Please wait ...

 
“ถูกเลิกจ้าง” กับ “ถูกเลิกจ้างเพราะเกษียณ” กฎหมายแรงงานเรียกว่า “เลิกจ้าง” เหมือนกัน แต่กฎหมายภาษีไม่ได้มองเหมือนกัน

ในทางกฎหมายแรงงาน เรื่องนี้ดูเหมือนไม่น่าซับซ้อนนัก เพราะเมื่อลูกจ้างเกษียณอายุตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด การเกษียณก็ถือเป็นการเลิกจ้าง และลูกจ้างย่อมมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงานเช่นเดียวกับการเลิกจ้างกรณีอื่น แต่เมื่อเงินค่าชดเชยก้อนเดียวกันเดินออกจากกฎหมายแรงงานแล้วเข้าไปอยู่ในกฎหมายภาษี คำว่า “เลิกจ้าง” กลับไม่ได้ให้ผลเหมือนกันทุกกรณี กรณีแรก ลูกจ้างถูกเลิกจ้างด้วยเหตุทั่วไป เช่น นายจ้างปรับโครงสร้าง ยุบตำแหน่ง หรือลดจำนวนพนักงาน หากเงินที่ได้รับเป็น “ค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน” กฎกระทรวง ฉบับที่ 394 (พ.ศ. 2567) กำหนดให้ค่าชดเชยส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างของการทำงาน 400 วัน และไม่เกิน 600,000 บาท ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ โดยหลักเกณฑ์ใหม่นี้ใช้กับเงินได้ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไป และหากค่าชดเชยมีจำนวนเกินส่วนที่ได้รับยกเว้น ก็ไม่ได้หมายความว่าส่วนที่เหลือจะต้องถูกนำไปรวมกับเงินเดือนเพื่อเสียภาษีตามปกติเสมอไป เพราะหากเข้าเงื่อนไขของเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน โดยเฉพาะกรณีมีระยะเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี ลูกจ้างอาจเลือกคำนวณภาษีแยกตามมาตรา 48(5) ได้อีกชั้นหนึ่ง แนววินิจฉัยของกรมสรรพากรก็เคยวางหลักไว้โดยตรงว่า ค่าชดเชยส่วนที่เกินจำนวนที่ได้รับยกเว้นสามารถเข้าสู่การคำนวณลักษณะนี้ได้ แต่ถ้าเป็นการเลิกจ้างเพราะเกษียณอายุ เรื่องจะเปลี่ยนทันที แม้เงินที่ลูกจ้างได้รับยังเป็น “ค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน” แต่กฎกระทรวงเขียนยกเว้นไว้โดยเฉพาะว่า สิทธิยกเว้นดังกล่าว ไม่รวมค่าชดเชยที่ได้รับเพราะเหตุเกษียณอายุหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง ดังนั้น คนเกษียณจึงไม่สามารถเริ่มต้นด้วยการนำ 600,000...

โลกตัดสินคนจากภายนอกจริงๆ และเราอาจต้องยอมรับมัน

เมื่อก่อนเป็นคนหนึ่งที่เชื่อมากว่า ถ้าเรามีของอยู่ข้างในมากพอ เราไม่จำเป็นต้องเอาของมาถมข้างนอก ไม่จำเป็นต้องขับรถหรู ไม่จำเป็นต้องถือกระเป๋าแบรนด์เนม ไม่ต้องมีรองเท้า เข็มขัด หรือนาฬิกาที่ใครเห็นแล้วรู้ทันทีว่าราคาเท่าไร เพราะสุดท้ายถ้าเราเก่งจริง ทำงานเป็นจริง และมีความสามารถจริง วันหนึ่งคนก็ต้องเห็นเองว่าเรามีอะไร พูดง่าย ๆ คือเชื่อมาตลอดว่า เราเติมตัวเองจากข้างในได้ โดยไม่ต้องซื้ออะไรมาเติมข้างนอก จนวันหนึ่งเริ่มยอมรับว่า ความคิดนั้นถูกเพียงครึ่งเดียว เราไม่จำเป็นต้องใช้ของแพงเพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง อันนี้ยังเชื่อเหมือนเดิม แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ก่อนที่คนคนหนึ่งจะมีเวลามากพอให้เราแสดงความสามารถ เขาเห็น “ข้างนอก” ของเราก่อนเสมอ ก่อนที่ลูกค้าจะรู้ว่าเราทำงานเก่งแค่ไหน เขาเห็นวิธีที่เราเดินเข้าไปหาเขา ก่อนที่คนในห้องประชุมจะรู้ว่าเรามีความรู้แค่ไหน เขาเห็นวิธีที่เราแต่งตัว นั่ง ฟัง และพูดกับคนอื่น และก่อนที่คนแปลกหน้าจะรู้จักนิสัยของเรา เขารับข้อมูลบางอย่างจากบุคลิกภายนอกของเราไปเรียบร้อยแล้ว ตรงนี้ต่างหากที่ทำให้มุมมองเรื่อง “การแต่งตัว” เปลี่ยนไป การแต่งตัวไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของความฟุ่มเฟือย แต่มันคือการสื่อสารอย่างหนึ่ง เสื้อผ้าที่เหมาะกับสถานที่ ความสะอาด ความเรียบร้อย การรู้ว่าควรแต่งตัวแบบไหนในโอกาสใด สิ่งเหล่านี้กำลังบอกคนอื่นบางอย่างเกี่ยวกับตัวเราโดยที่เรายังไม่ทันพูดด้วยซ้ำ แต่พอคิดต่อไปอีกหน่อย ก็พบว่าเสื้อผ้ายังเป็นเพียงส่วนเล็กๆ เพราะคนหนึ่งอาจแต่งตัวดีมาก แต่เดินเข้าห้องประชุมสายโดยไม่ขอโทษ วางโทรศัพท์บนโต๊ะแล้วก้มดูตลอดเวลาที่คนอื่นพูด หรือคุยกับผู้บริหารอย่างสุภาพ แต่เปลี่ยนน้ำเสียงทันทีเมื่อคุยกับพนักงานบริการ ภาพที่เสื้อผ้าราคาแพงสร้างไว้เมื่อห้านาทีก่อน อาจหายไปได้ในเวลาไม่กี่วินาที ตรงนี้ทำให้เห็นว่า...

พูดชัดแล้ว แต่เขาเข้าใจเหมือนเราหรือเปล่า

เวลาเกิดความผิดพลาดในการทำงาน เรามักได้ยินประโยคหนึ่งอยู่บ่อย ๆ “ก็บอกชัดแล้วนะ” คนพูดมั่นใจว่าตัวเองอธิบายครบ บอกวัน บอกเวลา บอกสิ่งที่ต้องทำ บางครั้งมีอีเมล มี LINE มีเอกสารประกอบครบถ้วน แต่เมื่อถึงวันส่งงาน สิ่งที่ออกมากลับไม่ตรงกับที่ต้องการ แล้วการสนทนาก็มักย้อนกลับมาที่เดิมว่า ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายผิด คนหนึ่งยืนยันว่า “บอกแล้ว” ส่วนอีกคนยืนยันว่า “เข้าใจว่าให้ทำแบบนี้” ความจริงคือทั้งสองฝ่ายอาจไม่ได้โกหกเลยก็ได้ เพราะ “พูดชัด” กับ “เข้าใจตรงกัน” เป็นคนละเรื่อง เวลาสื่อสาร เรามักประเมินความชัดเจนจากฝั่งของตัวเอง เรารู้เรื่องทั้งหมดอยู่ในหัว รู้ที่มาที่ไป รู้ว่าอะไรสำคัญ และรู้ว่าคำแต่ละคำหมายถึงอะไร เมื่อพูดออกไปจึงรู้สึกว่ามันชัดมาก แต่คนฟังไม่ได้มีข้อมูลชุดเดียวกับเรา เขาเอาสิ่งที่ได้ยินไปประกอบกับประสบการณ์เดิม ความเข้าใจเดิม และสิ่งที่เขาคิดว่าเราน่าจะหมายถึง แล้วสร้างความหมายขึ้นมาอีกทีหนึ่ง ตัวอย่างง่าย ๆ หัวหน้าบอกว่า “งานนี้ขอภายในวันศุกร์นะ” คนหนึ่งอาจเข้าใจว่าต้องส่งก่อนเลิกงานวันศุกร์ อีกคนเข้าใจว่าขอร่างแรกวันศุกร์ ส่วนหัวหน้าอาจหมายถึงเช้าวันศุกร์ต้องมีเอกสารอยู่บนโต๊ะแล้ว เพราะช่วงบ่ายจะนำไปประชุมต่อ ทุกคนได้ยินคำว่า “ภายในวันศุกร์” เหมือนกัน แต่มีวันศุกร์อยู่สามแบบในห้องเดียวกัน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการสื่อสารเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการมอบหมายงาน การกำหนด Deadline การแจ้งนโยบาย...

ทำไมคนเราถึงชอบตอบไม่ตรงคำถาม

มีเรื่องหนึ่งที่เพิ่งสังเกตจากแม่ตัวเองค่ะ คือเวลาถามอะไร แม่มักไม่ค่อยตอบสิ่งที่ถามตรง ๆ อย่างถามว่า “เช้านี้กินข้าวหรือยัง” คำตอบที่ได้อาจเป็น “เมื่อเช้ามีคนโทรมาหลายสายเลย วันนี้ยุ่งมาก” ฟังจบแล้วต้องถามใหม่ว่า “แล้วสรุปกินหรือยัง” เมื่อก่อนก็เคยสงสัยเหมือนกันว่าทำไมคำถามที่ตอบแค่ “กินแล้ว” หรือ “ยังไม่ได้กิน” ถึงต้องเล่าเรื่องอื่นก่อน แต่พอลองคิดดูดี ๆ การตอบไม่ตรงคำถามอาจไม่ได้เกิดจากการฟังไม่รู้เรื่อง หรือไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายถามอะไรเสมอไป บางครั้งคนตอบเข้าใจคำถามดีมาก เพียงแต่กำลังพยายามตอบในแบบที่จะทำให้ตัวเองปลอดภัยจากสิ่งที่คาดว่าจะตามมาหลังคำตอบนั้น ถ้าแม่ตอบว่า “ยังไม่ได้กิน” สิ่งที่แม่คาดไว้ในใจอาจไม่ใช่แค่การจบประโยค แต่เป็นคำถามต่อว่า “ทำไมยังไม่กินอีก” หรือ “บอกแล้วใช่ไหมว่าให้กินข้าวให้ตรงเวลา” การเล่าว่าเมื่อเช้ามีคนโทรมาหลายสายและวันนี้ยุ่งมาก จึงอาจเป็นการส่ง “คำอธิบาย” ออกไปก่อนที่จะถูกถามหาเหตุผลเสียอีก พูดอีกอย่างคือ เราถามหาข้อเท็จจริง แต่คนตอบกำลังป้องกันตัวเองจากคำตำหนิที่ยังมาไม่ถึง พฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นในที่ทำงานบ่อยเหมือนกัน หัวหน้าถามว่า “งานเสร็จหรือยัง” ลูกน้องตอบว่า “เมื่อวานฝ่ายบัญชีส่งข้อมูลมาช้ามากครับ แล้วช่วงบ่ายก็มีประชุมด่วนอีก” ทุกอย่างที่พูดอาจเป็นเรื่องจริง แต่ผ่านไปสองนาทีหัวหน้าก็ยังไม่รู้ว่างานเสร็จหรือไม่ หรือถามว่า “ลูกค้าร้องเรียนเรื่องนี้จริงไหม” แล้วได้รับคำตอบยาวเหยียดว่า ลูกค้ารายนี้ค่อนข้างเรื่องเยอะ ติดต่อมาหลายครั้งแล้ว ทีมพยายามดูแลเต็มที่ และเหตุการณ์วันนั้นมีหลายปัจจัยมาก ฟังดูเหมือนตอบละเอียด แต่คำถามง่าย ๆ ว่า...

เมื่อความจริงพูดยาก การโกหกก็ง่ายขึ้น

เราอาจเคยเข้าใจว่าคนโกหกเพราะต้องการปกปิดความผิด หรือเพราะหวังผลประโยชน์บางอย่างจากคำโกหกนั้น ซึ่งแน่นอนว่าเหตุผลเหล่านี้มีอยู่จริง แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปอีกหน่อย การโกหกจำนวนไม่น้อยไม่ได้เริ่มต้นจากความคิดว่า “วันนี้จะหลอกใครดี” หากเริ่มจากการประเมินอย่างง่าย ๆ ว่า ระหว่างพูดความจริงกับพูดสิ่งที่อีกฝ่ายอยากได้ยิน อย่างไหนทำให้ตัวเองเดือดร้อนน้อยกว่ากัน มนุษย์เรียนรู้เรื่องนี้ค่อนข้างเร็ว ถ้าพูดความจริงแล้วถูกตำหนิ แต่พูดในสิ่งที่อีกฝ่ายพอใจแล้วได้รับคำชม ครั้งต่อไปเราก็รู้แล้วว่าคำตอบแบบไหนปลอดภัยกว่า หรือถ้ายอมรับความผิดพลาดแล้วต้องรับผลกระทบทั้งหมดเพียงลำพัง ขณะที่การปิดบังทำให้ยังพอมีเวลาตั้งหลัก การพูดความจริงก็ยิ่งกลายเป็นทางเลือกที่ไม่น่าดึงดูดนัก เรื่องนี้เห็นได้ชัดมากในที่ทำงาน หัวหน้าบางคนประกาศเสมอว่า “มีอะไรก็บอกกันตรง ๆ” แต่เมื่อมีลูกน้องเดินเข้าไปบอกตรง ๆ ว่าโครงการกำลังมีปัญหา สิ่งแรกที่ได้รับกลับมาคือ “ทำไมเพิ่งมาบอก” ตามด้วยการตำหนิอีกชุดใหญ่ ครั้งต่อไปลูกน้องจึงไม่ได้เลิกมีปัญหา เขาเพียงเลิกบอกว่ามีปัญหาเท่านั้นเอง องค์กรบางแห่งจึงมีรายงานที่ดูดีอย่างน่าประหลาด ทุกโครงการยังเป็นสีเขียว ทุกฝ่ายตอบว่าเอาอยู่ ลูกค้าพอใจ และงานกำลังเดินตามแผน จนกระทั่งวันหนึ่งปัญหาที่ถูกแต่งหน้าไว้นานพอก็เดินเข้ามาถึงห้องประชุมเอง ตอนนั้นผู้บริหารมักถามด้วยความประหลาดใจว่า “ทำไมไม่มีใครบอก” ความจริงคืออาจเคยมีคนพยายามบอกแล้ว เพียงแต่เขาเรียนรู้ในเวลาต่อมาว่า องค์กรนี้ชอบ “ข่าวดี” มากกว่า “ข้อมูลจริง” นั่นไม่ได้หมายความว่าเราควรทำความเข้าใจการโกหกเสียจนไม่ต้องรับผิด คนที่จงใจให้ข้อมูลเท็จ ปกปิดข้อเท็จจริง หรือหลอกองค์กรเพื่อประโยชน์ของตนเอง ยังคงต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง แต่ถ้าองค์กรต้องการลดการโกหกจริง ๆ การออกกฎว่า “ห้ามโกหก” อย่างเดียวคงไม่พอ เพราะต้องย้อนกลับมาดูด้วยว่า...

สัมภาษณ์งานอย่างไร ไม่ให้ “ได้คนเร็ว” แต่ได้คดีมาทีหลัง

เดี๋ยวนี้ไม่ได้มีแต่มิจฉาชีพที่หลอกให้โอนเงินนะคะ “ลูกจ้างมิจฉาชีพ” ก็มีเหมือนกัน บางคนสัมภาษณ์งานเก่งมาก ประวัติดี พูดจาดี ตอบคำถามฉะฉาน สัมภาษณ์กี่รอบนายจ้างก็รู้สึกว่า “คนนี้แหละ ต้องเอาให้ได้” แต่พอเข้าทำงานจริงไม่ถึงเดือนกลับเริ่มมีพฤติกรรมแปลก ๆ มีปัญหากับคนรอบข้าง ไม่ทำตามคำสั่ง หรือบางรายถึงขั้นท้าทายว่า “ถ้าไม่พอใจก็เลิกจ้างสิ” แล้วพอเลิกจ้างจริง ก็ไปใช้สิทธิเรียกร้องเงินตามกฎหมายต่อ บางคนทำซ้ำจนแทบจะเป็นอาชีพ ไม่ได้หมายความว่าลูกจ้างทุกคนเป็นแบบนี้นะคะ คนส่วนใหญ่ก็สมัครงานเพราะต้องการทำงานตามปกตินั่นแหละ แต่คนกลุ่มนี้ มีอยู่จริง และในฐานะทนายที่ต้องมารับเรื่องตอนปลายทาง สิ่งที่พบหลายครั้งคือ ก่อนจะถามว่า “ลูกจ้างคนนี้ทำไมเป็นแบบนี้” บางทีต้องย้อนกลับไปถามบริษัทด้วยว่า ตอนรับเขาเข้ามา เราคัดเลือกเขาอย่างไร เพราะการสัมภาษณ์งานที่ดีไม่ควรดูเพียงว่า “ทำงานเป็นหรือเปล่า” หรือ Hard Skills เท่านั้น และไม่ใช่ดูแค่ Soft Skills ว่าพูดดี เข้ากับคนง่าย หรือดูมี Leadership หรือไม่ แต่ควรพยายามประเมินอย่างน้อยอีก 3 เรื่อง เรื่องแรกคือ พฤติกรรมการทำงานที่ผ่านมา ลองถามด้วยคำถามแบบ Behavioral Interview ให้ผู้สมัครเล่าเหตุการณ์จริง เช่น เคยขัดแย้งกับหัวหน้าอย่างไร...

บริษัทไปต่อไม่ไหว จะคุยกับลูกจ้างอย่างไร ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

ช่วงหลังมีบริษัทเข้ามาปรึกษาเรื่องปิดกิจการมากขึ้น และสิ่งหนึ่งที่เจอบ่อยคือ บริษัทมาหาทนายในวันที่แทบไม่มีอะไรให้วางแผนแล้ว บางแห่งตัดสินใจปิดกิจการไปแล้ว บอกลูกจ้างไปแล้ว ออกหนังสือเลิกจ้างไปแล้ว และในหนังสือก็เขียนตรงไปตรงมามากว่า บริษัทประสบภาวะขาดทุน สภาพคล่องไม่เพียงพอ ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ จึงมีความจำเป็นต้องเลิกจ้าง อ่านแล้วน่าเห็นใจนายจ้างมาก แต่ในทางกฎหมาย หนังสือฉบับเดียวกันนั้นก็อาจเป็นหลักฐานชั้นดีมากเช่นกันว่า ลูกจ้างไม่ได้ทำอะไรผิดเลย บริษัทเลิกจ้างเพราะบริษัทไปต่อไม่ได้ และการที่กิจการขาดทุน ไม่มีสภาพคล่อง หรือจำเป็นต้องปิดกิจการ โดยหลักไม่ได้ทำให้สิทธิในค่าชดเชยของลูกจ้างตามกฎหมายหายไป หากลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน นายจ้างก็ยังมีหน้าที่ต้องจ่ายตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน (OSH Labour) ปัญหาที่เจอบ่อยกว่านั้นคือ ก่อนปิดกิจการนายจ้างบางรายก็ไม่ได้ใจร้ายเสียทีเดียว บางคนพยายามให้เงินลูกจ้างไปก้อนหนึ่งด้วยซ้ำ คิดเสียว่าอยู่กันมานาน ช่วยกันมานาน บริษัทเหลือเท่านี้ก็แบ่งให้กันไป แต่เงินที่ให้ไม่ได้ถูกจัดการให้ชัดเจนว่าเป็นเงินอะไร ไม่ได้คำนวณสิทธิตามกฎหมาย ไม่ได้ทำข้อตกลงให้เรียบร้อย แล้วนายจ้างก็คิดในใจว่า “ที่ผ่านมาเราก็ดูแลเขามาตลอด ลูกน้องคงไม่เอาเรื่องเราหรอกมั้ง” อย่าใช้คำว่า “คง” กับเรื่องนี้เลยค่ะ เพราะวันที่บริษัทปิด ลูกจ้างเองก็มีชีวิตที่ต้องไปต่อเหมือนกัน เขามีค่าบ้าน ค่ารถ ค่าเทอมลูก หนี้สิน และภาระของเขา การที่เขาเคยรักบริษัทหรือรักนายจ้าง ไม่ได้แปลว่าเมื่อเขาตกงานแล้วเขาจะต้องสละสิทธิตามกฎหมายเพื่อรักษาความสัมพันธ์เดิมไว้ เมื่อลูกจ้างไปร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เรื่องก็เข้าสู่อีกกระบวนการหนึ่ง และหากมีคำสั่งให้ชำระเงินแล้วนายจ้างไม่ดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด ปัญหาที่เริ่มจาก “ไม่มีเงินจ่ายค่าชดเชย” อาจขยายไปสู่การบังคับตามกฎหมายและความรับผิดอื่น รวมถึงความรับผิดทางอาญาในกรณีที่เข้าองค์ประกอบตามกฎหมายได้...

องค์กรจำนวนมากไม่ได้พังเพราะแก้ปัญหาไม่เป็น แต่พังเพราะแก้ปัญหาเดิมซ้ำ ๆ โดยไม่เคยเก็บข้อมูลว่าทำไมมันถึงเกิดซ้ำ

เวลาทำงานกับองค์กรหลายแห่ง ฝ้ายพบเรื่องหนึ่งที่น่าเสียดายมาก คือหลายบริษัทไม่ได้ขาดคนเก่ง และไม่ได้ขาดความสามารถในการแก้ปัญหาเสียด้วยซ้ำ เวลามีเรื่องเกิดขึ้น ทุกคนวิ่งเข้ามาช่วยกันเต็มที่ พนักงานลาออกก็รีบหาคนใหม่ มีข้อร้องเรียนก็รีบสอบสวน มีปัญหากับหัวหน้างานก็เรียกมาคุย หรือถ้าเรื่องเดินไปถึงการเลิกจ้าง บริษัทก็จัดการเรื่องค่าชดเชยและสิทธิประโยชน์ให้จบ แต่สิ่งที่มักหายไปหลังจากนั้นคือ ไม่มีใครกลับไปเก็บว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร พนักงานในแผนกเดียวกันลาออกห้าคนในหนึ่งปี ถ้ามองเป็นรายคน เราอาจได้เหตุผลห้าแบบ คนหนึ่งได้งานใหม่ คนหนึ่งไม่ชอบหัวหน้า อีกคนบอกว่างานหนัก ส่วนอีกสองคนให้เหตุผลกลาง ๆ ว่าอยากเติบโต แต่ถ้าเอาข้อมูลทั้งหมดมาวางต่อกัน เราอาจเพิ่งเห็นว่า ทั้งห้าคนเริ่มมีปัญหาหลังจากเปลี่ยนหัวหน้าคนเดียวกัน หรือทั้งหมดออกหลังจากอยู่ในทีมประมาณหกเดือนเหมือนกัน เรื่องคดีแรงงานก็ไม่ต่างกันค่ะ บางบริษัทจ่ายค่าชดเชยหรือค่าเสียหายแล้วถือว่าเรื่องจบ ปีต่อมาเกิดเรื่องคล้ายกันอีก ก็จ่ายอีก แต่ไม่เคยย้อนกลับมาดูว่าเหตุใดบริษัทจึงต้องเสียเงินซ้ำ ๆ เป็นเพราะหัวหน้างานจัดการคนไม่เป็น ไม่มีระบบประเมินผลงานที่ใช้ได้จริง ไม่เคยทำหนังสือเตือน เก็บหลักฐานไม่ครบ หรือความจริงบริษัทตัดสินใจเรื่องคนก่อน แล้วค่อยมาหาเหตุผลและเอกสารรองรับทีหลัง ถ้าเป็นแบบหลัง ต่อให้เปลี่ยนทนาย เปลี่ยน HR หรือเปลี่ยนพนักงาน ปัญหาก็มีโอกาสกลับมาอีก เพราะสิ่งที่ไม่เคยถูกแก้คือ “ระบบที่ผลิตปัญหา” นี่เป็นเหตุผลที่ฝ้ายคิดว่า HR ไม่ควรเก็บข้อมูลเพียงเพื่อทำรายงานว่า turnover ปีนี้กี่เปอร์เซ็นต์ มี grievance กี่เรื่อง...

งานดูเก่งขึ้นทุกวัน แล้วคนทำเก่งขึ้นจริงหรือเปล่า?

ช่วงหลังมีเรื่องหนึ่งที่ฝ้ายเจอบ่อยขึ้น คือได้รับงานจากน้องแล้วรู้สึกว่า “เขียนดีนะ” บางชิ้นภาษาดี โครงสร้างดี เหตุผลต่อกันสวย อ่านตั้งแต่ต้นจนจบแทบไม่มีอะไรสะดุด แต่พอเรียกเจ้าของงานมาคุยแล้วถามต่ออีกสองสามคำถาม เช่น ทำไมถึงวิเคราะห์แบบนี้ ถ้าข้อเท็จจริงเปลี่ยนตรงนี้คำตอบจะเปลี่ยนหรือไม่ หรือประเด็นสำคัญที่สุดของเรื่องนี้คืออะไร กลับกลายเป็นว่าคนเขียนอธิบายงานของตัวเองไม่ได้ สำหรับคนเป็นหัวหน้า ตรงนี้ค่อนข้างน่ากังวล เพราะเราเคยใช้ “ผลงาน” เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งในการประเมินความสามารถของคน ใครเขียนดี เราก็คิดว่าวิเคราะห์ดี ใครสรุปเรื่องซับซ้อนได้ เราก็เชื่อว่าเข้าใจเรื่องนั้น แต่เมื่อ AI สามารถช่วยยกระดับคุณภาพของชิ้นงานได้มาก ความสัมพันธ์ระหว่าง “งานที่ดี” กับ “คนที่ทำเป็น” อาจไม่ตรงกันเหมือนเดิมแล้ว แต่จะโทษน้องอย่างเดียวก็คงไม่ยุติธรรมนัก เพราะเอาเข้าจริงฝ้ายเองก็ต้องคอยเตือนตัวเองเรื่องนี้เหมือนกัน ทุกวันนี้ AI ช่วยงานได้มาก ตั้งแต่ช่วยจัดความคิด ตรวจความครบถ้วน ไปจนถึงเสนอวิธีเรียบเรียงที่บางครั้งเร็วกว่านั่งคิดเองหลายเท่า ใช้บ่อยเข้าก็มีเหมือนกันที่ต้องย้อนถามตัวเองว่า ถ้าไม่มีมันอยู่ตรงหน้า เรายังเริ่มงานชิ้นนี้เองได้ดีเหมือนเดิมหรือเปล่า จนบางครั้งคนรอบตัวก็เป็นฝ่ายเตือนว่า บางเรื่องลดการใช้ AI ลงบ้างก็ดี ฝ้ายจึงไม่ได้คิดว่าปัญหาอยู่ที่การใช้ AI แต่อยู่ที่ เราใช้มันแทนแรง หรือใช้มันแทนความสามารถ สองอย่างนี้ต่างกันมาก คนที่ทำสิ่งหนึ่งเป็นอยู่แล้วแล้วใช้ AI ลดเวลาทำงานจากสามชั่วโมงเหลือหนึ่งชั่วโมง กำลังใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลิตภาพของตัวเอง...

ทำงานเพื่อเอาตัวรอด จนลืมไปว่าชีวิตต้องไปต่อ

มีช่วงหนึ่งที่ชีวิตไม่ได้มีปัญหาอะไรใหญ่โต งานยังมีให้ทำ รายได้ยังเข้ามา สิ่งที่ต้องรับผิดชอบก็ยังจัดการได้ตามสมควร ถ้ามีใครถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง เราก็คงตอบได้ว่า “ก็โอเคนะ” เพราะถ้าเทียบกับคนที่กำลังตกงาน เป็นหนี้ หรือเจอวิกฤตหนัก ๆ ชีวิตของเราก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น แต่ความรู้สึกประหลาดคือ ทั้งที่แต่ละวันยุ่งมาก พอหันกลับไปมองชีวิตในช่วงหนึ่งหรือสองปีที่ผ่านมา กลับรู้สึกว่าเราไม่ได้ไปไหนไกลจากเดิมเลย ฝ้ายเข้าใจความรู้สึกนี้ค่อนข้างดี เพราะตัวเองก็มีช่วงที่อยู่ในสภาพคล้ายกัน งานทุกอย่างยังเดิน และอาจดูเหมือนทำอะไรเยอะกว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่พลังส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการจัดการเรื่องที่จำเป็นตรงหน้า หาเงิน จ่ายค่าใช้จ่าย ทำงานที่รับไว้ แก้ปัญหาที่เข้ามา แล้วเตรียมตัวรับปัญหาชุดถัดไป ชีวิตจึงไม่ได้หยุดเพราะเราไม่ทำอะไร ตรงกันข้าม เราทำอะไรตลอดเวลา เพียงแต่สิ่งที่ทำเกือบทั้งหมดมีหน้าที่เดียวกัน คือทำให้เรายังอยู่ในจุดเดิมได้ ถ้าจะเรียกสภาวะแบบนี้ว่า Floating ฝ้ายคิดว่าภาพของมันไม่ใช่คนที่ปล่อยชีวิตไปวัน ๆ แต่เป็นคนที่ออกแรงอยู่ตลอดเพื่อให้ศีรษะยังพ้นน้ำ คนแบบนี้จึงเหนื่อยจริง ทั้งที่ไม่ได้เดินทางไปถึงไหน และนั่นทำให้คำแนะนำประเภท “ลองพัฒนาตัวเองเพิ่มสิ” หรือ “ต้องกล้าออกจาก Comfort Zone” ฟังดูง่ายเกินไปหน่อย เพราะหลายคนไม่ได้อยู่ใน Comfort Zone ด้วยซ้ำ เขาอยู่ใน Survival Zone ต่างหาก ปัญหาของการอยู่ในโหมดเอาตัวรอดนาน ๆ...