Please wait ...

 
กฎหมายกำหนดให้มีลาแต่งงานไว้หรือไม่

ใกล้ถึงฤดูแต่งงานเมื่อไร ฝ่ายทรัพยากรบุคคลก็มักได้รับคำถามเดิมอยู่เสมอ “หนูจะแต่งงาน ต้องยื่นลาอะไรคะ” บางคนคิดว่าต้องมี “ลาแต่งงาน” เหมือนลาคลอดหรือลาบวช บางคนเลือกใช้ลากิจ บางคนใช้ลาพักร้อน ขณะที่บางบริษัทกลับตอบว่า ไม่มีวันลาประเภทนี้เลย คำถามจึงไม่ใช่ว่า ควรใช้วันลาอะไร แต่คือ กฎหมายกำหนดให้มีลาแต่งงานไว้หรือไม่ หลายคนอาจแปลกใจว่า แม้การสมรสจะเป็นเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิต แต่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานกลับไม่ได้กำหนด “วันลาสมรส” หรือ “ลาแต่งงาน” ไว้เป็นสิทธิขั้นต่ำของลูกจ้างแต่อย่างใด นั่นหมายความว่า บริษัทจะกำหนดให้มีวันลาแต่งงาน 3 วัน 5 วัน หรือจะไม่มีวันลาประเภทนี้เลย ก็สามารถทำได้ เพราะถือเป็นสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้เพิ่มเติมจากสิทธิขั้นต่ำตามกฎหมาย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเองก็อธิบายไว้ในแนวเดียวกันว่า การลาสมรสเป็นสิทธิที่นายจ้างอาจกำหนดเพิ่มเติมไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ไม่ใช่สิทธิที่กฎหมายบังคับให้นายจ้างทุกแห่งต้องจัดให้ เพราะฉะนั้น ก่อนจะคิดว่าจะลาแบบไหนดี สิ่งแรกที่ควรทำกลับไม่ใช่เปิดกฎหมาย แต่คือเปิด “คู่มือพนักงาน” หรือสอบถามฝ่ายทรัพยากรบุคคลก่อนว่า บริษัทมีวันลาประเภทนี้หรือไม่ หากมี ก็ควรใช้สิทธิตามจำนวนวันและเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ซึ่งบางแห่งอาจขอสำเนาใบสำคัญการสมรส บัตรเชิญ หรือกำหนดการจัดพิธีประกอบการลา แต่หากเปิดคู่มือแล้วไม่พบคำว่า “ลาแต่งงาน” เลย ก็ไม่ได้หมายความว่าลูกจ้างจะไม่มีสิทธิหยุดงาน เพราะต้องย้อนกลับมาดูว่า วันที่จะลานั้น มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร หากเป็นวันที่ต้องเดินทางไปสำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอเพื่อจดทะเบียนสมรส กรณีนี้มีความแตกต่างจากการจัดพิธีแต่งงานอยู่พอสมควร...

ห้ามพนักงานเป็นแฟนกัน หากจับได้ ต้องมีคนใดคนหนึ่งลาออก

“ที่นี่ห้ามพนักงานเป็นแฟนกันนะ ถ้าจับได้ต้องมีคนหนึ่งลาออก” เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินกฎลักษณะนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในคู่มือพนักงาน ได้ยินจากฝ่ายทรัพยากรบุคคล หรือเห็นคนหยิบมาเล่าต่อกันในโลกออนไลน์ เหตุผลที่บริษัทอธิบายก็ดูสมเหตุสมผล เพราะไม่มีองค์กรไหนอยากให้เกิดปัญหาหัวหน้าเอื้อประโยชน์ให้คนรัก ปรับคะแนนประเมินให้กัน อนุมัติผลประโยชน์ให้กัน หรือปล่อยให้ความสัมพันธ์ส่วนตัวกลายเป็นชนวนความขัดแย้งในที่ทำงาน แต่เมื่อกฎดังกล่าวไปไกลถึงขั้นกำหนดว่า หากพนักงานคบหากันจะต้องมีคนหนึ่งลาออก คำถามที่น่าสนใจก็คือ นี่เป็นการบริหารงานตามปกติ หรือเป็นการเข้าไปกำหนดชีวิตส่วนตัวของลูกจ้างมากเกินไปแล้ว ความจริงแล้ว กฎหมายแรงงานไม่ได้ตอบเรื่องนี้แบบขาวหรือดำว่า “ทำได้” หรือ “ทำไม่ได้” เพราะต้องยอมรับก่อนว่า ความรักในที่ทำงานไม่ใช่เรื่องที่กฎหมายห้าม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่นายจ้างไม่มีสิทธิเข้าไปจัดการเสียเลย ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การเป็นแฟนกัน แต่อยู่ที่ความสัมพันธ์นั้นส่งผลกระทบต่อการทำงานอย่างไร และมาตรการที่บริษัทเลือกใช้เหมาะสมกับปัญหาหรือไม่ หากพูดกันตามหลักทั่วไป การที่ผู้ใหญ่สองคนตกลงคบหากัน ย่อมเป็นเรื่องของชีวิตส่วนตัว รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 32 รับรองสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัวของบุคคลไว้ แม้บทบัญญัตินี้จะใช้กับการใช้อำนาจของรัฐเป็นหลัก แต่หลักเรื่องความเป็นส่วนตัวก็ถูกนำมาใช้ประกอบการตีความสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาในกฎหมายเอกชนอยู่เสมอ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ลูกจ้างก็ไม่ได้ขาย “ชีวิตส่วนตัว” ให้แก่นายจ้าง แต่ตกลงกันเพียงว่าจะนำแรงงานมาปฏิบัติงานตามสัญญาจ้างเท่านั้น ดังนั้น การที่พนักงานสองคนเป็นแฟนกันโดยสมัครใจ ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ไม่ได้สร้างความเสียหาย และไม่กระทบต่อการทำงาน ย่อมยังไม่ใช่ความผิดตามกฎหมายแรงงาน และไม่ใช่เหตุที่ทำให้นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม หากมองเฉพาะสิทธิส่วนตัวของลูกจ้างเพียงด้านเดียว...

นำข้อมูลความลับของนายจ้างส่งเข้าอีเมลส่วนตัว อาจถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้รับค่าชดเชย

ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจสูงขึ้นทุกวัน “ข้อมูล” จึงไม่ใช่เพียงเอกสารที่เก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์ของบริษัท แต่ข้อมูลบางอย่างอาจเป็นทั้งระบบการทำงาน แผนการบริหาร รายชื่อลูกค้า ขั้นตอนดำเนินงาน หรือองค์ความรู้ที่นายจ้างใช้เวลาและต้นทุนสร้างขึ้นมา หลายบริษัทจึงเขียนไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างชัดเจนว่า ห้ามลูกจ้างนำข้อมูลของบริษัทออกไปใช้เป็นการส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการส่งเข้าอีเมลส่วนตัว คัดลอกลงแฟลชไดรฟ์ หรือบันทึกไว้ในอุปกรณ์ที่นายจ้างไม่สามารถควบคุมและตรวจสอบได้ และบางแห่งก็กำหนดให้การกระทำเช่นนี้เป็นความผิดร้ายแรง แต่เมื่อเกิดเหตุขึ้นจริง ฝั่งนายจ้างเองก็มักไม่แน่ใจว่า เพียงแค่ลูกจ้างส่งข้อมูลเข้าอีเมลส่วนตัว จะร้ายแรงถึงขั้นเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้หรือไม่ ส่วนลูกจ้างก็มักอธิบายว่า “ไม่ได้เอาไปให้ใคร แค่ส่งไว้เพื่อกลับไปทำงานที่บ้าน” หรือ “งานยังไม่เสร็จ จึงส่งเข้าอีเมลส่วนตัวไว้ทำต่อนอกเวลางาน แล้วจะผิดตรงไหน” คำตอบของเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่ที่คำว่า “ส่งอีเมล” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องย้อนกลับไปดูว่า ข้อมูลที่นำออกไปคือข้อมูลอะไร นายจ้างมีมาตรการรักษาความลับหรือไม่ มีข้อบังคับหรือคำสั่งห้ามไว้อย่างชัดเจนเพียงใด ลูกจ้างได้รับอนุญาตหรือไม่ และเมื่อข้อมูลออกไปอยู่ในระบบส่วนตัวแล้ว นายจ้างยังสามารถควบคุมหรือติดตามการใช้งานข้อมูลนั้นได้หรือไม่ เพราะทันทีที่ข้อมูลของนายจ้างถูกส่งไปอยู่ในอีเมลส่วนตัว ข้อมูลนั้นอาจถูกส่งต่อ ดาวน์โหลด คัดลอก หรือนำไปใช้ที่ใดก็ได้ โดยนายจ้างไม่อาจรู้ได้อย่างแท้จริงว่า ข้อมูลถูกนำไปทำอะไรต่อ แม้ลูกจ้างจะยืนยันว่าไม่มีเจตนานำไปเปิดเผยก็ตาม ประเด็นลักษณะนี้เคยปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7189/2562 คดีดังกล่าว ลูกจ้างนำข้อมูลเกี่ยวกับกิจการและการบริหารจัดการองค์กรของนายจ้าง ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อขอรับรองมาตรฐานการฝึกอบรมและการประเมินของนายจ้าง ส่งเข้าไปยังจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ส่วนตัวของตนเอง เมื่อข้อมูลดังกล่าวถูกส่งออกจากระบบของนายจ้างไปอยู่ในอีเมลส่วนตัว ย่อมทำให้ง่ายต่อการส่งต่อหรือนำข้อมูลออกไปใช้ และที่สำคัญ นายจ้างไม่สามารถติดตามได้ว่าข้อมูลนั้นจะถูกนำไปใช้อย่างไรหรือส่งต่อไปยังบุคคลใด ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การกระทำของลูกจ้างเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความไม่สุจริต...

เขียนคำฟ้องคดีแรงงานด้วยตนเอง ต้องเตรียมอะไรบ้าง

คดีแรงงานเป็นคดีที่ลูกจ้างหรือนายจ้างสามารถดำเนินคดีด้วยตนเองได้ ไม่ได้มีกฎหมายบังคับว่าจะต้องแต่งตั้งทนายความ และกฎหมายยังออกแบบวิธีการฟ้องคดีให้ประชาชนเข้าถึงศาลได้สะดวกกว่าคดีแพ่งทั่วไป พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 35 กำหนดว่า โจทก์อาจยื่นคำฟ้องเป็นหนังสือ หรือมาแถลงข้อหาด้วยวาจาต่อหน้าศาลก็ได้ หากโจทก์มาแถลงด้วยวาจา ศาลมีอำนาจสอบถามตามความจำเป็น แล้วบันทึกรายการแห่งข้อหา อ่านให้โจทก์ฟัง และให้โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ เอกสารเผยแพร่ของศาลแรงงานยังอธิบายแนวทางปฏิบัติว่า ผู้ฟ้องอาจใช้แบบพิมพ์ของศาล หรือมาฟ้องด้วยวาจาโดยมีเจ้าหน้าที่ช่วยจัดทำคำฟ้องได้ แม้จะมีเจ้าหน้าที่ช่วยเรียบเรียงคำฟ้อง แต่เจ้าของเรื่องยังคงเป็นผู้ที่รู้ข้อเท็จจริงดีที่สุด ก่อนลงลายมือชื่อจึงควรอ่านคำฟ้องทั้งหมดให้ละเอียด ตรวจดูว่าชื่อคู่ความ เหตุการณ์ จำนวนเงิน และสิ่งที่ต้องการให้ศาลมีคำพิพากษานั้นตรงกับข้อเท็จจริงและความประสงค์ของเราหรือไม่ สิ่งแรกที่ควรตรวจสอบคือ เราทำงานให้ใคร และบุคคลใดเป็นนายจ้างตามกฎหมาย เพราะชื่อทางการค้า ชื่อสถานประกอบการ และชื่อนิติบุคคลอาจไม่ใช่ชื่อเดียวกันเสมอไป หากนายจ้างเป็นบริษัท ควรคัดหนังสือรับรองนิติบุคคลฉบับปัจจุบันเพื่อตรวจสอบชื่อบริษัท เลขทะเบียน ที่ตั้งสำนักงาน และผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท หากเป็นมูลนิธิ สมาคม โรงเรียน หรือกิจการในรูปแบบอื่น ก็ควรตรวจสอบเอกสารการจัดตั้งและสถานะขององค์กรนั้นให้ถูกต้อง การระบุจำเลยให้ตรงกับบุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นนายจ้างจะช่วยลดปัญหาเรื่องตัวคู่ความ การส่งหมาย และการบังคับคดีภายหลัง จากนั้นจึงตรวจสอบหลักฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในการจ้างงาน หากมีสัญญาจ้าง หนังสือแต่งตั้ง หนังสือปรับตำแหน่ง หรือหนังสือแจ้งค่าจ้าง ก็ควรนำไปประกอบการจัดทำคำฟ้อง แต่หากไม่มีสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร อาจรวบรวมหลักฐานอื่นที่แสดงว่าเราเข้าทำงานในฐานะลูกจ้าง เช่น สลิปเงินเดือน...

เอกสารแนบท้ายแถลงการณ์ปิดคดี เป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องหรือไม่

หลายคดีไม่ได้แพ้กันเพราะไม่มีหลักฐาน แต่แพ้กันเพราะนำหลักฐานเข้าสู่คดีไม่ถูกเวลา บางคนคิดว่า เพียงนำเอกสารหรือภาพถ่ายมาแนบท้ายแถลงการณ์ปิดคดี ศาลก็ย่อมมองเห็นข้อเท็จจริงนั้นและนำไปใช้วินิจฉัยได้ แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7907/2561 แสดงให้เห็นชัดว่า การที่เอกสารปรากฏอยู่ในสำนวน ไม่ได้หมายความว่าเอกสารนั้นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง หรือใช้เพิ่มเติมข้อเท็จจริงที่ไม่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นได้เสมอไป ใครที่ยังนึกภาพไม่ออก ลองมาฟังเรื่องนี้ มีคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องอยู่คดีหนึ่ง คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7907/2561 เรื่องเริ่มจากเหตุฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน น้ำจากหลังคาและน้ำจากเชิงเขาไหลเข้ามาภายในอาคาร ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน ประตูด้านหน้าอาคารปิดอยู่ น้ำจึงไม่สามารถไหลออกไปได้และเกิดน้ำขังภายในโชว์รูม จากเหตุการณ์ดังกล่าวจึงเกิดข้อพิพาทว่า สภาพที่เกิดขึ้นจะถือเป็น “น้ำท่วม” ตามความหมายในกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สินหรือไม่ เมื่อคดีขึ้นสู่ศาล คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกันว่า เหตุการณ์เป็นไปตามที่โจทก์บรรยายไว้ในคำฟ้องทุกประการ และขอให้ศาลวินิจฉัยเพียงว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ในความหมายของคำว่า “น้ำท่วม” ตามกรมธรรม์หรือไม่ ตรงนี้สำคัญ เพราะเมื่อคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกันแล้ว ข้อเท็จจริงที่ศาลจะนำไปใช้วินิจฉัยย่อมต้องอยู่ภายในกรอบที่คู่ความทั้งสองฝ่ายรับกันไว้ ไม่ใช่มีข้อเท็จจริงใหม่เพิ่มเข้ามาภายหลังโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้มีโอกาสต่อสู้หรือโต้แย้งในกระบวนพิจารณาอย่างเต็มที่ ต่อมา หลังจากการสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว ในช่วงแถลงการณ์ปิดคดี โจทก์ได้นำภาพถ่ายโชว์รูมมาแนบท้ายแถลงการณ์ ภาพถ่ายดังกล่าวทำให้เห็นว่าบริเวณด้านหลังโชว์รูมเป็นพื้นที่ป่าเขา ศาลอุทธรณ์จึงนำภาพถ่ายนั้นมาประกอบการวินิจฉัยว่า มีน้ำป่าไหลล้นเข้าท่วมพื้นที่เกิดเหตุ ฟังดูแล้ว หลายคนอาจรู้สึกว่า ภาพถ่ายก็เพียงช่วยให้ศาลเห็นสภาพพื้นที่ชัดขึ้น และทำให้เข้าใจเหตุการณ์ได้ครบถ้วนกว่าเดิม แล้วเหตุใดศาลจะนำมาวินิจฉัยไม่ได้  แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ ภาพถ่ายนั้นไม่ได้แนบท้ายคำฟ้องมาตั้งแต่ต้น และไม่ได้ถูกนำเข้าสู่กระบวนพิจารณาในช่วงที่คู่ความยังมีโอกาสตรวจสอบ โต้แย้ง และนำพยานหลักฐานมาหักล้าง หากแต่เพิ่งปรากฏในตอนแนบท้ายแถลงการณ์ปิดคดี...

แถลงการณ์ปิดคดีคืออะไร และทุกคดีแรงงานจำเป็นต้องทำหรือไม่

เมื่อการสืบพยานในคดีแรงงานสิ้นสุดลง คู่ความอาจใช้โอกาสนั้นแถลงการณ์ปิดคดี เพื่อสรุปให้ศาลเห็นว่า จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในสำนวนแล้ว ศาลควรวินิจฉัยคดีไปในทางใด พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 50 กำหนดว่า เมื่อศาลแรงงานได้สืบพยานตามที่จำเป็นแล้ว ให้ถือว่าการพิจารณาเป็นอันสิ้นสุด แต่คู่ความอาจแถลงการณ์ปิดคดีด้วยวาจาในวันเสร็จการพิจารณานั้นได้ คำว่า “อาจ” ในบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การแถลงการณ์ปิดคดีเป็นสิทธิของคู่ความ ไม่ใช่ขั้นตอนบังคับที่ทุกคดีจะต้องมี ก่อนที่ศาลจะสามารถพิพากษาคดีได้ หน้าที่ของแถลงการณ์ปิดคดีจึงไม่ใช่การเริ่มต้นเล่าเรื่องของคดีใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการนำสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในกระบวนพิจารณามาเรียบเรียงให้เห็นชัดขึ้นว่า ประเด็นข้อพิพาทของคดีมีอะไร พยานบุคคลหรือพยานเอกสารส่วนใดสนับสนุนข้อเท็จจริงข้อใด คำเบิกความของพยานฝ่ายใดสอดคล้องหรือขัดแย้งกับเอกสารอย่างไร และเมื่อรับฟังข้อเท็จจริงเหล่านั้นแล้วจะเกิดผลทางกฎหมายอย่างไร พูดง่าย ๆ คือ แถลงการณ์ปิดคดีมีหน้าที่เชื่อมโยงประเด็นข้อพิพาท พยานหลักฐาน และผลทางกฎหมายเข้าด้วยกัน เพื่อให้ศาลเห็นภาพรวมของคดีได้ชัดเจนขึ้น แต่แถลงการณ์ปิดคดีไม่ใช่คำฟ้องเพิ่มเติม ไม่ใช่คำให้การเพิ่มเติม และไม่ใช่ช่องทางสำหรับนำข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใหม่เข้าสู่คดีภายหลังการสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว หากคู่ความไม่ได้กล่าวข้อเท็จจริงสำคัญไว้ในคำฟ้องหรือคำให้การ ไม่ได้ถามพยานในประเด็นนั้น หรือไม่มีพยานหลักฐานในสำนวนรองรับ การนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาเขียนไว้ในแถลงการณ์ปิดคดีภายหลัง ย่อมไม่ทำให้ข้อเท็จจริงนั้นกลายเป็นข้อเท็จจริงที่ได้นำสืบต่อศาลแล้ว เช่นเดียวกับการนำเอกสาร ภาพถ่าย หรือข้อมูลใหม่มาแนบท้ายแถลงการณ์ปิดคดี การที่เอกสารดังกล่าวถูกนำมาใส่ไว้ในสำนวน ไม่ได้หมายความว่าเอกสารนั้นจะกลายเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้โดยอัตโนมัติ เพราะพยานหลักฐานต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนพิจารณาโดยเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตรวจสอบ โต้แย้ง หรือถามค้านตามกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7907/2561 ได้วินิจฉัยไว้ว่า เอกสารที่โจทก์นำมาแนบท้ายคำแถลงการณ์ปิดคดีไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง และไม่อาจนำมาใช้เพิ่มเติมข้อเท็จจริงที่ไม่ได้บรรยายไว้ในคำฟ้องได้ หลักจากคำพิพากษาดังกล่าวจึงทำให้เห็นชัดว่า...

รับบำนาญประกันสังคมตั้งแต่อายุ 55 ปี แต่ยังทำงานต่อถึงอายุ 60 ปี เมื่อเกษียณแล้วจะได้ค่าชดเชยอีกไหม

คำถามนี้หลายคนอาจตอบทันทีว่า “ได้” เพราะเงินบำนาญประกันสังคมกับค่าชดเชยเป็นเงินคนละส่วนกัน ซึ่งหลักคิดนี้ไม่ผิดค่ะ แต่ก่อนจะไปถึงคำตอบเรื่องค่าชดเชย มีจุดหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกเสียก่อนว่า การมีอายุครบ 55 ปี ไม่ได้หมายความว่าลูกจ้างสามารถเลือกออกจากประกันสังคมมาตรา 33 เพื่อรับบำนาญ แล้วทำงานเป็นลูกจ้างของนายจ้างเดิมต่อไปตามปกติได้โดยอัตโนมัติ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 77 ทวิ ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ แต่หากในขณะนั้นความเป็นผู้ประกันตนยังไม่สิ้นสุด สิทธิรับบำนาญจะเริ่มตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ส่วนผู้ประกันตนตามมาตรา 33 นั้น มาตรา 38 กำหนดให้ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงเมื่อผู้ประกันตนตายหรือสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง หลักนี้ปรากฏชัดในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3307/2567 ซึ่งวินิจฉัยว่า การมีสิทธิได้รับบำนาญชราภาพต้องประกอบด้วยเงื่อนไขสำคัญ คือ ส่งเงินสมทบครบตามที่กฎหมายกำหนด มีอายุครบ 55 ปี และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้ามีคนบอกว่า “ฉันรับบำนาญประกันสังคมตั้งแต่อายุ 55 ปี แต่ยังทำงานต่อกับบริษัทเดิมจนถึง 60 ปี” สิ่งที่ต้องถามต่อไม่ใช่เพียงว่าเกษียณแล้วจะได้ค่าชดเชยไหม แต่ต้องดูข้อเท็จจริงด้วยว่า ตอนอายุ 55...

อายุ 62 ปี ทำงานมา 4 ปี จะขอเกษียณและรับค่าชดเชยได้ไหม

มีพี่ท่านหนึ่งถามมาว่า “ผมเข้าทำงานตอนอายุ 59 ปี ทำงานต่อเนื่องมา 4 ปี ตอนนี้อายุ 62 ปี จะยื่นเกษียณและรับค่าชดเชยได้ไหมครับ” คำถามนี้ดูเหมือนจะตอบจากอายุได้ทันที แต่ในทางกฎหมาย สิ่งแรกที่ต้องเปิดดูไม่ใช่บัตรประชาชน หากเป็นข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน สัญญาจ้าง หรือข้อตกลงของบริษัทว่า กำหนดอายุเกษียณไว้หรือไม่ และหากกำหนด กำหนดไว้ที่อายุเท่าใด เพราะกฎหมายไม่ได้เขียนว่าเมื่ออายุครบ 60 ปีแล้ว ลูกจ้างทุกคนจะสามารถลาออกและเรียกค่าชดเชยได้โดยอัตโนมัติ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118/1 แยกเรื่องนี้ไว้ค่อนข้างชัด หากบริษัทไม่ได้กำหนดอายุเกษียณไว้ หรือกำหนดไว้เกินกว่า 60 ปี เมื่อลูกจ้างมีอายุครบ 60 ปีขึ้นไป ลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุต่อนายจ้างได้ และเมื่อครบ 30 วันนับแต่วันที่แสดงเจตนา การเกษียณจึงมีผล โดยนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 ดังนั้น หากพี่คนนี้เริ่มทำงานตอนอายุ 59 ปี ทำงานต่อเนื่องมาจนปัจจุบันอายุ 62 ปี และบริษัทไม่ได้กำหนดอายุเกษียณไว้ หรือกำหนดไว้ เช่น 65...

ลาพักร้อนไว้แล้ว แต่เกิดเหตุให้ต้องลาออกก่อน วันลาที่อนุมัติไว้ยังได้เงินหรือไม่

หลายคนชอบถามสั้น ๆ และอยากได้คำตอบสั้น ๆ แต่เรื่องกฎหมายบางเรื่องสรุปสั้นได้ยาก เพราะต้องอธิบายทั้งเหตุผล ข้อกฎหมาย และแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง คำถามนี้เห็นว่าเป็นประโยชน์ทั้งกับฝ่ายทรัพยากรบุคคลและลูกจ้าง จึงหยิบมาตอบแบบละเอียดหน่อย ยาวนิดหนึ่งแต่ขอให้อ่านให้จบนะคะ ลาพักร้อนไว้แล้ว แต่เกิดเหตุให้ต้องลาออกก่อน วันลาที่อนุมัติไว้ยังได้เงินหรือไม่? เรื่องนี้ชวนคิดว่า “วันลาพักร้อนที่ระบบอนุมัติแล้ว” จะติดตัวลูกจ้างไปเสมอหรือไม่ แม้สัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงก่อนถึงวันลา? คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่าในระบบขึ้นคำว่า “อนุมัติ” แล้วหรือยังเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า วันลาเกิดขึ้นในระหว่างที่ยังมีสถานะเป็นลูกจ้างหรือไม่ และ การลาออกมีผลวันใดกันแน่ จากคำถาม ลูกจ้างขอลาพักร้อนวันที่ 24–25 กรกฎาคม 2569 แต่ต่อมาแจ้งลาออกโดยระบุว่า พ้นสภาพวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 จึงต้องแยกพิจารณาเป็นสองเรื่องค่ะ 1. วันพักร้อนวันที่ 24–25 กรกฎาคม จะได้รับค่าจ้างหรือไม่? พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 30 กำหนดให้ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่าปีละ 6 วันทำงาน โดยนายจ้างเป็นผู้กำหนดล่วงหน้า หรือกำหนดตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน และมาตรา 56 กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิดังกล่าวต้องเกิดขึ้น...

ป่วยตอนทำงาน ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคจากการทำงานเสมอไป

วันก่อนมีคนถามว่า “พี่ทนาย หนูเริ่มป่วยตอนนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ แบบนี้เบิกกองทุนเงินทดแทนได้ไหม” คำถามนี้ฟังดูเหมือนตอบง่าย เพราะคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า เมื่ออาการป่วยเกิดขึ้นในเวลาทำงานหรือเกิดขึ้นภายในสถานที่ทำงาน ก็น่าจะถือว่าเป็นการเจ็บป่วยจากการทำงาน แต่ในทางกฎหมายไม่ได้พิจารณาเพียงว่า ตอนนั้นลูกจ้างอยู่ที่ไหนหรือเป็นเวลากี่โมงเท่านั้น สิ่งสำคัญกว่าคือ ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าอาการเจ็บป่วยนั้นมีความเกี่ยวข้องกับงานที่ทำจริงหรือไม่ พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 5 ให้ความหมายของคำว่า “เจ็บป่วย” ว่า การที่ลูกจ้างเจ็บป่วยหรือถึงแก่ความตายด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงาน หรือเนื่องจากการทำงาน ขณะที่คำว่า “ประสบอันตราย” หมายถึงการได้รับอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจ หรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงาน หรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้นายจ้าง หรือตามคำสั่งของนายจ้าง กฎหมายจึงวางเงื่อนไขไว้ที่ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุที่เกิดขึ้นกับการทำงาน ไม่ได้เขียนว่าเพียงเกิดในบริษัทหรือเกิดในเวลางานก็ได้รับความคุ้มครองทันที ลองนึกถึงคนที่นั่งทำงานอยู่ในสำนักงานแล้วมีอาการปวดท้องจากโรคประจำตัว หรือเกิดอาการแพ้ยาที่ใช้รักษาโรคอื่น แม้อาการจะแสดงออกในช่วงเวลาทำงาน แต่สาเหตุแท้จริงไม่ได้เกิดจากโต๊ะทำงาน เครื่องปรับอากาศ สารเคมี หรือสภาพแวดล้อมในการทำงาน อาการนั้นก็อาจไม่ใช่การเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานตามกฎหมายเงินทดแทน แนวคิดนี้เห็นได้จากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 561/2564 ซึ่งข้อเท็จจริงตามที่มีการเผยแพร่กล่าวถึงลูกจ้างที่ทำงานภายในอาคารและป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ตากับภาวะตาแห้งเรื้อรัง แต่พยานหลักฐานทางการแพทย์ชี้ว่าอาการดังกล่าวสืบเนื่องมาจากผลข้างเคียงของยาที่ใช้รักษามะเร็งสมองจนเกิดกลุ่มอาการสตีเวนส์–จอห์นสัน มิได้มีสาเหตุจากลักษณะหรือสภาพของงาน เมื่อพิสูจน์ความเชื่อมโยงกับงานไม่ได้ การที่ลูกจ้างทำงานอยู่ในอาคารหรือมีโอกาสสัมผัสสิ่งแวดล้อมในสำนักงานเพียงเล็กน้อยจึงยังไม่เพียงพอที่จะทำให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน ในทางกลับกัน บางโรคอาจเป็นโรคที่คนทั่วไปเป็นกันได้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าเหตุจากการทำงานเป็นตัวก่อให้เกิดโรคหรือทำให้อาการเกิดขึ้นโดยตรง กฎหมายก็อาจให้ความคุ้มครองได้เช่นกัน ตัวอย่างกรณีลูกจ้างต้องเดินทางโดยนั่งซ้อนรถจักรยานยนต์ฝ่าสายฝนไปตรวจงานก่อสร้างตามหน้าที่ ต่อมาป่วยเป็นไข้หวัดและอาการลุกลามจนเป็นปอดอักเสบ ศาลพิจารณาจากลำดับเหตุการณ์และสภาพการทำงานแล้วเห็นว่า การเจ็บป่วยมีสาเหตุเกี่ยวเนื่องจากการเดินทางไปปฏิบัติงาน จึงถือเป็นการเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานและอยู่ในความคุ้มครองของกฎหมายเงินทดแทน สิ่งที่สองคดีนี้กำลังบอกจึงไม่ใช่ว่า...