กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ Archives - Page 4 of 13 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

พ่อแม่ของบุตรไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน (และไม่ได้มีการรับรองบุตรก่อนฟ้องคดี) แม้บุตรต้องการอยู่กับพ่อ ศาลไม่อาจสั่งให้บุตรอยู่กับพ่อได้ อำนาจปกครองเป็นของแม่เท่านั้น

พ่อแม่ของบุตรไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน (และไม่ได้มีการรับรองบุตรก่อนฟ้องคดี) แม้บุตรต้องการอยู่กับพ่อ ศาลไม่อาจสั่งให้บุตรอยู่กับพ่อได้ อำนาจปกครองเป็นของแม่เท่านั้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7407 / 2556 ถึงแม้พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ ซึ่งใช้บังคับวันที่ 22 พฤษภาคม 2554 กับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้วมีบทบัญญัติในหมวดการพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัวให้ศาลคำนึงถึงสวัสดิภาพ อนาคตและประโยชน์สูงสุดของบุตรผู้เยาว์ประกอบดุลพินิจในการพิพากษาทำนองเดียวกัน แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวก็เป็นกฏหมายวิธีสบัญติที่กำหนดขั้นตอนแนวทางในการดำเนินคดีตลอดจนวิธีปฏิบัติในการพิจารณาพิพากษา เกี่ยวกับคดีเยาวชนและครอบครัวเท่านั้น ไม่มีบทบัญญัติใดในพระราชบัญญัติดังกล่าวที่ระบุให้ศาลต้องฟังความประสงค์ของผู้เยาว์เป็นสำคัญว่าผู้เยาว์ประสงค์จะอยู่ในความปกครองของผู้ใด ในคดีครอบครัวที่พิพาทกันด้วยเรื่องอำนาจปกครองบุตร การใช้ดุลพินิจประกอบข้อวินิจฉัยประเด็นพิพาทเรื่องสิทธิและหน้าที่ของคู่ความในคดีครอบครัวว่ามีอย่างไรหรือไม่นั้นต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเป็นกฎหมายสารบัญญัติที่บัญญัติไว้ โจทก์กับจำเลยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันแล้วจำเลยไม่ได้จดทะเบียนว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรและยังไม่มีคำพิพากษาของศาลว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฏหมายของจำเลย จำเลยจึงเป็นเพียงบิดามิชอบด้วยกฏหมายที่ไม่มีอำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสอง ส่วนโจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว ด้วยเหตุที่ผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1546 ทั้งนี้ไม่มีบทกฎหมายใดที่บัญญัติให้สิทธิผู้ใช้อำนาจปกครองสละการใช้อำนาจปกครองให้ผู้อื่นได้ ทั้งอำนาจปกครองบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะที่จะตกอยู่แก่บิดาในกรณีมาตรา 1566  (5) (6) ก็มีได้เฉพาะผู้เป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องว่าโจทก์ถูกกีดกันขัดขวางไม่ให้รับผู้เยาว์ทั้งสองไปอยู่ด้วยแล้ว ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งกำหนดให้ผู้เยาว์ไปอยู่กับปู่และย่าซึ่งเป็นบิดาของจำเลย ทั้งที่โจทก์ยังมีชีวิตและไม่ได้ถูกถอนอำนาจปกครองจึงเป็นการไม่ถูกต้องด้วยข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1585 ติดต่อจ้าง Info@legalclinic.co.th

เจ้าของโครงการหมู่บ้านหรือคอนโดก่อสร้างล่าช้า ไม่เสร็จภายในกำหนด ผู้จองชำระเงินตามสัญญาล่าช้าได้ ไม่ถือว่าผู้จองผิดสัญญา

เจ้าของโครงการหมู่บ้านหรือคอนโดก่อสร้างล่าช้า ไม่เสร็จภายในกำหนด ผู้จองชำระเงินตามสัญญาล่าช้าได้ ไม่ถือว่าผู้จองผิดสัญญา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6327/2549 โจทก์มิได้ชำระเงินค่างวดตรงตามเวลาและครบถ้วนในกำหนดตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ส่วนจำเลยก็มิได้สร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายในกำหนดวันที่โจทก์ต้องชำระเงินค่างวดสุดท้ายและจำเลยตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ จึงถือว่าต่างฝ่ายต่างมิได้ถือกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ ในสัญญาเป็นสาระสำคัญต่อไป หนี้ที่ต่างต้องชำระต่อกันจึงไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน ต่างฝ่ายย่อมเรียกอีกฝ่ายหนึ่งชำระหนี้ได้โดยพลัน โดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้อีกฝ่ายชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาที่กำหนดนั้นได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 204 วรรคแรก สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนและล่วงเลยกำหนดเวลาชำระหนี้มาแล้วประมาณ 10 เดือน ดังนั้นหนังสือบอกกล่าวของจำเลยที่ทวงถามให้โจทก์ชำระเงินค่างวดที่ค้างเพื่อใช้สิทธิบอกเลิกสัญญานั้น จำเลยจะต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อโจทก์ด้วยว่าจำเลยพร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านให้แก่โจทก์แล้ว เมื่อจำเลยไม่ได้ขอปฏิบัติการชำระหนี้ด้วยโจทก์จึงมีสิทธิไม่ชำระหนี้ตามสัญญาต่างตอบแทนนั้นได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 369 ข้อเท็จจริงปรากฎว่าจำเลยยังก่อสร้างบ้านไม่แล้วเสร็จในขณะที่มีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ค่างวดที่ค้าง จำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะที่พร้อมจะขอปฏิบัติการชำระหนี้ตอบแทนให้แก่โจทก์ได้ การที่โจทก์ไม่ชำระเงินค่างวดที่ค้างให้แก่จำเลย จึงไม่ถือว่าโจทก์ผิดสัญญา จำเลยยังไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่โจทก์ชำระแล้ว ติดต่องาน info@legalclinic.co.th

รถที่เช่าซื้อถูกยักยอก ผู้เช่าซื้อซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถขณะเกิดเหตุถือเป็นผู้เสียหาย ผู้เช่าซื้อจึงมีอำนาจในการฟ้องร้องดำเนินคดีได้

รถที่เช่าซื้อถูกยักยอก ผู้เช่าซื้อซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถขณะเกิดเหตุถือเป็นผู้เสียหาย ผู้เช่าซื้อจึงมีอำนาจในการฟ้องร้องดำเนินคดีได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4965/2565 จำเลยยักยอกรถยนต์ของบริษัท ต. จาก อ. โจทก์ร่วม ซึ่งเป็นผู้ครอบครองในฐานะผู้เช่าซื้อ เมื่อในขณะเกิดเหตุกระทำความผิดโจทก์ร่วมเป็นผู้มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์รถที่เช่าซื้อ การกระทำของจำเลยย่อมทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายโดยตรง ดังนี้โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยและมีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยได้ โจทก์มีอำนาจฟ้อง  

การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากรับบุตรบุญธรรมโดยไม่จดทะเบียน จะถือว่าไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย

การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากรับบุตรบุญธรรมโดยไม่จดทะเบียน จะถือว่าไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 591/2563 โจทก์ร่วมเป็นยายของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ มิใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมซึ่งเป็นบุคคลที่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (1) แม้ศาลเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมจดทะเบียนรับผู้เสียหายที่ 2 เป็นบุตรบุญธรรมก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ร่วมมิได้จดทะเบียนรับผู้เสียหายที่ 2 เป็นบุตรบุญธรรม การรับบุตรบุญธรรมของโจทก์ร่วมยังไม่สมบูรณ์และไม่มีผลตามกฎหมาย โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้รับบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/21 และมาตรา 1598/27   ติดต่องาน info@legalclinic.co.th   #นำสืบ #โมฆะ #รับรองบุตร #ประมวลกฎหมาย #findmylawyer #ทนายความ #มรดก #ฟ้องร้อง

มิจฉาชีพที่หลอกขายของ โดยที่ตนเองไม่มีสินค้าดังกล่าว มีความผิดอาญาฐานฉ้อโกง

มิจฉาชีพที่หลอกขายของ โดยที่ตนเองไม่มีสินค้าดังกล่าว มีความผิดอาญาฐานฉ้อโกง   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2679/2559 ขณะจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นนายหน้าเสนอขายข้าวสารโดยอ้างว่าเป็นของบริษัท ด. ขายให้ในราคาถูกจึงเป็นการหลอกลวงโจทก์ร่วมให้หลงเชื่อ เมื่อมีการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระค่าข้าวสารและจำเลยที่ 1 รับค่าข้าวสารด้วยตนเองด้วยจำนวนหนึ่ง แสดงว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์ให้หลงเชื่อเพื่อให้ได้รับเงินค่าข้าวสารจากโจทก์ร่วม เป็นความผิดฐานฉ้อโกง   ติดต่องาน info@legalclinic.co.th   #หลอกลวง #ดำเนินคดี #คดีอาญา #อายุความ #ฟ้อง #ทนายความ #หมิ่นประมาท #หนี้สิน #ฟ้องร้อง

ลูกเมียน้อยมีสิทธิได้รับมรดกจากบิดาหรือไม่ ?

ลูกเมียน้อยมีสิทธิได้รับมรดกจากบิดาหรือไม่ ? ในทางกฎหมายนั้น ลูกเมียน้อย (ลูกนอกสมรส) ก็อาจมีสิทธิได้รับมรดกของบิดาได้ โดยต้องพิจารณา ดังนี้ 1. บิดามีการจดทะเบียนรับรองบุตร 2. มีการรับรองโดยพฤตินัย เช่น บิดาแจ้งในใบเกิดว่าเป็นบิดาของบุตร บิดาให้บุตรใช้นามสกุล บิดาพาเมียน้อยไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล เป็นต้น ซึ่งหากมีกรณีข้างต้น ลูกเมียน้อยดังกล่าวก็จะถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย จะมีสิทธิได้รับมรดกของบิดาในฐานะทายาทโดยธรรมได้ ทั้งนี้เรื่องการรับมรดกของลูกเมียน้อยนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงโดยละเอียด การที่ลูกเมียน้อยจะมีสิทธิรับมรดกหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีไป ควรปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญ ติดต่องาน info@legalclinic.co.th

คำมั่นจะให้เช่าต้องมีข้อตกลงในสัญญาเกี่ยวกับ ค่าเช่า + ระยะเวลาเช่า ไม่เช่นนั้นถือว่าไม่ใช่คำมั่นจะให้เช่า

คำมั่นจะให้เช่าต้องมีข้อตกลงในสัญญาเกี่ยวกับ ค่าเช่า + ระยะเวลาเช่า ไม่เช่นนั้นถือว่าไม่ใช่คำมั่นจะให้เช่า เปิดมาหัวข้อวันนี้พูดด้วยเรื่องคำมั่น ก็ต้องขออธิบายกันสักนิดว่าคำมั่นคืออะไร “คำมั่น หมายถึง การแสดงเจตนาให้ความแน่นอนว่าฝจะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง โดย “คำมั่น” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีได้หลายกรณี เช่น คำมั่นว่าจะให้รางวัล คำมั่นว่าจะให้เช่า ซึ่งคำมั่นจะต้องมีความชัดเจน ในข้อตกลงดังกล่าว ดังนั้น คำมั่นจะให้เช่าต้องมีลักษณะข้อตกลงในสัญญาชัดแจ้งเกี่ยวกับ “ค่าเช่า” “ระยะเวลาเช่า” มิฉะนั้นถือว่าไม่ใช่คำมั่นจะให้เช่า หากผู้ให้เช่าไม่ให้เช่าต่อ ผู้เช่าไม่มีอำนาจฟ้องให้ผู้ให้เช่าต่อสัญญาเช่าได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3801/2555 สัญญาเช่ามีคำมั่นว่าก่อนครบสัญญาเช่า โจทก์และจำเลยจะปรับเปลี่ยนค่าเช่าหรือระยะเวลาเช่าในอัตราที่เป็นธรรม ดังที่ปฏิบัติมาเป็นปกติประเพณี ข้อความดังกล่าวไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับค่าเช่าหรือระยะเวลาเช่าที่แน่นอนอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่า จึงยังไม่เข้าลักษณะคำมั่นจะให้เช่า ซึ่งเมื่อจำเลยเพิกเฉยไม่สนองรับคำเสนอที่โจทก์แจ้งไป ถือว่าคำเสนอของโจทก์ตกไป สัญญาเช่าจึงไม่เกิดขึ้น กรณีถือได้ว่าจำเลยไม่ได้กระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิหน้าที่ของโจทก์ ที่โจทก์จะบังคับให้จำเลยทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

ผัวแยกไปอยู่กับเมียใหม่ จะมาฟ้องหย่าเมียเก่า โดยอ้างเหตุสมัครใจแยกกันอยู่ไม่ได้

ผัวแยกไปอยู่กับเมียใหม่ จะมาฟ้องหย่าเมียเก่า โดยอ้างเหตุสมัครใจแยกกันอยู่ไม่ได้ หลายคนอาจจะเคยได้ยินคร่าวๆว่าหนึ่งในเหตุของการฟ้องหย่าก็คือ … สามีและภรรยาสมัครใจแยกกันอยู่หรือไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ปกติสุขเกิน 3 ปีก็สามารถ นำมาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ แต่กรณีที่สอบถามเขาว่ามาเนี่ย คือผัวไปมีเมียน้อย ย้ายไปเสวยสุขกันแล้วจะมาหัวหมอใช้เหตุนี้ในการฟ้องหย่าเมียหลวงอีก…ทำไมไม่อายขนาดนี้นะ!! ก่อนที่จะอารมณ์ขึ้นไปมากกว่านี้บอกทงคำต่อไปเลยละกันว่าตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาบอกว่าผัวเนี่ยจะอ้างเหตุนี้ในการฟ้องหย่าเมียไม่ได้ โดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10560/2557 สามีเป็นฝ่ายตัดสินใจแยกไปอยู่ที่อื่นเองแล้วกลับไปมีภริยาใหม่จนมีบุตรด้วยกัน ภริยาจึงไม่ได้ไปมาหาสู่อยู่กินหลับนอนฉันสามีภริยาด้วย สามีฟ้องหย่าไม่ได้ เพราะมิใช่พฤติการณ์ที่แสดงว่าภริยาสมัครใจแยกกันอยู่ เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขมาตลอดมาเกิน 3 ปี อันเป็นเหตุให้สามีฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 แค่นี้ไปมีเมียใหม่ก็ว่าแย่แล้ว กลับ มารับผิดชอบดูแลตกลงแบ่งทรัพย์สิน และขอหย่าให้เป็นที่เรียบร้อยจะดีกว่า เอาเหตุที่ตัวเองผิดหมดมาเป็นเหตุฟ้องหย่าอีก อ่านแล้วปวดหัว เฮ้อ

ลูกหนี้โอนย้ายทรัพย์สิน หลังจากที่ถูกเจ้าหนี้ฟ้องคดี มีความผิดอาญาฐานโกงเจ้าหนี้

ลูกหนี้โอนย้ายทรัพย์สิน หลังจากที่ถูกเจ้าหนี้ฟ้องคดี มีความผิดอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16070 – 16072/255 ตาม ป.อ. มาตรา 350 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ผู้ใดเพียงแต่รู้ว่าเจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ แล้วย้ายไปเสีย ซ่อนเร้นหรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใด แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริง ก็ถือว่าเป็นความผิดตามมาตราดังกล่าวแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในเรื่องผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดพอชำระหนี้แก่โจทก์ ขณะที่คดีแพ่งดังกล่าวอยู่ระหว่างบังคับคดีตามคำพิพากษา จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดิน 3 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา แม้คดีแพ่งดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้ฟ้องแย้ง และผลคดีอาจจะเปลี่ยนแปลงโดยศาลฎีกาอาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชนะคดีตามฟ้องแย้ง ซึ่งไม่แน่ว่าโจทก์จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในชั้นที่สุดหรือไม่ก็ตาม ก็ถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้แล้ว ไม่จำต้องถือเอาคำพิพากษาของศาลที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดในทางแพ่งมาเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานดังกล่าว

ลูกหนี้กับเจ้าหนี้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยผู้ค้ำประกันไม่ได้ร่วมทำสัญญาด้วย ผู้ค้ำไม่ต้องรับผิด

ลูกหนี้กับเจ้าหนี้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยผู้ค้ำประกันไม่ได้ร่วมทำสัญญาด้วย ผู้ค้ำไม่ต้องรับผิด คำพิพากษาฎีกาที่ 4235/2547 เช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายชำระหนี้ให้แก่โจทก์ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 ต่อมามีการทำสัญญาขึ้น โดยจำเลยที่ 1 ไม่ต้องชำระหนี้เต็มจำนวนทันที แต่แบ่งชำระเป็น 4 งวด มีลักษณะเป็นการระงับข้อพิพาทต่อกันและผ่อนผันการชำระหนี้ให้แก่กัน เข้าลักษณะสัญญาประนีประนอมตาม ป.พ.พ. 850 ย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปและทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามสัญญานั้นตามมาตรา 852 โจทก์คงได้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้นจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันมูลหนี้ซื้อขายเดิมของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์