ร้องเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ย่อมเหมาะสมกว่า ติดต่องาน info@legalclinic.co.th

นิติกรรมที่ลูกหนี้กระทำต่อบุคคลภายนอกภายหลังศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายแล้ว ตกเป็นโมฆะ แม้บุคคลภายนอกสุจริตและเสียค่าตอบแทน

นิติกรรมที่ลูกหนี้กระทำต่อบุคคลภายนอกภายหลังศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายแล้ว ตกเป็นโมฆะ แม้บุคคลภายนอกสุจริตและเสียค่าตอบแทน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5677/2560 ลูกหนี้ที่ 2 จดทะเบียนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 และได้ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ภายหลังจากที่ลูกหนี้ที่ 2 ถูกศาลพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ที่ 2 กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ การจดทะเบียนโอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทย่อมเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 , 24 และเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะ ตามป.พ.พ.มาตรา 150 แม้จะมีการทำนิติกรรมนั้นโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนโดยสุจริตก็ตาม ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่อาจยกความสุจริตและเสียค่าตอบแทนขึ้นอ้างเพื่อให้มีผลลบล้างบทกฎหมายได้

สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งเกิน 1 ปี อีกฝ่ายหนึ่งยกขึ้นเป็นเหตุ “ฟ้องหย่าได้”

สามีหรือภริยา  จงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งเกิน 1 ปี  อีกฝ่ายหนึ่งยกขึ้นเป็นเหตุ “ฟ้องหย่าได้” แต่ต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าการทิ้งร้างต้องเกิดจากความจงใจในลักษณะที่ไม่หวนกลับไปหาคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง โดยไม่ประสงค์จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาอีกต่อไป คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4404/2558 การทิ้งร้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) นั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าคู่ความนั้นจงใจทิ้งร้างไปในลักษณะที่ไม่หวนกลับไปหาคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่ประสงค์ที่จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาอีกต่อไป เป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่าหนึ่งปี จำเลยออกไปจากบ้านตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2555 แต่จำเลยกลับมาพักอยู่กับโจทก์ระหว่างวันที่ 11-15 กันยายน 2555 อีกจึงยังไม่เกินกว่ากำหนดเวลา 1 ปี และย่อมแสดงว่าจำเลยยังประสงค์จะอยู่กินกับโจทก์ต่อไป แต่โจทก์เป็นฝ่ายเปลี่ยนกุญแจบ้านไม่ให้จำเลยเข้าไปอยู่ในบ้านและไม่ยอมพูดคุยกับจำเลยเพื่อปรับความเข้าใจ ในขณะที่จำเลยยอมโทรศัพท์ขอโทษมารดาโจทก์ และยอมรับผิดกับมารดาโจทก์ มารดาจำเลยก็ไม่ต้องการให้โจทก์จำเลยหย่ากัน โดยนัดโจทก์และมารดาโจทก์มาพูดคุย แต่มารดาโจทก์ก็ไม่ยอมช่วยและบอกว่าโจทก์กับจำเลยต้องแยกกันอยู่ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยยังมีเยื่อใยต่อโจทก์ ต้องการอยู่กับโจทก์ต่อไป จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์หรือกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้างแรงอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) และ (6)

การฟ้องขอแบ่งสินสมรสต้องฟ้องมาในคราวเดียวกัน มิฉะนั้นอาจจะเป็นการดำเนินพิจารณาซ้ำ ฟ้องซ้ำ หรือฟ้องซ้อน (แล้วแต่กรณี)

การฟ้องขอแบ่งสินสมรสต้องฟ้องมาในคราวเดียวกัน มิฉะนั้นอาจจะเป็นการดำเนินพิจารณาซ้ำ ฟ้องซ้ำ หรือฟ้องซ้อน (แล้วแต่กรณี) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5858/2558 โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งเรื่องขอแบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์กับ น. เป็นที่ดินตามแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภทบ. 5) เลขสำรวจที่ 191/2553 หมู่ที่ 7 ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ 79 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรโต้แย้ง ส่วนคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอแบ่งที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับ น. เป็นที่ดินตามแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภทบ.5) เลขสำรวจที่ 96/2553 หมู่ที่ 5 ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 64 ตารางวา โดยจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นบุตรโต้แย้ง แม้การฟ้องของโจทก์ทั้งสองคดีเป็นการขอให้แบ่งที่ดินต่างแปลงกันแต่มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องโดยการยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าที่ดินทั้งสองแปลงเป็นสินสมรส คำฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 104/2555 ต้องห้ามมิให้ฟ้องตาม...

คู่สมรสฟ้องขอแบ่งสินสมรสภายหลังจากที่ยื่นฟ้องหย่าได้ ไม่เป็นการดำเนินพิจารณาซ้ำ ฟ้องซ้ำ หรือฟ้องซ้อน

คู่สมรสฟ้องขอแบ่งสินสมรสภายหลังจากที่ยื่นฟ้องหย่าได้ ไม่เป็นการดำเนินพิจารณาซ้ำ ฟ้องซ้ำ หรือฟ้องซ้อน คำพิพากษาฎีกาที่ 3786/2546 ประเด็นในการฟ้องหย่าในคดีก่อนมีสาระเป็นเรื่องของสภาพการอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา แต่เรื่องการขอแบ่งสินสมรสในคดีหลังเป็นการฟ้องเรียกทรัพย์สินโดยมีสาระอยู่ที่ว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรสหรือไม่ จึงเป็นคนละมูลคดีกันแม้จะมีผลมาจากการฟ้องหย่าแต่ก็หาจำต้องขอแบ่งสินสมรสมากับคดีฟ้องหย่าไม่ ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดที่บัญญัติว่าจะต้องฟ้องขอแบ่งสินสมรสมาพร้อมกันกับการฟ้องหย่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอแบ่งสินสมรสจึงไม่เป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1)

การชักชวน หลอกมาลงทุน ไม่ว่าจะเป็น forex-3d อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายเรื่องนี้

การชักชวน หลอกมาลงทุน ไม่ว่าจะเป็น forex-3d อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายเรื่องนี้ พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ผู้ใดโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชน หรือกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปว่าในการกู้ยืมเงิน ตนหรือบุคคลใดจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ตามพฤติการณ์แห่งการกู้ยืมเงิน ในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้โดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าตนหรือบุคคลนั้นจะนำเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินรายนั้นหรือรายอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน หรือโดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าตนหรือบุคคลนั้นไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้ และในการนั้นเป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้กู้ยืมเงินไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน” การโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนหรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไป อันจะทำให้เป็นความผิดสำเร็จฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ไม่จำเป็นที่จำเลยทั้งสองจะต้องกระทำการดังกล่าวต่อผู้เสียหายแต่ละคนด้วยตนเองทุกครั้งเป็นคราว ๆ ไป เพียงแต่จำเลยทั้งสองแสดงข้อความดังกล่าวให้ปรากฏแก่ผู้เสียหายแม้เพียงบางคน แล้วเป็นผลให้ประชาชนหลงเชื่อนำเงินมาให้จำเลยทั้งสองกู้ยืม ก็ถือว่าเป็นการกระทำความผิดแล้ว ข้อสำคัญที่ทำให้ความผิดสำเร็จอยู่ที่ในการนั้นเป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้เงินกู้ยืมไปจากผู้ถูกหลอกลวง ทั้งการกระทำดังกล่าวโดยสภาพเป็นการกระทำต่อบุคคลหลายคนจึงอาจกระทำต่อบุคคลเหล่านั้นต่างวาระกันได้ การกระทำที่จะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของการกระทำที่มีเจตนามุ่งกระทำเพื่อให้เกิดผลต่อบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปหรือประชาชนเพียงครั้งเดียวหรือหลายครั้ง มิได้พิจารณาจากองค์ประกอบความผิดที่ต้องกระทำต่อบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องชี้เจตนาของผู้กระทำเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมทั้งสิบเจ็ด ผู้เสียหายที่ 11 และที่ 14 คนละวันเวลาและในสถานที่แตกต่างกัน โดยเจตนาให้เกิดผลต่อโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแยกต่างหากจากกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองแต่ละครั้งถือว่าเป็นความผิดสำเร็จสำหรับโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนแล้ว จึงเป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่จำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวง

การให้ที่ไม่สามารถที่จะฟ้องขอเพิกถอนคืนการให้ เพราะเหตุเนรคุณ ได้แก่เหตุดังนี้ !

การให้ที่ไม่สามารถที่จะฟ้องขอเพิกถอนคืนการให้ เพราะเหตุเนรคุณ ได้แก่เหตุดังนี้ ! 1 เมื่อผู้ให้ได้ให้อภัยผู้รับในเหตุประพฤติเนรคุณแล้ว 2 เมื่อผู้ให้ถึงแก่ความตาย โดยไม่ได้ฟ้องคดีไว้ ทายาทจะฟ้องเองไม่ได้ 3 ให้เป็นบำเเหน็จสินจ้างโดยแท้ (ตอบแทนการทำงาน) 4 ให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน 5 ให้โดยหน้าที่ธรรมจรรยา ตามหน้าที่ศีลธรรม 6 ให้ในการสมรส 7 เมื่อเวลาได้ล่วงไปแล้ว 6 เดือน นับแต่ได้ทราบเหตุเนรคุณ แต่ต้องไม่เกิน 10 ปีนับแต่เหตุเนรคุณนั้นเกิดขึ้น ติดต่องาน info@legalclinic.co.th #หนังสือมอบอำนาจ #ดำเนินคดี #อายุความ #คดีอาญา #ฟ้องชู้ #สินสมรส #ไกล่เกลี่ย #ฟ้อง #อายัตทรัพย์ #บังคับคดี #findmylawyer #ประมวลกฎหมาย #ทนายความ #เงินกู้ #ลูกหนี้ #มรดก #เนรคุณ #เจ้าหนี้ #สืบทรัพย์ #หนี้สิน #กู้

รู้หรือไม่? ทรัพย์สินของสามีภรรยาจะไม่เป็นสินสมรสก็ได้ ถ้าทำสัญญาก่อนสมรส

รู้หรือไม่? ทรัพย์สินของสามีภรรยาจะไม่เป็นสินสมรสก็ได้ ถ้าทำสัญญาก่อนสมรส คิดจะตกลงปลงใจกับใครสักคน แต่ก็กังวลว่าหากจดทะเบียนสมรสไปแล้ว ทรัพย์สินต่างๆที่เราหาได้หลังจากจดทะเบียนจะกลายเป็นสินสมรส หรือต้องรับผิดชอบหนี้ร่วมกับคู่สมรส ทนายมีคำแนะนำ คือ “สัญญาก่อนสมรส” เพื่อเป็นการตกลงเรื่องทรัพย์สินที่จะเป็นสินสมรส การกระทำ ภาระหนี้ของคู่สมรส โดยต้องทำสัญญาก่อนการจดทะเบียนสมรส ทั้งนี้ สัญญาก่อนสมรสนั้น กฎหมายกำหนดให้ คู่สมรสที่จะจดข้อสัญญากันไว้ในทะเบียนสมรสต้องทำดังต่อไปนี้ 1. จะต้องจดแจ้งข้อตกลงไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียนสมรส 2. ต้องทำเป็นหนังสือและคู่สมรสทั้งสองฝ่ายลงลายมือชื่อ 3. ต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คน 4. ต้องนำสัญญาแนบท้ายทะเบียนสมรสและต้องระบุในทะเบียนสมรสว่ามีสัญญาแนบท้ายไว้ด้วย หากไม่ให้ครบตามแบบที่กำหนด สัญญาจะเป็นโฆมะ ไม่มีผลบังคับนะคะ

ผู้เช่าซื้อรถ ผ่อนค่างวดไม่ไหว จะคืนรถไฟแนนซ์โดยไม่เสียค่าส่วนต่าง ต้องทำอย่างไร ?

ผู้เช่าซื้อรถผ่อนค่างวดไม่ไหว จะคืนรถไฟแนนซ์โดยไม่เสียค่าส่วนต่าง ต้องทำอย่างไร ? 1. ผู้เช่าซื้อจะต้องเป็นฝ่ายคืนรถเอง โดยต้องดำเนินการคืนรถให้ไฟแนนซ์ก่อนที่จะผิดนัดชำระค่างวดครบ 3 งวด 2. รถต้องอยู่ในสภาพที่ซ่อมแซมเรียบร้อยและใช้การได้ดี 3. ผู้ให้เช่าซื้อ (ไฟแนนซ์) ยอมรับรถคืน โดยที่ไม่มีการทำบันทึกข้อตกลงหรือโต้แย้งเกี่ยวกับค่าส่วนต่าง ซึ่งหากมีข้อตกลงฯ เพิ่มเติม ผู้เช่าซื้ออาจจะยังคงต้องรับผิดในค่าส่วนต่างอยู่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4607/2562 แม้ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 12 จะให้สิทธิผู้เช่าซื้อในการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเสียเมื่อใดก็ได้ โดยผู้เช่าซื้อจะต้องส่งคืนและส่งมอบรถยนต์ในสภาพที่ซ่อมแซมเรียบร้อยและใช้การได้ดีในสภาพเช่นเดียวกับวันที่รับมอบรถยนต์ไปจากเจ้าของพร้อมทั้งอุปกรณ์ และอะไหล่ทั้งหมดให้แก่เจ้าของ ณ สำนักงานของเจ้าของ แต่สัญญาข้อดังกล่าวยังระบุเงื่อนไขต่อไปอีกว่า “และชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญานี้อยู่ในเวลานั้นทันที…” แสดงให้เห็นว่า กรณีที่จะถือว่าเป็นการเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อข้อดังกล่าว ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์พร้อมกับชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญานี้อยู่ในเวลาที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์แล้ว เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า นอกจากจำเลยที่ 1 จะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญาแก่โจทก์ทันที อันเป็นการปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาเพื่อใช้สิทธิเลิกสัญญา กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อตามสัญญาข้อ 12 ที่จะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญาข้อ 13 พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์โดยไม่ปรากฏข้อโต้แย้งคัดค้านของโจทก์ ถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาอันเป็นค่าเสียหายตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อได้

ลูกหนี้โอนย้ายทรัพย์สินของตนภายหลังได้รับหนังสือทวงหรือถูกฟ้อง อาจมีความผิดอาญาฐาน “โกงเจ้าหนี้”

ลูกหนี้โอนย้ายทรัพย์สินของตนภายหลังได้รับหนังสือทวงหรือถูกฟ้อง อาจมีความผิดอาญาฐาน “โกงเจ้าหนี้” คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16070-16072/2555 ตาม ป.อ. มาตรา 350 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ผู้ใดเพียงแต่รู้ว่าเจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ แล้วย้ายไปเสีย ซ่อนเร้นหรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใด แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริง ก็ถือว่าเป็นความผิดตามมาตราดังกล่าวแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในเรื่องผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดพอชำระหนี้แก่โจทก์ ขณะที่คดีแพ่งดังกล่าวอยู่ระหว่างบังคับคดีตามคำพิพากษา จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดิน 3 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา แม้คดีแพ่งดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้ฟ้องแย้ง และผลคดีอาจจะเปลี่ยนแปลงโดยศาลฎีกาอาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชนะคดีตามฟ้องแย้ง ซึ่งไม่แน่ว่าโจทก์จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในชั้นที่สุดหรือไม่ก็ตาม ก็ถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้แล้ว ไม่จำต้องถือเอาคำพิพากษาของศาลที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดในทางแพ่งมาเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดีการที่ลูกหนี้จะมีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้หรือไม่ ก็ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่นๆ ประกอบกับต้องพิจารณาเจตนาพิเศษว่าการโอนย้ายทรัพย์สินของลูกหนี้นั้นทำไปเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ของตนได้รับชำระหนี้ดังกล่าวหรือไม่ด้วย