มีคนส่งภาพนี้มาถามผมว่า
“ผมขอลาออกครับ”
“งานเหี้ยนี่ใครจะทำก็ทำ”
เพียงเท่านี้ ถือว่าลูกจ้างลาออกสมบูรณ์แล้วหรือไม่?
คำตอบคือ ยังตอบไม่ได้ทันทีจากข้อความเพียงอย่างเดียว
เพราะในทางกฎหมายแรงงาน การลาออกเป็นการแสดงเจตนาฝ่ายเดียวของลูกจ้างที่มุ่งให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลง แต่การจะมีผลเมื่อใด และมีผลสมบูรณ์หรือไม่ ยังต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอีกหลายประการ
ประเด็นแรกที่ต้องดูคือลูกจ้างส่งข้อความนี้ถึงใคร
หากส่งถึงกรรมการผู้มีอำนาจ ผู้จัดการ ผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจรับทราบเรื่องการลาออก หรือบุคคลที่นายจ้างมอบหมายให้ดำเนินการด้านบุคคลโดยปกติ ย่อมมีแนวโน้มสูงว่าการแสดงเจตนาลาออกนั้นได้ไปถึงนายจ้างแล้ว
แต่หากส่งไปในกลุ่มเพื่อนร่วมงาน ส่งให้เพื่อนสนิทในบริษัท หรือส่งให้บุคคลที่ไม่มีอำนาจเกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลเลย ผลทางกฎหมายอาจแตกต่างออกไป เพราะคำถามสำคัญคือ “เจตนาลาออกได้ไปถึงนายจ้างแล้วหรือยัง”
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169 วรรคหนึ่ง การแสดงเจตนาต่อบุคคลซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้าจะมีผลนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับแสดงเจตนา
ดังนั้น ในคดีลาออกจำนวนมาก ศาลจึงไม่ได้ดูเพียงว่าพิมพ์คำว่า “ลาออก” หรือไม่ แต่ดูด้วยว่าเจตนาดังกล่าวได้สื่อไปถึงนายจ้างหรือผู้แทนนายจ้างแล้วหรือยัง
อย่างไรก็ตาม แม้จะถือว่าการลาออกได้ไปถึงนายจ้างแล้ว ก็ยังมีอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญมาก คือ
ลูกจ้างลาออกเมื่อใด?
หลายคนเข้าใจว่า เมื่อพิมพ์คำว่า “ผมขอลาออก” สัญญาจ้างสิ้นสุดทันที
แต่ในความเป็นจริง ไม่จำเป็นเสมอไป
เพราะหากลูกจ้างเพียงแจ้งว่าขอลาออก โดยไม่ได้กำหนดวันที่มีผลของการลาออกไว้ ศาลฎีกาวางหลักมานานแล้วว่า ต้องพิจารณาต่อว่าคู่สัญญามีข้อตกลงเรื่องการบอกกล่าวล่วงหน้าไว้อย่างไร และสัญญาจ้างจะสิ้นสุดเมื่อใดตามเงื่อนไขแห่งสัญญาและกฎหมาย
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การยื่นใบลาออกหรือการแจ้งลาออก ไม่ได้แปลว่าสัญญาจ้างสิ้นสุดลงทันทีในวินาทีนั้นเสมอไป
ตัวอย่างเช่น หากสัญญาจ้างกำหนดให้ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า 30 วัน การส่งข้อความว่า “ผมขอลาออกครับ” ในวันนี้ อาจเป็นเพียงการเริ่มต้นการบอกกล่าวล่วงหน้า และสัญญาจ้างอาจไปสิ้นสุดอีก 30 วันข้างหน้า ไม่ใช่ในวันที่ส่งข้อความ
ในทางกลับกัน หากข้อความนั้นระบุชัดเจนว่า
“ผมขอลาออก โดยมีผลตั้งแต่วันนี้”
หรือมีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าลูกจ้างไม่ประสงค์จะทำงานต่ออีกเลย นายจ้างก็อาจยกข้อความดังกล่าวขึ้นอ้างว่าเป็นการลาออกที่มีผลทันทีได้เช่นกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี
นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาพฤติการณ์ภายหลังประกอบด้วย เช่น หลังจากส่งข้อความแล้ว ลูกจ้างกลับมาทำงานต่อหรือไม่ นายจ้างอนุมัติการลาออกหรือไม่ มีการส่งมอบงานหรือไม่ มีการยื่นเอกสารลาออกเพิ่มเติมหรือไม่ และคู่กรณีปฏิบัติต่อกันอย่างไรหลังจากวันดังกล่าว
ดังนั้น หากมีคนนำภาพแชตเพียงภาพเดียวมาให้ดูแล้วถามว่า
“ลาออกสมบูรณ์แล้วหรือยัง?”
คำตอบที่ถูกต้องทางกฎหมายคือ
ยังสรุปไม่ได้
เพราะต้องทราบก่อนว่า
1. ส่งข้อความถึงใคร
2. บุคคลนั้นมีอำนาจรับทราบการลาออกแทนนายจ้างหรือไม่
3. มีการกำหนดวันมีผลของการลาออกหรือไม่
4. สัญญาจ้างหรือข้อบังคับการทำงานกำหนดเรื่องการบอกกล่าวล่วงหน้าไว้อย่างไร
5. หลังส่งข้อความแล้ว คู่กรณีมีพฤติการณ์อย่างไรต่อไป
การลาออกในกฎหมายแรงงานไม่ใช่เรื่องของคำว่า “ลาออก” เพียงคำเดียว แต่เป็นเรื่องของการแสดงเจตนา ผู้รับการแสดงเจตนา และวันที่การสิ้นสุดสัญญาจ้างมีผลตามกฎหมาย
เพราะฉะนั้น ภาพแชตเพียงภาพเดียวอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการลาออก แต่ยังไม่เพียงพอที่จะตอบได้เสมอไปว่าสัญญาจ้างสิ้นสุดลงแล้วหรือยัง
เรื่องราวเหล่านี้ฝ้ายเคยสอนในคลาสเรียนแล้ว หวังว่านักเรียนทั้งหลายยังจะจำกันได้แล้วมาทวนกันอีกครั้งในหน้าเพจนี้นะคะ
ปรึกษากฎหมายแรงงานมีค่าใช้จ่าย
คิดถึงผู้เรียนทุกคนเลยค่ะ 😉
ทนายฝ้าย

