ทุกครั้งที่เราแนะนำให้นายจ้างใจเย็น ๆ ก่อน อย่าเพิ่งรีบกล่าวหาว่าลูกจ้างลาป่วยทิพย์ มักจะมีคนหาว่าเราเข้าข้างลูกจ้าง ทั้งที่จริงแล้วเรากำลังพยายามป้องกันไม่ให้นายจ้างพาตัวเองไปแพ้คดี เพราะในทางปฏิบัติ HR หรือเจ้าของกิจการส่วนใหญ่ดูออกอยู่แล้วว่าพนักงานคนไหนป่วยจริง คนไหนป่วยการเมือง คนไหนป่วยทุกวันจันทร์ ป่วยทุกวันศุกร์ ป่วยก่อนวันหยุดยาว ป่วยหลังวันหยุดยาว หรือบางคนมีแพทเทิร์นการลาที่ตรงจนน่าเหลือเชื่อ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คุณดูออกหรือไม่ ปัญหาอยู่ที่คุณพิสูจน์ได้หรือไม่
ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง และหากลาป่วยตั้งแต่ 3 วันทำงานขึ้นไป นายจ้างจึงจะมีสิทธิขอให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองแพทย์ได้ นั่นหมายความว่าหากลูกจ้างลาป่วยไม่ถึง 3 วันทำงาน กฎหมายไม่ได้บังคับให้ลูกจ้างต้องนำใบรับรองแพทย์มาแสดง หลายคนจึงมองว่ากฎหมายเปิดช่องให้เกิดการลาป่วยทิพย์ได้ง่าย แต่ต่อให้คุณจะคิดแบบนั้น สิ่งที่ต้องยอมรับก่อนคือ คุณไม่มีอำนาจไปนั่งวินิจฉัยแทนแพทย์ว่าลูกจ้างป่วยจริงหรือไม่จริง
ตรงนี้เป็นจุดที่นายจ้างหลายคนพลาด เพราะรีบกระโดดไปสู่ข้อสรุปว่าลูกจ้างแกล้งป่วย แล้วก็อยากออกหนังสือเตือนเรื่องลาป่วยทิพย์ทันที ทั้งที่ความจริงสิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ การลาป่วยเป็นสิทธิ การปฏิบัติตามระเบียบการลาเป็นหน้าที่ และความสามารถในการทำงานตามตำแหน่งเป็นเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งสามเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ดังนั้น หากลูกจ้างแจ้งลาไม่ถูกระเบียบ ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการลา ไม่รายงานผู้บังคับบัญชาตามที่กำหนด หรือฝ่าฝืนระเบียบการลา คุณก็ออกหนังสือเตือนเรื่องการฝ่าฝืนระเบียบได้ หากลูกจ้างมีปัญหาเรื่องคุณภาพงาน งานล่าช้า งานผิดพลาด หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามมาตรฐานของตำแหน่ง คุณก็จัดการเรื่องประสิทธิภาพการทำงานได้ แต่ไม่ใช่เอาความสงสัยว่าลูกจ้างแกล้งป่วยไปเขียนเป็นหนังสือเตือนทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์
หลายคนถามต่อว่า ถ้าสงสัยว่าลูกจ้างป่วยทิพย์จริง ๆ จะทำอะไรได้บ้าง คำตอบคือทำได้เยอะกว่าที่คิด คุณสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ สามารถให้ลูกจ้างไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมได้ แต่หากนายจ้างเป็นผู้สั่งให้ตรวจ นายจ้างก็ควรเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าว จะตรวจละเอียดแค่ไหนก็ตรวจไปให้จบ จะขอข้อมูลทางการแพทย์เพิ่มเติมเท่าที่กฎหมายอนุญาตก็ทำได้ จะติดตามข้อเท็จจริงก็ทำได้
และขอพูดตรง ๆ นะ ลูกจ้างลาป่วย 10 คน คุณไม่จำเป็นต้องไปตรวจบ้านทั้ง 10 คน ใช้วิจารณญาณกันบ้าง ถ้ามีพนักงานอยู่ 4-5 คนที่มีแพทเทิร์นผิดปกติ มีประวัติ มีข้อร้องเรียน หรือมีเหตุให้สงสัยว่ากำลังใช้สิทธิโดยไม่สุจริต คุณก็ตรวจสอบเฉพาะกลุ่มนั้น ไม่ใช่ทำทุกอย่างแบบเหวี่ยงแหแล้วสุดท้ายก็มาบ่นว่ากฎหมายคุ้มครองลูกจ้างมากเกินไป
อีกวิธีหนึ่งที่นายจ้างมักมองข้าม คือการเรียกลูกจ้างมาพูดคุยกันตรง ๆ หากลูกจ้างอ้างว่าป่วยบ่อยจนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ นายจ้างก็มีสิทธิถามได้ว่าอาการดังกล่าวส่งผลต่อการทำงานในตำแหน่งปัจจุบันหรือไม่ ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่เดิมได้หรือไม่ และมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนหน้าที่หรือหมุนเวียนงานหรือไม่ เพราะนายจ้างมีสิทธิบริหารจัดการองค์กรโดยสุจริต หากลูกจ้างป่วยจริงจนไม่สามารถทำงานในลักษณะเดิมได้ การปรับเปลี่ยนหน้าที่ให้เหมาะสมก็อาจเป็นทางออกที่ดีกว่าการปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ
ที่สำคัญคือ หากคนคนนั้นกำลังลาป่วยทิพย์จริง การตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง การติดตามข้อเท็จจริง การกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจน และการบังคับใช้ระเบียบอย่างจริงจัง มักจะทำให้พฤติกรรมดังกล่าวปรากฏออกมาเองในที่สุด การจับทุจริตเรื่องลาป่วยทำได้ การออกหนังสือเตือนก็ทำได้ และการเลิกจ้างก็ทำได้ เพียงแต่ไม่ใช่เรื่องที่ทำวันนี้แล้วจบพรุ่งนี้ มันต้องใช้เวลาและต้องทำให้ถูกเหตุ
อย่างไรก็ตาม ต่อให้คุณมั่นใจแค่ไหนว่าลูกจ้างลาป่วยทิพย์ เหตุแห่งการลาป่วยก็ไม่ได้อยู่ในมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่จะทำให้เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้โดยอัตโนมัติ เพราะกฎหมายก็ต้องคุ้มครองลูกจ้างที่ป่วยจริงเช่นกัน หลายครั้งทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าคือการเลิกจ้างโดยจ่ายค่าชดเชยให้ครบถ้วน และระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างให้ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง
อย่าดูถูกหนังสือเลิกจ้าง เพราะวันหนึ่งลูกจ้างคนเดิมที่คุณเชื่อว่าลาป่วยทิพย์ อาจกลับมาฟ้องคดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมก็ได้ และในวันที่คดีขึ้นสู่ศาล สถิติการลาป่วย ประวัติการขาดงาน ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับองค์กร การดำเนินการแก้ไขที่ผ่านมา รวมถึงเหตุผลที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเลิกจ้าง จะกลายเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่คุณต้องใช้นำสืบว่าการเลิกจ้างครั้งนั้นเป็นธรรมเพียงใด
สุดท้ายแล้ว ในคดีแรงงาน หลายครั้งประเด็นไม่ได้อยู่ที่ลูกจ้างป่วยจริงหรือป่วยปลอม แต่อยู่ที่นายจ้างสามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ว่า เหตุแห่งการเลิกจ้างนั้นเป็นธรรม
โดยทนายฝ้าย คลินิกกฎหมายแรงงาน
ปรึกษามีค่าใช้จ่าย

