กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryลูกจ้าง Archives - Page 5 of 14 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

รับบำนาญประกันสังคมตั้งแต่อายุ 55 ปี แต่ยังทำงานต่อถึงอายุ 60 ปี เมื่อเกษียณแล้วจะได้ค่าชดเชยอีกไหม

คำตอบคือ ได้ค่ะ เพราะ “ออกจากระบบประกันสังคม” ไม่ได้แปลว่า “ออกจากงาน” เงินบำนาญชราภาพจากประกันสังคมกับค่าชดเชยกรณีเกษียณอายุจากนายจ้าง เป็นสิทธิคนละประเภท จ่ายจากคนละกอง และเกิดจากกฎหมายคนละฉบับ ดังนั้น แม้ลูกจ้างจะเริ่มรับเงินบำนาญประกันสังคมตั้งแต่อายุ 55 ปี แต่หากยังทำงานเป็นลูกจ้างของนายจ้างเดิมต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 60 ปี เมื่อการจ้างสิ้นสุดลงเพราะเกษียณอายุ ก็ยังมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากนายจ้างตามกฎหมายค่ะ รับบำนาญแล้ว ยังเป็นลูกจ้างต่อได้หรือไม่? ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม สิทธิรับบำนาญชราภาพเกิดขึ้นเมื่อลูกจ้างมีอายุครบ 55 ปี จ่ายเงินสมทบครบตามเงื่อนไข และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง แต่คำว่า “ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง” เป็นเรื่องสถานะตามกฎหมายประกันสังคม ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าสัญญาจ้างแรงงานระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างจะต้องสิ้นสุดลงด้วย เมื่อข้อเท็จจริงตามคำถามระบุว่า ลูกจ้างเพียงออกจากระบบประกันสังคมเพื่อรับบำนาญ แต่ยังคงทำงานให้นายจ้างต่อไป จึงต้องถือว่าสถานะการเป็นลูกจ้างและอายุงานยังดำเนินต่อไปตามข้อเท็จจริง ดังนั้น การรับเงินบำนาญประกันสังคมจึงไม่ใช่เหตุให้นายจ้างนำมาใช้ตัดสิทธิค่าชดเชย ลดค่าชดเชย หรืออ้างว่าได้จ่ายเงินจากประกันสังคมให้แล้ว เพราะเงินบำนาญนั้นจ่ายจากกองทุนประกันสังคม ไม่ใช่เงินที่นายจ้างจ่ายแทนค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง เมื่ออายุครบ 60 ปี ได้ค่าชดเชยทันทีหรือไม่? ตรงนี้ต้องแยกให้ถูกค่ะ การมีอายุครบ 60 ปีเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้ค่าชดเชยเกิดขึ้นทันที หากลูกจ้างยังคงทำงานและนายจ้างยังจ่ายค่าจ้างตามปกติ เพราะยังไม่มีการสิ้นสุดการจ้าง มาตรา 118/1 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน...

อายุ 62 ปี ทำงานมา 4 ปี จะขอเกษียณและรับค่าชดเชยได้ไหม

อย่าเพิ่งถามว่า “อายุเท่านี้เกษียณได้หรือยัง” ต้องถามก่อนว่า บริษัทกำหนดอายุเกษียณไว้หรือไม่ เพราะคำตอบอาจต่างกันคนละเรื่องเลยค่ะ มีพี่ท่านหนึ่งถามว่า “ผมเข้าทำงานตอนอายุ 59 ปี ทำงานต่อเนื่องมา 4 ปี ตอนนี้อายุ 62 ปี จะยื่นเกษียณได้ไหมครับ” คำตอบคือ มีโอกาสยื่นขอเกษียณได้ แต่ต้องตรวจสอบข้อบังคับ สัญญาจ้าง หรือข้อตกลงของบริษัทก่อนว่า กำหนดเรื่องการเกษียณอายุไว้อย่างไร กฎหมายกำหนดไว้อย่างไร? พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118/1 แบ่งกรณีเกษียณอายุไว้เป็นสองลักษณะสำคัญ กรณีแรก บริษัทกำหนดอายุเกษียณไว้แล้ว ถ้าข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน สัญญาจ้าง หรือข้อตกลงกำหนดว่า ลูกจ้างต้องเกษียณเมื่ออายุ 55 ปี 60 ปี หรืออายุอื่น การเกษียณย่อมเป็นไปตามกำหนดนั้น และกฎหมายให้ถือว่าการเกษียณอายุเป็นการเลิกจ้าง ลูกจ้างจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน เว้นแต่ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าเมื่อครบอายุเกษียณแล้ว นายจ้างกับลูกจ้างตกลงให้ทำงานต่อเนื่อง โดยยังมิได้ทำให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลง ศาลฎีกาที่ 3114/2567 วินิจฉัยว่า แม้ลูกจ้างจะครบอายุเกษียณตามข้อบังคับแล้ว แต่เมื่อนายจ้างยังให้ทำงานต่อเนื่องและยังมิได้จ่ายค่าชดเชย ก็ยังไม่ถือว่าเกิดการเลิกจ้างในวันครบเกษียณ อายุงานจึงนับต่อเนื่องไปจนถึงวันที่เลิกจ้างจริง ดังนั้น อายุครบเกษียณไม่ได้แปลว่าสัญญาจ้างสิ้นสุดลงเองทุกกรณี...

ลาพักร้อนไว้แล้ว แต่เกิดเหตุให้ต้องลาออกก่อน วันลาที่อนุมัติไว้ยังได้เงินหรือไม่

หลายคนชอบถามสั้น ๆ และอยากได้คำตอบสั้น ๆ แต่เรื่องกฎหมายบางเรื่องสรุปสั้นได้ยาก เพราะต้องอธิบายทั้งเหตุผล ข้อกฎหมาย และแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง คำถามนี้เห็นว่าเป็นประโยชน์ทั้งกับฝ่ายทรัพยากรบุคคลและลูกจ้าง จึงหยิบมาตอบแบบละเอียดหน่อย ยาวนิดหนึ่งแต่ขอให้อ่านให้จบนะคะ ลาพักร้อนไว้แล้ว แต่เกิดเหตุให้ต้องลาออกก่อน วันลาที่อนุมัติไว้ยังได้เงินหรือไม่? เรื่องนี้ชวนคิดว่า “วันลาพักร้อนที่ระบบอนุมัติแล้ว” จะติดตัวลูกจ้างไปเสมอหรือไม่ แม้สัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงก่อนถึงวันลา? คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่าในระบบขึ้นคำว่า “อนุมัติ” แล้วหรือยังเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า วันลาเกิดขึ้นในระหว่างที่ยังมีสถานะเป็นลูกจ้างหรือไม่ และ การลาออกมีผลวันใดกันแน่ จากคำถาม ลูกจ้างขอลาพักร้อนวันที่ 24–25 กรกฎาคม 2569 แต่ต่อมาแจ้งลาออกโดยระบุว่า พ้นสภาพวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 จึงต้องแยกพิจารณาเป็นสองเรื่องค่ะ 1. วันพักร้อนวันที่ 24–25 กรกฎาคม จะได้รับค่าจ้างหรือไม่? พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 30 กำหนดให้ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่าปีละ 6 วันทำงาน โดยนายจ้างเป็นผู้กำหนดล่วงหน้า หรือกำหนดตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน และมาตรา 56 กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิดังกล่าวต้องเกิดขึ้น...

ป่วยตอนทำงาน ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคจากการทำงานเสมอไป

วันก่อนมีคนถามว่า “พี่ทนาย หนูเริ่มป่วยตอนนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ แบบนี้เบิกกองทุนเงินทดแทนได้ไหม” คำถามนี้ฟังดูเหมือนตอบง่าย เพราะคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า เมื่ออาการป่วยเกิดขึ้นในเวลาทำงานหรือเกิดขึ้นภายในสถานที่ทำงาน ก็น่าจะถือว่าเป็นการเจ็บป่วยจากการทำงาน แต่ในทางกฎหมายไม่ได้พิจารณาเพียงว่า ตอนนั้นลูกจ้างอยู่ที่ไหนหรือเป็นเวลากี่โมงเท่านั้น สิ่งสำคัญกว่าคือ ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าอาการเจ็บป่วยนั้นมีความเกี่ยวข้องกับงานที่ทำจริงหรือไม่ พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 5 ให้ความหมายของคำว่า “เจ็บป่วย” ว่า การที่ลูกจ้างเจ็บป่วยหรือถึงแก่ความตายด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงาน หรือเนื่องจากการทำงาน ขณะที่คำว่า “ประสบอันตราย” หมายถึงการได้รับอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจ หรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงาน หรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้นายจ้าง หรือตามคำสั่งของนายจ้าง กฎหมายจึงวางเงื่อนไขไว้ที่ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุที่เกิดขึ้นกับการทำงาน ไม่ได้เขียนว่าเพียงเกิดในบริษัทหรือเกิดในเวลางานก็ได้รับความคุ้มครองทันที ลองนึกถึงคนที่นั่งทำงานอยู่ในสำนักงานแล้วมีอาการปวดท้องจากโรคประจำตัว หรือเกิดอาการแพ้ยาที่ใช้รักษาโรคอื่น แม้อาการจะแสดงออกในช่วงเวลาทำงาน แต่สาเหตุแท้จริงไม่ได้เกิดจากโต๊ะทำงาน เครื่องปรับอากาศ สารเคมี หรือสภาพแวดล้อมในการทำงาน อาการนั้นก็อาจไม่ใช่การเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานตามกฎหมายเงินทดแทน แนวคิดนี้เห็นได้จากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 561/2564 ซึ่งข้อเท็จจริงตามที่มีการเผยแพร่กล่าวถึงลูกจ้างที่ทำงานภายในอาคารและป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ตากับภาวะตาแห้งเรื้อรัง แต่พยานหลักฐานทางการแพทย์ชี้ว่าอาการดังกล่าวสืบเนื่องมาจากผลข้างเคียงของยาที่ใช้รักษามะเร็งสมองจนเกิดกลุ่มอาการสตีเวนส์–จอห์นสัน มิได้มีสาเหตุจากลักษณะหรือสภาพของงาน เมื่อพิสูจน์ความเชื่อมโยงกับงานไม่ได้ การที่ลูกจ้างทำงานอยู่ในอาคารหรือมีโอกาสสัมผัสสิ่งแวดล้อมในสำนักงานเพียงเล็กน้อยจึงยังไม่เพียงพอที่จะทำให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน ในทางกลับกัน บางโรคอาจเป็นโรคที่คนทั่วไปเป็นกันได้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าเหตุจากการทำงานเป็นตัวก่อให้เกิดโรคหรือทำให้อาการเกิดขึ้นโดยตรง กฎหมายก็อาจให้ความคุ้มครองได้เช่นกัน ตัวอย่างกรณีลูกจ้างต้องเดินทางโดยนั่งซ้อนรถจักรยานยนต์ฝ่าสายฝนไปตรวจงานก่อสร้างตามหน้าที่ ต่อมาป่วยเป็นไข้หวัดและอาการลุกลามจนเป็นปอดอักเสบ ศาลพิจารณาจากลำดับเหตุการณ์และสภาพการทำงานแล้วเห็นว่า การเจ็บป่วยมีสาเหตุเกี่ยวเนื่องจากการเดินทางไปปฏิบัติงาน จึงถือเป็นการเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานและอยู่ในความคุ้มครองของกฎหมายเงินทดแทน สิ่งที่สองคดีนี้กำลังบอกจึงไม่ใช่ว่า...

ไม่เซ็นรับทราบ แล้วนายจ้างจะอ้างเหตุเลิกจ้างได้หรือไม่

เวลานายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยอ้างว่าลูกจ้างกระทำความผิดร้ายแรง คำถามสำคัญไม่ได้มีเพียงว่า ลูกจ้างทำผิดจริงหรือไม่ ยังต้องถามต่ออีกว่า ในขณะที่เลิกจ้าง นายจ้างได้แจ้งเหตุที่ใช้เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบแล้วหรือยัง?? เพราะพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคท้าย กำหนดไว้ว่า หากนายจ้างไม่ได้ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง หรือไม่ได้แจ้งเหตุให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้าง นายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ ถ้อยคำของกฎหมายจึงไม่ได้บังคับว่า การแจ้งเหตุเลิกจ้างต้องทำเป็นหนังสือทุกกรณี กฎหมายใช้คำว่า “มิได้ระบุเหตุไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง หรือมิได้แจ้งเหตุให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้าง” คำว่า “หรือ” แสดงให้เห็นว่า นายจ้างอาจดำเนินการได้สองทาง ทางหนึ่ง คือ ระบุเหตุไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง อีกทางหนึ่ง คือ แม้ไม่มีหนังสือระบุเหตุไว้โดยชัดแจ้ง แต่มีการแจ้งเหตุให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้าง ดังนั้น ในทางกฎหมาย การแจ้งเหตุด้วยวาจาจึงอาจมีผลได้ ไม่ใช่ว่าการเลิกจ้างเพราะความผิดร้ายแรงจะต้องมีหนังสือเลิกจ้างเสมอไป  แต่คำว่า “ทำได้” ไม่ได้แปลว่า “ควรทำ” เพราะเมื่อไม่มีหนังสือ ปัญหาจะไม่ได้จบอยู่ที่ข้อกฎหมาย แต่จะย้ายไปอยู่ที่เรื่องพยานหลักฐานทันทีว่า นายจ้างแจ้งอะไร แจ้งเมื่อใด และเหตุที่แจ้งมีรายละเอียดเพียงพอให้ลูกจ้างเข้าใจหรือไม่ กรณีตัวอย่าง บริษัทได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่ลูกจ้างถูกร้องเรียน ลูกจ้างเข้าร่วมประชุมและทราบว่ามีการสอบสวนเรื่องใด ที่ประชุมมีมติว่าลูกจ้างมีความผิดและให้เลิกจ้าง แม้ลูกจ้างจะไม่ยอมลงลายมือชื่อในบันทึกการประชุม แต่ในขณะเลิกจ้าง ผู้บังคับบัญชาได้แจ้งด้วยวาจาโดยอ้างถึงบันทึกการประชุมดังกล่าว ศาลแรงงานกลางรับฟังว่า ลูกจ้างทราบอยู่แล้วว่ามีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง...

เลิกจ้างเพราะอ้วน ทำได้หรือไม่

เลิกจ้างเพราะอ้วน…ทำได้หรือไม่? ถ้าถามว่า “ลูกจ้างอ้วนขึ้น นายจ้างเลิกจ้างได้ไหม” คำตอบคงไม่ควรเริ่มต้นที่ตัวเลขบนตาชั่ง แต่ต้องย้อนกลับไปถามก่อนว่า น้ำหนักหรือรูปร่างนั้นเกี่ยวอะไรกับงานที่ลูกจ้างทำมั้ย?? เรื่องนี้น่าสนใจเพราะประเทศไทยเคยมีคดีเกี่ยวกับน้ำหนักของลูกจ้างขึ้นไปถึงศาลฎีกาแล้ว และเป็นคดีของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คดีนี้ไม่ได้เป็นคดีที่นายจ้างเลิกจ้างพนักงานเพราะอ้วนโดยตรง แต่เป็นคดีที่ลูกจ้างโต้แย้งคำสั่งของนายจ้างที่นำค่า BMI และรอบเอวมาเป็นหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติงาน ตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6231–6250/2559 บริษัทกำหนดเกณฑ์ให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงมี BMI ไม่เกิน 25 และรอบเอวไม่เกิน 32 นิ้ว ส่วนพนักงานชาย BMI ไม่เกิน 27.5 และรอบเอวไม่เกิน 35 นิ้ว พร้อมกำหนดระยะเวลาให้พนักงานปรับปรุงภายใน 6 เดือน หากยังไม่ผ่านเกณฑ์ จะถูกมอบหมายให้ปฏิบัติงานบินเฉพาะเส้นทางในประเทศหรือเส้นทางที่ไปและกลับภายในวันเดียว และหากพ้นระยะเวลาที่กำหนดแล้วยังไม่สามารถปรับปรุงได้ ก็มีมาตรการให้ไปปฏิบัติงานภาคพื้นดินจนกว่าจะกลับมาอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด พนักงานจึงนำคดีมาฟ้องโดยโต้แย้งเรื่องคำสั่งดังกล่าว ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ลักษณะงานของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแตกต่างจากพนักงานอื่น สัญญาจ้างกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับบุคลิกภาพและสุขภาพไว้ และบริษัทมีการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับน้ำหนัก สัดส่วน รูปร่างและบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งหลักเกณฑ์ดังกล่าวใช้กับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเป็นการทั่วไป มิใช่เลือกบังคับเฉพาะบุคคล ศาลจึงวินิจฉัยว่าคำสั่งดังกล่าวอยู่ในอำนาจบริหารจัดการของนายจ้างและชอบด้วยกฎหมายตามข้อเท็จจริงของคดีนั้น เรื่องนี้ฝ้ายคิดว่าจุดที่น่าสนใจจึงไม่ได้อยู่ที่คำว่า “คนอ้วน” แต่อยู่ที่ว่า “สภาพร่างกายที่นายจ้างกำหนดนั้นสัมพันธ์กับลักษณะและคุณสมบัติของงานหรือไม่” เพราะแม้แต่คดีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ศาลก็ไม่ได้วินิจฉัยเป็นหลักทั่วไปว่า นายจ้างสามารถกำหนดน้ำหนักของลูกจ้างทุกตำแหน่งได้...

10 เช็กลิสต์ก่อนฟ้องลูกจ้าง

ฟ้องทั้งที ต้องดูก่อนว่าจะได้คุ้มเสีย หรือไปศาลเล่น ๆ แล้วให้ศาลยกฟ้อง เวลาลูกจ้างลาออกแบบไม่สวย ทำให้บริษัทเสียหาย หรือมีพฤติกรรมที่นายจ้างเห็นว่าเกินจะยอมรับ หลายคนตัดสินใจทันทีว่า “ต้องฟ้อง” ซึ่งการฟ้องคดีก็ไม่ใช่เรื่องผิด หากบริษัทมีสิทธิ มีหลักฐาน และมีความเสียหายที่พิสูจน์ได้จริง แต่ก่อนยื่นฟ้อง ควรหยุดทบทวนให้ครบก่อนว่า คดีนี้มีฐานกฎหมายเพียงพอหรือไม่ เรียกร้องอะไรได้บ้าง และผลที่คาดว่าจะได้รับคุ้มกับเวลา ค่าใช้จ่าย และทรัพยากรที่ต้องเสียไปหรือเปล่า เพราะการฟ้องโดยไม่มีฐานสิทธิหรือไม่มีหลักฐาน ไม่ได้ทำให้บริษัทดูเด็ดขาด แต่อาจกลายเป็นเสียทั้งเงิน เสียเวลา และสุดท้ายศาลยกฟ้อง 1. มีสิทธิหรือข้อกฎหมายอะไรให้ฟ้อง คำถามแรกไม่ใช่ว่า ลูกจ้างทำให้เราไม่พอใจแค่ไหน แต่ต้องถามว่า การกระทำนั้นเป็นการผิดสัญญา ผิดหน้าที่ หรือผิดกฎหมายข้อใด ตัวอย่างที่พบบ่อยคือ ลูกจ้างลาออกแล้วไปทำงานกับคู่แข่ง นายจ้างรู้สึกว่าเป็นการหักหลังและต้องการฟ้องทันที แต่เมื่อกลับไปดูสัญญาจ้าง กลับไม่มีข้อห้ามแข่งขัน ไม่มีข้อห้ามชักชวนลูกค้า และไม่มีข้อตกลงเรื่องการรักษาความลับที่ชัดเจน เมื่อไม่มีข้อสัญญารองรับ ก็ต้องตอบให้ได้ว่าจะฟ้องเขาจากฐานอะไร การเห็นว่าพฤติกรรมนั้น “ไม่เหมาะสม” กับการมีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย เป็นคนละเรื่องกัน 2. ข้อสัญญาที่จะใช้ฟ้องมีอยู่จริงและเขียนไว้ชัดเจนหรือไม่ มีสัญญาไม่ได้หมายความว่าจะฟ้องได้ทุกเรื่อง ต้องเปิดอ่านด้วยว่าข้อสัญญากำหนดหน้าที่ของลูกจ้างไว้อย่างไร ห้ามทำอะไร ระยะเวลานานเพียงใด ครอบคลุมพื้นที่หรือกิจการประเภทไหน และกำหนดผลของการผิดสัญญาไว้อย่างไร ...

บริษัทหักค่าชุดยูนิฟอร์มได้ไหม แล้วเมื่อลูกจ้างพ้นสภาพต้องคืนหรือเปล่า

หลายบริษัทกำหนดให้พนักงานต้องแต่งกายด้วยชุดยูนิฟอร์ม เพื่อสร้างภาพลักษณ์ขององค์กร ทำให้ลูกค้าสามารถแยกแยะพนักงานของบริษัทได้ง่าย รวมถึงเพื่อความปลอดภัยและความเหมาะสมในการปฏิบัติงาน เมื่อบริษัทกำหนดเรื่องการแต่งกายไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบของบริษัท ลูกจ้างก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว ตราบเท่าที่เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม โดยทั่วไป บริษัทมักเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดทำชุดยูนิฟอร์มให้แก่พนักงานในลักษณะสวัสดิการ เพราะเป็นเครื่องแต่งกายที่บริษัทกำหนดให้ใช้เพื่อประโยชน์ในการทำงานและภาพลักษณ์ของกิจการ หากบริษัทมีระเบียบเกี่ยวกับสวัสดิการที่ใช้บังคับแก่พนักงานเป็นการทั่วไป รายจ่ายดังกล่าวก็อาจนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร นอกจากนี้ กฎหมายภาษียังรับรองการให้เครื่องแบบแก่ลูกจ้างภายในจำนวนและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ด้วย แต่ในทางปฏิบัติ บางบริษัทไม่ได้ให้ชุดยูนิฟอร์มฟรี กลับกำหนดให้พนักงานเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดหรือบางส่วน โดยหักเงินดังกล่าวออกจากค่าจ้างทันที คำถามคือ บริษัทสามารถทำเช่นนั้นได้หรือไม่ คำตอบคือ ไม่สามารถหักได้ตามอำเภอใจ มาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดหลักไว้ว่า นายจ้างห้ามหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่จะเป็นการหักในกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น ภาษีเงินได้ ค่าบำรุงสหภาพแรงงาน หนี้สหกรณ์หรือหนี้เกี่ยวกับสวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียว เงินประกันตามกฎหมาย หรือการชำระค่าเสียหายที่ลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น การเขียนไว้ในข้อบังคับเพียงว่า “บริษัทมีสิทธิหักค่าชุดยูนิฟอร์มจากค่าจ้าง” หรือให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อยินยอมโดยทั่วไป อาจยังไม่เพียงพอ เพราะต้องพิจารณาด้วยว่าการหักดังกล่าวเข้ากรณีที่มาตรา 76 อนุญาตหรือไม่ โดยเฉพาะชุดยูนิฟอร์มที่บริษัทเป็นผู้กำหนดให้ต้องสวมใส่เพื่อประโยชน์ของกิจการ ย่อมอาจโต้แย้งได้ว่าไม่ได้เป็นสวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตาม บริษัทอาจกำหนดให้ลูกจ้างซื้อชุดยูนิฟอร์มได้ หากมีการตกลงกันอย่างชัดเจนในลักษณะสัญญาซื้อขาย โดยแจ้งราคา จำนวนชุด และเงื่อนไขให้ลูกจ้างทราบก่อน...

เงินเดือนเดือนที่ 13 ถือเป็นค่าจ้างหรือเป็นโบนัส

คำว่า “เงินเดือนเดือนที่ 13” ฟังจากชื่อแล้วอาจทำให้เข้าใจว่าเป็นเงินเดือนอีกหนึ่งเดือนซึ่งนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างเสมอ แต่ในทางกฎหมาย ไม่อาจวินิจฉัยจากชื่อเรียกเพียงอย่างเดียวว่าเงินดังกล่าวเป็น “ค่าจ้าง” หรือเป็น “โบนัส” เพราะต้องกลับไปพิจารณาข้อความในสัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ประกาศของนายจ้าง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินจริงของแต่ละบริษัท พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 กำหนดความหมายของ “ค่าจ้าง” ว่าเป็นเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง สำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ ไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลา ผลงาน หรือในลักษณะอื่น และรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้ในวันหยุดหรือวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่มีสิทธิได้รับตามกฎหมายด้วย ดังนั้น การพิจารณาว่าเงินเดือนเดือนที่ 13 เป็นค่าจ้างหรือไม่ จึงต้องดูสาระสำคัญว่าเงินจำนวนนั้นเป็นค่าตอบแทนการทำงานที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับแน่นอนตามข้อตกลงหรือไม่ ไม่ใช่ดูเพียงว่านายจ้างใช้คำว่า “เงินเดือน” หรือ “โบนัส” หากสัญญาจ้างกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ลูกจ้างจะได้รับค่าตอบแทนปีละ 13 เดือน หรือรับประกันว่าทุกปีลูกจ้างจะได้รับเงินเพิ่มอีกหนึ่งเดือนโดยไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับผลประกอบการ ผลการประเมิน หรือดุลพินิจของนายจ้าง เงินดังกล่าวย่อมมีลักษณะใกล้เคียงกับค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้าง แม้บริษัทจะเรียกเงินก้อนนั้นว่า “โบนัสประจำปี” ก็ตาม เพราะในทางกฎหมายต้องพิจารณาจากสาระของสิทธิและหน้าที่ ไม่ใช่จากชื่อที่นายจ้างตั้งไว้ ยิ่งหากข้อตกลงกำหนดว่า ลูกจ้างซึ่งทำงานไม่ครบปีจะได้รับเงินเดือนเดือนที่ 13 ตามสัดส่วนระยะเวลาที่ทำงาน เช่น ทำงานหกเดือนก็ได้รับครึ่งหนึ่ง...

ระบุไว้ในข้อบังคับว่าเป็นความผิดร้ายแรง ไม่ได้หมายความว่าจะร้ายแรงทุกกรณี

ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นเครื่องมือที่นายจ้างใช้กำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน ระเบียบวินัย และแนวทางดำเนินการทางวินัยภายในองค์กร นายจ้างจึงสามารถกำหนดได้ว่าการกระทำลักษณะใดเป็นความผิด และกำหนดระดับโทษทางวินัยไว้ล่วงหน้าเพื่อให้ลูกจ้างทราบและถือปฏิบัติ แต่การที่นายจ้างเขียนไว้ในข้อบังคับว่า การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเป็น “ความผิดร้ายแรง” ไม่ได้มีผลทำให้การกระทำนั้นเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมายโดยอัตโนมัติในทุกกรณี เพราะความร้ายแรงของการกระทำต้องพิจารณาจากบทบัญญัติของกฎหมาย ข้อเท็จจริง และพฤติการณ์ของการกระทำที่เกิดขึ้นจริง มิใช่พิจารณาจากชื่อหรือถ้อยคำที่นายจ้างกำหนดขึ้นฝ่ายเดียว พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 กำหนดเหตุที่นายจ้างอาจเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไว้เป็นการเฉพาะ เช่น ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม โดยนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงซึ่งนายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน ดังนั้น ในกรณีฝ่าฝืนข้อบังคับตามมาตรา 119 (4) ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าข้อบังคับเขียนไว้อย่างไร แต่ต้องพิจารณาว่าข้อบังคับหรือคำสั่งนั้นชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมหรือไม่ ลูกจ้างฝ่าฝืนโดยเจตนาหรือไม่ เคยได้รับหนังสือเตือนที่ถูกต้องหรือไม่ และการฝ่าฝืนนั้นมีลักษณะร้ายแรงจนไม่สมควรให้นายจ้างต้องตักเตือนก่อนจริงหรือไม่ เหตุที่ไม่อาจให้นายจ้างกำหนดความหมายของคำว่า “ร้ายแรง” ได้เองโดยเด็ดขาด เป็นเพราะกฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างจึงไม่อาจออกข้อบังคับที่ลดทอนสิทธิขั้นต่ำของลูกจ้างหรือขยายเหตุเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยให้กว้างกว่าที่กฎหมายกำหนดได้ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1443/2527 วินิจฉัยว่า ระเบียบของนายจ้างที่กำหนดให้การประมาทเลินเล่อซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแม้ไม่ร้ายแรงสามารถเป็นเหตุเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้นั้น เป็นการกำหนดแตกต่างจากกฎหมายคุ้มครองแรงงานและใช้บังคับไม่ได้ เพราะกฎหมายกำหนดไว้ว่าการประมาทเลินเล่อที่จะทำให้หมดสิทธิได้รับค่าชดเชยต้องเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง แนวคำพิพากษาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้นายจ้างจะมีอำนาจจัดทำข้อบังคับและกำหนดโทษทางวินัย แต่ข้อบังคับภายในไม่อาจแก้ไขหรือแทนที่องค์ประกอบตามกฎหมายได้ หากกฎหมายกำหนดว่าต้องมีความเสียหายอย่างร้ายแรง นายจ้างก็ต้องแสดงข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้เห็นถึงความเสียหายอย่างร้ายแรงนั้น ไม่ใช่อาศัยเพียงข้อความในข้อบังคับที่ระบุว่า การกระทำนั้นถือเป็นความผิดร้ายแรง...