Please wait ...

 

ช่วงหลังมีบริษัทเข้ามาปรึกษาเรื่องปิดกิจการมากขึ้น และสิ่งหนึ่งที่เจอบ่อยคือ บริษัทมาหาทนายในวันที่แทบไม่มีอะไรให้วางแผนแล้ว

บางแห่งตัดสินใจปิดกิจการไปแล้ว บอกลูกจ้างไปแล้ว ออกหนังสือเลิกจ้างไปแล้ว และในหนังสือก็เขียนตรงไปตรงมามากว่า บริษัทประสบภาวะขาดทุน สภาพคล่องไม่เพียงพอ ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ จึงมีความจำเป็นต้องเลิกจ้าง

อ่านแล้วน่าเห็นใจนายจ้างมาก

แต่ในทางกฎหมาย หนังสือฉบับเดียวกันนั้นก็อาจเป็นหลักฐานชั้นดีมากเช่นกันว่า ลูกจ้างไม่ได้ทำอะไรผิดเลย

บริษัทเลิกจ้างเพราะบริษัทไปต่อไม่ได้

และการที่กิจการขาดทุน ไม่มีสภาพคล่อง หรือจำเป็นต้องปิดกิจการ โดยหลักไม่ได้ทำให้สิทธิในค่าชดเชยของลูกจ้างตามกฎหมายหายไป หากลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน นายจ้างก็ยังมีหน้าที่ต้องจ่ายตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน (OSH Labour)

ปัญหาที่เจอบ่อยกว่านั้นคือ ก่อนปิดกิจการนายจ้างบางรายก็ไม่ได้ใจร้ายเสียทีเดียว บางคนพยายามให้เงินลูกจ้างไปก้อนหนึ่งด้วยซ้ำ คิดเสียว่าอยู่กันมานาน ช่วยกันมานาน บริษัทเหลือเท่านี้ก็แบ่งให้กันไป

แต่เงินที่ให้ไม่ได้ถูกจัดการให้ชัดเจนว่าเป็นเงินอะไร ไม่ได้คำนวณสิทธิตามกฎหมาย ไม่ได้ทำข้อตกลงให้เรียบร้อย แล้วนายจ้างก็คิดในใจว่า

“ที่ผ่านมาเราก็ดูแลเขามาตลอด ลูกน้องคงไม่เอาเรื่องเราหรอกมั้ง”

อย่าใช้คำว่า “คง” กับเรื่องนี้เลยค่ะ

เพราะวันที่บริษัทปิด ลูกจ้างเองก็มีชีวิตที่ต้องไปต่อเหมือนกัน เขามีค่าบ้าน ค่ารถ ค่าเทอมลูก หนี้สิน และภาระของเขา การที่เขาเคยรักบริษัทหรือรักนายจ้าง ไม่ได้แปลว่าเมื่อเขาตกงานแล้วเขาจะต้องสละสิทธิตามกฎหมายเพื่อรักษาความสัมพันธ์เดิมไว้

เมื่อลูกจ้างไปร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เรื่องก็เข้าสู่อีกกระบวนการหนึ่ง และหากมีคำสั่งให้ชำระเงินแล้วนายจ้างไม่ดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด ปัญหาที่เริ่มจาก “ไม่มีเงินจ่ายค่าชดเชย” อาจขยายไปสู่การบังคับตามกฎหมายและความรับผิดอื่น รวมถึงความรับผิดทางอาญาในกรณีที่เข้าองค์ประกอบตามกฎหมายได้

ดังนั้น ถ้าถามว่าควรเริ่มตรงไหน คำตอบของทนายไม่ใช่ “รอให้ถึงวันปิดแล้วค่อยเรียกลูกจ้างมาคุย”

แต่ต้องเริ่มก่อนหน้านั้นมาก

ขั้นแรก ต้องยอมรับสถานการณ์ของบริษัทให้เร็วพอ

ถ้าตัวเลขเริ่มบอกแล้วว่ากิจการอาจไปต่อไม่ได้ สิ่งแรกที่ควรทำคือประเมินสถานการณ์จริงว่า บริษัทมีเงินสดเหลือเท่าไร มีเจ้าหนี้อะไรบ้าง มีลูกจ้างกี่คน แต่ละคนอายุงานเท่าไร และหากต้องยุติการจ้างทั้งหมด บริษัทมีภาระตามกฎหมายประมาณเท่าไร

อย่ารอจนเงินในบัญชีเหลือศูนย์แล้วค่อยมาคำนวณค่าชดเชย

เพราะถึงวันนั้น ต่อให้รู้ว่าต้องจ่ายเท่าไร ความรู้นั้นก็แทบไม่มีประโยชน์แล้ว

สิ่งที่ต้องคำนวณไม่ใช่เฉพาะค่าชดเชย แต่ต้องดูสิทธิอื่นที่อาจเกิดขึ้นจากการยุติการจ้างด้วย เช่น สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างหรือเงินค้างจ่าย สิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำปี ตลอดจนสิทธิอื่นตามสัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือเงื่อนไขของบริษัท

เมื่อเห็นตัวเลขทั้งหมดแล้ว จึงค่อยออกแบบทางออก

ขั้นที่สอง อย่าเริ่มต้นการสนทนาด้วย “พรุ่งนี้บริษัทปิดนะ”

เรื่องที่กระทบชีวิตคนขนาดนี้ ถ้ามีเวลาพอ ควรให้เวลาเขาตั้งตัว

การเรียกลูกจ้างมาวันสุดท้ายแล้วบอกว่า “บริษัทไปต่อไม่ไหว พรุ่งนี้ไม่ต้องมาแล้ว มารับหนังสือเลิกจ้างตรงนี้” อาจง่ายที่สุดในทางบริหาร แต่ยากที่สุดสำหรับคนที่รับข่าว

ลูกจ้างบางคนอาจอยู่กับบริษัทมาสิบปี เช้าวันนั้นเขายังคิดว่าตัวเองมีงานทำอยู่ เย็นวันเดียวกันกลับต้องเริ่มหางานใหม่โดยไม่ได้เตรียมตัวเลย

ถ้าบริษัทเห็นสัญญาณล่วงหน้าและสถานการณ์เอื้อให้เปิดเผยได้ การสื่อสารอย่างเป็นขั้นเป็นตอนจึงมีคุณค่ามาก บริษัทอาจอธิบายสถานการณ์ทางธุรกิจให้พนักงานทราบในระดับที่เหมาะสม บอกให้รู้ว่ากำลังพยายามแก้ปัญหาอย่างไร และถ้าจำเป็นต้องลดขนาดหรือยุติกิจการ บริษัทกำลังเตรียมทางเลือกอะไรไว้ให้พนักงานบ้าง

ความจริงอาจทำให้คนกลัว แต่ความจริงที่บอกเร็วพอ อย่างน้อยยังให้เวลาเขาวางแผนชีวิต

ขั้นที่สาม อย่าคิดว่าทางออกมีแค่ “เลิกจ้าง” หรือ “ลาออก”

ในบริษัทที่ยังมีเวลาเหลืออยู่ เราสามารถออกแบบทางเลือกได้มากกว่านั้น

อาจเปิดโครงการสมัครใจจาก (Voluntary Separation Program) โดยกำหนดแพ็กเกจและเงื่อนไขให้ชัดเจน ใครเห็นสถานการณ์แล้วอยากรับเงินก้อนและออกไปหางานใหม่ก็สามารถเลือกได้

บางคนอาจต้องการทำงานต่อจนถึงวันสุดท้าย เพราะยังต้องการรายได้ประจำ บริษัทก็วางแผนสำหรับคนกลุ่มนี้อีกแบบหนึ่ง

บางกิจการมีบริษัทในเครือ มีหุ้นส่วน คู่ค้า หรือกิจการของญาติที่กำลังต้องการคน ก็อาจช่วยประสานงานหรือฝากงานต่อให้ได้ หากทุกฝ่ายตกลงกันโดยสมัครใจและจัดการเรื่องนิติสัมพันธ์ให้ถูกต้อง

บางกรณีบริษัทอาจไม่มีเงินพอที่จะจ่ายทุกอย่างพร้อมกัน แต่ยังมีความสามารถบางส่วน ก็ต้องเอาตัวเลขจริงมาคุยกันว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ และจะมีโครงสร้างการชำระอย่างไร โดยทำข้อตกลงให้ชัดเจน ไม่ใช่เพียงจับมือกันแล้วหวังว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจ

เพราะการเจรจาที่ดีไม่ได้หมายความว่าให้นายจ้าง “หนีค่าชดเชย” และก็ไม่ได้หมายความว่าลูกจ้างต้องยอมสละสิทธิของตัวเอง

มันคือการหาว่า ในวันที่เงินก้อนหนึ่งมีจำกัด จะจัดการอย่างไรให้ทุกฝ่ายเสียหายน้อยที่สุด และสิ่งที่ตกลงกันนั้นต้องทำให้ถูกกฎหมาย

ขั้นที่สี่ เงินทุกก้อนต้องเรียกชื่อให้ถูก

ข้อนี้สำคัญมาก

ถ้าจ่ายค่าชดเชย ก็ควรระบุว่าเป็นค่าชดเชย
ถ้าเป็นสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ก็ระบุให้ชัด
ถ้าเป็นเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม ก็แยกออกมา
ถ้าเป็นเงินตามโครงการสมัครใจจาก ก็ต้องกำหนดเงื่อนไขของโครงการให้ชัด

อย่าใช้วิธีรวมเงินก้อนหนึ่งแล้วบอกว่า “บริษัทให้ได้เท่านี้นะ ถือว่าช่วย ๆ กัน”

เพราะวันหนึ่งเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น คำถามแรก ๆ คือ เงินก้อนนั้นจ่ายเพื่ออะไร และสิทธิใดได้รับชำระไปแล้วบ้าง

ความหวังดีที่ไม่มีเอกสารรองรับ บางครั้งกลายเป็นเงินที่จ่ายไปแล้ว แต่กลับไม่สามารถตอบได้ด้วยซ้ำว่าจ่ายหนี้ตัวไหน

ขั้นสุดท้าย คุยกันในฐานะคนที่ต่างฝ่ายต่างกำลังเสียบางอย่าง

เรื่องปิดกิจการเป็นเรื่องที่ต้องมี empathy ทั้งสองฝั่ง

นายจ้างบางคนไม่ได้อยากปิดบริษัท ธุรกิจที่สร้างมาสิบปี ยี่สิบปี หรือทั้งชีวิตกำลังหายไป เงินที่ลงทุนไปก็อาจไม่เหลือ และเจ้าของบางคนจบวันปิดกิจการด้วยหนี้มากกว่าทรัพย์สินที่มี

ในอีกด้านหนึ่ง ลูกจ้างก็ไม่ได้เป็นคนทำให้บริษัทขาดทุน แต่เขากำลังเสียงาน เสียรายได้ และต้องรับผลจากปัญหาที่เขาอาจไม่ได้มีส่วนก่อขึ้นเลย

เพราะฉะนั้น อย่าเริ่มบทสนทนาด้วยความคิดว่า

“บริษัทก็แย่ขนาดนี้แล้ว จะเอาอะไรอีก”

และในทางกลับกัน การเจรจาก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสมมติฐานว่า

“นายจ้างจะหนีแน่ ๆ ต้องเอาให้ถึงที่สุด”

หลายกรณีที่เคยเข้าไปช่วย เมื่อเปิดตัวเลขจริง อธิบายสถานการณ์จริง และพูดกันตรง ๆ ลูกจ้างจำนวนไม่น้อยเข้าใจสถานการณ์มากกว่าที่นายจ้างคิด บางคนเลือกออกก่อน บางคนยอมรับเงื่อนไขที่เหมาะสม บางคนขออยู่ช่วยจนวันสุดท้าย และบางคนเพียงต้องการเวลาเพื่อหางานใหม่

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะตกลงกันได้ และลูกจ้างมีสิทธิที่จะไม่ตกลงในข้อเสนอที่ตนเห็นว่าไม่เหมาะสม

แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องเริ่มคุยตอนที่บริษัทยังมี “ทางเลือก” ไม่ใช่เริ่มคุยตอนที่บริษัทเหลือแต่ “คำขอโทษ”

เพราะวันที่กิจการกำลังจะไปต่อไม่ได้ สิ่งที่นายจ้างต้องบริหารไม่ใช่แค่การปิดบริษัท แต่คือการบริหารการจากกันของคนที่เคยทำงานร่วมกันมาด้วย

กฎหมายกำหนดหน้าที่ของนายจ้าง และกฎหมายก็รับรองสิทธิของลูกจ้าง เราเปลี่ยนสองอย่างนี้ไม่ได้

แต่สิ่งที่วางแผนได้คือ จะทำอย่างไรให้วันที่ธุรกิจต้องจบ ไม่กลายเป็นวันที่ทุกคนต้องพังไปพร้อมกัน

และถ้าประเมินตัวเลขไม่ออก ไม่รู้ว่าจะเริ่มบอกพนักงานเมื่อไร ไม่รู้ว่าควรทำโครงการสมัครใจจากอย่างไร ต้องจ่ายอะไรบ้าง หนังสือควรเขียนอย่างไร หรือจะนั่งคุยกับลูกจ้างยังไงไม่ให้เรื่องจากที่ยากอยู่แล้วกลายเป็นยากกว่าเดิม

มาคุยกันก่อนค่ะ

ทนายฝ้าย คลินิกกฎหมายแรงงาน รับวางแผนตั้งแต่ “จะบอกลูกจ้างอย่างไร” ไปจนถึง “จะจากกันอย่างไรให้จบ”

เพราะเรื่องแบบนี้ ยิ่งมาหาทนายเร็ว ทางเลือกยิ่งเยอะ
ถ้ามาวันที่เงินหมด คนกลับบ้าน และหนังสือเลิกจ้างออกไปหมดแล้ว ทนายก็เสกเงินในบัญชีบริษัทกลับมาไม่ได้เหมือนกัน

ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน
คลินิกกฎหมายแรงงาน