กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryกฏหมายแรงงาน Archives - Page 54 of 76 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

ลูกจ้าง ” ตกลงทำสัญญาประนีประนอมฯ ให้นายจ้างผ่อนชำระค่าชดเชย ”  ต่อมานายจ้างผิดสัญญาไม่จ่ายเงินค่าเงินค่าชดเชย ลูกจ้างต้องทำดังนี้

ในกรณีที่ลูกจ้างตกลงทำสัญญาประนีประนอมฯ ให้นายจ้างผ่อนชำระค่าชดเชย ต่อมานายจ้างผิดสัญญาไม่จ่ายเงินค่าเงินค่าชดเชย แบบนี้ลูกจ้างจะมีสิทธิทำอย่างไรได้บ้าง มาอ่านค่ะ!! ที่ต้องทำแน่แน่เลยคือ ไปฟ้องคดีต่อศาลแรงงานที่มูลคดีเกิดขึ้นในศาลนั้น โดยการฟ้องคดี นั้นทำได้ด้วย 2 วิธี ดังนี้ 1. ด้วยการไปแถลงข้อหาด้วยวาจาต่อศาล ซึ่งในทีนี้ศาลจะให้นิติกรเป็นผู้สอบข้อเท็จจริง และร่างคำฟ้องให้ตามความประสงค์ของลูกจ้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าลูกจ้างคิดจะฟ้องแล้วเดินเข้าไปศาลตัวเปล่านะคะ อันนี้เจ้าหน้าที่ก็คงจะให้คำแนะนำไม่ได้ เนื่องจากไม่เห็นเอกสาร ดังนั้น ทางที่ดี ควรเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องไปให้หมด 2. ฟ้องคดีด้วยการจ้างทนายความ กรณีที่ลูกจ้างไม่มีเวลาที่จะต้องไปศาลบ่อยครั้ง ตัวเลือกนี้เหมาะมาก เพราะทนายความจะดำเนินการให้หมด ซึ่งก็เหมือนกันเวลาไปปรึกษาทนายก็ควรจะต้องเตรียมเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องไปด้วยนะ ข้อสังเกต กรณีนี้ไม่สามารถไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานได้ เนื่องจากเป็นเรื่องผิดสัญญาฯ ไม่ใช่เรื่องที่นายจ้างไม่ปฏิบัติเกี่ยวกับสิทธิที่ได้รับเงินตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน และเช่นเคยสำหรับใครที่ไม่อยากจดจำ ไม่มีเวลาหาข้อมูล แต่มีคำถามในทางปฏิบัติมากมาย อยากหาทนายเคียงข้างธุรกิจ เป็นเพื่อนคู่คิดหรือเป็นมิตรคู่กาย ในการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายสักคน สามารถติดต่อมาได้ที่ info@legalclinic.co.th นะคะ #คลินิกกฎหมายแรงงาน #ที่ปรึกษากฎหมาย #คดีแรงงาน #ทนายคดีแรงงาน #วิทยากรสอนกฎหมาย #วิทยากรกฎหมายแรงงาน #วิทยากรPDPA #วิทยากรอารมณ์ดี

นายจ้างอ้างว่า ” หักเงินเพื่อส่งประกันสังคม ” แต่ไม่ส่งให้จริง ลูกจ้างก็ยังมีสิทธิของประกันสังคม หาก….

สำหรับเรื่องที่นายจ้างหักเงินลูกจ้าง แล้วอ้างว่าต้องนำส่งประกันสังคม แต่นายจ้างไม่นำส่งจริง อันนี้ผู้เขียนขอบอกว่า “อย่าหาทำ” เพราะนอกจากนายจ้างจะมีความผิดทางอาญา ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ แล้ว นายจ้างยังจะต้องจ่ายเงินสมทบย้อนหลังและยังต้องรับภาระจ่ายเงินเพิ่มอีกด้วย แล้วลูกจ้างที่โดนหักเงินดังกล่าว จะได้รับสิทธิประโยชน์ของประกันสังคมหรือไม่ คลินิกกฎหมายแรงงานขอตอบให้หายข้องใจว่า 1. ลูกจ้างที่โดนหักเงินสมทบ กฎหมายกำหนดไว้เลยว่า “ให้ถือว่าได้จ่ายเงินสมทบแล้วตั้งแต่วันที่นายจ้างได้หักค่าจ้าง” ไม่ว่านายจ้างจะนำส่งหรือไม่นำส่งก็ตาม ทั้งนี้ตาม ม.47 หากเป็นกรณีที่ลูกจ้างเข้าทำงานใหม่และไปตรวจสอบที่สำนักงานประกันสังคมไม่มีข้อมูลการแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน โดยสิทธิจะเกิดขึ้นได้โดยลูกจ้างต้องดำเนินการดังนี้ 1.1 ลูกจ้างจะต้องไปแจ้งสำนักงานประกันสังคมพื้นที่ ที่ลูกจ้างทำงานอยู่ว่านายจ้างไม่ยอมนำส่งเงินสมทบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งนี้ ลูกจ้างจะต้องมีการเก็บหลักฐานรายการการหักเงินค่าจ้าง สลิปเงินเดือน หรือสเตรทเม้นไว้เป็นหลักฐาน ไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงจะได้รับสิทธิประกันสังคมนับแต่วันที่มีการหักค่าจ้างนั้น (ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการทุจริตที่อาจจะมีลูกจ้างบางรายอาจจะร่วมกันกับนายจ้างแจ้งข้อมูลเท็จเพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์จากประกันสังคม) แต่ถ้าหากว่าลูกจ้างเป็นผู้ประกันตนอยู่แล้ว หากนายจ้างหักค่าจ้างไว้แต่ไม่นำส่งเงินสมทบก็ถือว่าลูกจ้างจ่ายเงินสมทบแล้ว ตาม ม.47 ที่ลูกจ้างสามารถใช้สิทธิประกันสังคมได้ทันที (ฎีกาที่ 351/2561) 2. เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่ามีการหักค่าจ้างเพื่อจ่ายเงินสมทบจริง ลูกจ้างก็จะมีสิทธิประกันสังคมนับแต่วันที่มีการหักค่าจ้างนั้น ส่วนนายจ้างก็จะได้รับโทษทางอาญา ฐานไม่นำส่งเงินสมทบ ไม่แจ้งขึ้นทะเบียนนายจ้างและไม่แจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนให้กับลูกจ้าง และต้องจ่ายเงินสมทบและจ่ายเงินเพิ่ม ดังนี้ 2.1 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน...

นายจ้างอ้างว่าขาดทุน “ให้เขียนใบลาออกหรือย้ายไปทำงานที่บริษัทอื่น” เจอแบบนี้ควรทำยังงัย

อีกสักรอบกับคำถามนี้ ในเมื่อเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านทนายคนสวยใจดีก็มีหน้าที่ต้องตอบให้ กับคำถามที่ว่า…. “พี่ทนายคนสวยคะ (อันนี้พูดเอง) นายจ้างอ้างว่าขาดทุน ให้เลือกทางเลือกมา 2 ช่องทาง คือ ให้เขียนใบลาออกหรือ ย้ายไปทำงานที่บริษัทอื่น แบบนี้หนูควรทำยังไงดี?? คนงามทรามวัย ขอแยกตอบเป็นประเด็น ดังนี้ค่ะ 1.เขียนใบลาออก กรณีนี้ หากลูกจ้างไม่ประสงค์ลาออก แต่เป็นการบีบบังคับ ขู่เข็ญ หลอกลวง ก็ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง ที่นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย นายจ้างจะมาอ้างว่าขาดทุนแล้วมาบีบบังคับให้ลูกจ้างเขียนใบลาออกไม่ได้ เพราะกฎหมายกำหนดไว้ว่าหากเลิกจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย ส่วนจะจ่ายเท่าไหร่ก็ดูตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม.118 แต่ถ้าหากว่าขาดทุนจริง แนะนำว่านายจ้างควรจะพูดคุยและทำความเข้าใจกับลูกจ้าง ว่ากิจการมีความจำเป็นต้องเลิกจ้างเพื่อลดค่าใช้จ่าย แต่ยังไงนายจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชยอยู่ดี เพราะลูกจ้างก็ต้องมีเงินก้อนไว้ใช้จ่ายในการตั้งต้นหางานใหม่ และ อย่า!!! ไปบีบบังคับให้ลูกจ้างเขียนใบลาออก เพราะนายจ้างอาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ 2.ย้ายไปทำงานที่บริษัทอื่น กรณีนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนายจ้าง ที่จะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง หากลูกจ้างไม่ยินยอมนายจ้างก็ไม่สามารถทำได้ ทั้งนี้ ตาม ม. 13 ซึ่งหากลูกจ้างไม่ยอมย้ายไปตามคำสั่ง หากนายจ้างเลิกจ้างเพราะเหตุดังกล่าว นายจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชย เพราะไม่ถือว่าลูกจ้างผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่ง หรือ ละทิ้งหน้าที่ แต่อย่างใด หวังว่าจะทำให้ผู้ถามได้รับคำตอบและหายค้างคาใจบ้างนะคะ...

ได้รับเงินเดือนโดยบังเอิญ 286 เท่า รีบลาออกและหายไปอย่างไร้ร่องรอย มีสิทธิติดคุก

เจาะข่าว เล่าเรื่องวันนี้ นั่งปลดทุกข์ไ อ่านข่าวจากเพจเพชรมายา ไปพบกับเรื่องของชายชาวชิลีรายหนึ่ง ที่ได้รับเงินจากบริษัทที่เขาทำงานเป็นจำนวนสูงถึง 286 เท่าของเงินเดือนปกติของเขา!! และหลังจากได้รับเงินที่โอนผิดแล้ว ก็ลาออกจากบริษัททันทีซืคับ รออะไร แน่นอนว่างานเข้าแผนกทรัพยากรบุคคลของบริษัทแน่นอน เพราะคีย์จ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานรายนั้นเป็นจำนวน 165,398,851 เปโซ หรือตีเป็นเงินไทยราว 6.3 ล้านบาท ไปเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งเงินเดือนลูกจ้างรายดังกล่าวเป็นเงิน 2.2 หมื่นบาทเท่านั้น!! เลยมาคิดเล่นเล่นว่าหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ที่บ้านเรา นายจ้างจะทำอย่างไรและลูกจ้างมีความผิดหรือไม่?? ทนายฝ้าย มีฟามเห็นว่า…อะไรที่มันไม่ใช่ของเราก็คืนเขาไป เพราะลูกจ้างไม่คืน จะมีความผิดคดีอาญา ฐานยักยอกทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เพราะฉะนั้น ควรที่จะคืนนายจ้างไปนะคะ ได้ไม่คุ้มเสียแถมมีสิทธิติดคุกอีก ส่วน HR จะโดนอะไรก็อาจจะโดนหนังสือเตือนแต่ในกรณีนี้ความเห็นส่วนตัวฝ้ายเห็นว่าเป็นความผิดร้ายแรงที่นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยด้วยซ้ำ หากบริษัทไหนมีการโอนผิดอย่างนี้นะคะเอชอาร์ก็รีบทบทวนมาตรการตรวจสอบให้ดีส่วนลูกจ้างที่ได้รับเงินที่โอนผิดไปก็คืนเขาเถอะค่ะอะไรที่ไม่ใช่ของเราก็อย่าไปเอาของเขามาเลยเป็นการรับที่ถูกใจและ ต้องคอยระแวดระวังไปด้วยว่าตำรวจจะมาวันไหนหมายศาลจะมาเมื่อไหร่ ส่วนถ้าบริษัทไหนโอนเกินและลูกจ้างนิ่งหายไปอย่าลืมนึกถึงฝ้ายนะคะคดีอาญาเราก็ทำ สามารถติดต่อมาได้ที่ info@legalclinic.co.th นะคะ #คลินิกกฎหมายแรงงาน #ที่ปรึกษากฎหมาย #คดีแรงงาน #ทนายคดีแรงงาน #วิทยากรกฎหมายแรงงาน #วิทยากรสอนกฎหมาย #วิทยากรPDPA...

ถ้าสิ้นสุดสัญญาจ้างโดยชอบธรรม นายจ้างไม่ต่อสัญญา ไม่ได้แจ้งล่วงหน้า สามารถเรียกค่าชดเชยได้หรือไม่ ?

ถามสั้นตอบสั้น ฉันจะไม่เวิ่นเว้อนะวันนี้ กับประเด็นที่ว่า “ ทำงานตามสัญญาจ้างรายปีต่อเนื่องกันมาตลอดแต่ในปีนี้ในจ้างไม่จ้างต่อ ผมมีสิทธิ์ได้ค่าชดเชยกับเขาไหมครับ??” อ่านนะ อ่านไม่หมดก็จดไว้อ่าน ขี้เกียจจดกดแชร์ไว้อ่าน 1. ลูกจ้าง มีสิทธิได้รับเงิน ดังนี้ – เงินค่าชดเชย ซึ่งการเลิกจ้างเพราะสัญญาจ้างสิ้นสุด ถือเป็นการเลิกจ้างที่นายจ้างต้องจ่ายเงินค่าชดเชย ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม.118 – เงินอื่นๆ ที่นายจ้างตกลงจ่าย เช่น เงินบำเหน็จ เงินทุนสะสม เงินสวัสดิการ เงินสงเคราะห์ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์เงื่อนไขเป็นไปตามระเบียบ ที่นายจ้างกำหนด 2. ลูกจ้าง ไม่มีสิทธิได้รับเงิน ดังนี้ – เงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวหน้า (ค่าตกใจ) ถ้าให้พูดแบบภาษาชาวบ้านก็คือไม่ต้องตกใจอะไรเพราะสัญญามันบอกว่าอยู่แล้วว่าเราจะสิ้นสุดกันเมื่อไหร่ แต่ถ้าให้พูดเป็นภาษากฎหมายก็เนื่องจากสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดตามระยะเวลานั้น โดยนายจ้างไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ทั้งนี้ ตาม ม.17 เหตุผลก็เพราะคู่สัญญาทราบดีอยู่แล้วว่าสัญญาจะสิ้นสุดลงเมื่อใด จึงไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนสัญญาจ้างจะสิ้นสุด สำหรับกรณีเลิกจ้างเมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดนั้น ไม่ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ลูกจ้างจึงไม่สิทธิเรียกเงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม (ฎ.7350/43, ฎ 2239/27) เพราะฉะนั้น...

ใช้สิทธิเกษียณอายุไปแล้ว นายจ้างได้ตกลงจ้างลูกจ้างทำงานต่อ หากถูกเลิกจ้าง มีสิทธิได้ค่าชดเชยหรือไม่

หากลูกจ้างได้ใช้สิทธิเกษียณอายุไปแล้ว นายจ้างได้ตกลงจ้างลูกจ้างทำงานต่อ และต่อมามีการเลิกจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือไม่ ? กรณีตามปัญหาข้างต้น หากลูกจ้างใช้สิทธิเกษียณอายุและรับเงินค่าชดเชยไปแล้วจะต้องนับอายุการทำงานใหม่ หากลูกจ้างทำงานครบ 120 วัน แล้วถูกเลิกจ้างก็จะมีสิทธิได้รับค่าชดเชย ตามมาตรา 118 เว้นแต่ลูกจ้างจะกระทำการใดอันเป็นข้อยกเว้นที่นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 (ฎีกาที่ 258/64) อ้างอิงข้อมูล คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 258/64 นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากเกษียณอายุ และจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างแล้ว ต่อมานายจ้างได้จ้างลูกจ้างทำงานต่อในตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายทรัพยากรบุคคล งานที่ลูกจ้างทำนั้นลักษณะของงานไม่เหมือนเดิมเสียทั้งหมด เพราะต้องเพิ่มหน้าที่ในการถ่ายทอดงาน และประสบการณ์ต่างๆให้แก่พนักงานผู้รับหน้าที่แทนลูกจ้าง แต่งานที่ลูกจ้างทำก่อนเกษียณ และหลังเกษียณ ถือเป็นงานลักษณะเดียวกันในธุรกิจเดิมของนายจ้าง เพียงแต่เพิ่มการถ่ายทอดงาน และประสบการณ์ต่างๆของลูกจ้างเข้าไป จึงถือได้ว่างานที่ลูกจ้างทำนั้นเป็นงานปกติของธุรกิจของนายจ้าง ไม่ใช่งานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุด หรือความสำเร็จของงาน อันจะเข้าข้อยกเว้นที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ดังนั้น นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยนะคะ และเช่นเคยสำหรับใครที่ไม่อยากจดจำ ไม่มีเวลาหาข้อมูล แต่มีคำถามในทางปฏิบัติมากมาย อยากหาทนายเคียงข้างธุรกิจ เป็นเพื่อนคู่คิดหรือเป็นมิตรคู่กาย ในการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายสักคน สามารถติดต่อมาได้ที่ info@legalclinic.co.th นะคะ #คลินิกกฎหมายแรงงาน #ที่ปรึกษากฎหมาย #คดีแรงงาน #ทนายคดีแรงงาน #วิทยากรกฎหมายแรงงาน #วิทยากรPDPA #วิทยากรอารมณ์ดี

แจ้งลาออกล่วงหน้าน้อยกว่า 30 วัน ได้หรือไม่ กฎหมายกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำในการแจ้งอย่างไร?

“แจ้งลาออกล่วงหน้าน้อยกว่า 30 วัน ได้หรือไม่ กฎหมายกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำในการแจ้งอย่างไร?” เป็นคำถาม จากแฟนเพจท่านนึง จริงๆเรื่องนี้เขียนไปแล้วสามพันรอบ แต่เข้าใจว่าให้ไล่อ่านอาจจะนิ้วล็อคก็เป็นได้ เลยมาตอบให้อีกรอบ สำหรับแฟนเพจผู้น่ารัก โดยคำตอบมี ดังนี้!! “ระยะเวลาอาจจะน้อยกว่า 30 วันหรือมากกว่า 30 วัน ก็ได้” ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับวันกำหนดรอบการจ่ายค่าจ้างเป็นหลัก!! โดยมีองค์ประกอบ ดังนี้ 1.การลาออกต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม.17 2.กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องแจ้งลาออกล่วงหน้ากี่วัน กฎหมายกำหนดแต่เพียงว่าการลาออกหรือบอกเลิกสัญญาจ้าง “ต้องแจ้งก่อนหรือในวันครบกำหนดจ่ายค่าจ้าง จึงจะมีผลเลิกสัญญา ในวันครบกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป” ซึ่งระยะเวลาที่ต้องบอกล่วงหน้านั้น ต้องดูรอบการจ่ายค่าจ้างเป็นหลัก (ขีดเส้นใต้ 12 เส้น) เช่น -นายจ้างกำหนดจ่ายค่าจ้าง ทุกวันที่ 5 และ 25 ของเดือน หากลูกจ้างแจ้งลาออก วันที่ 1 ส.ค. (บอกในรอบการจ่ายค่าจ้างวันที่ 5 ) วันลาออกก็มีผลวันที่ 25 ส.ค. -นายจ้างกำหนดจ่ายค่าจ้าง ทุกวันสิ้นเดือน หากลูกจ้างแจ้งลาออกวันที่...

นายจ้างมอบหมายงานเกินหน้าที่ ไม่ทำได้ไหม ปฎิเสธได้หรือเปล่า

คำถามดี มีประเด็น กับคำถามที่ว่า “นายจ้างมอบหมายงานเกินหน้าที่ ไม่ทำได้ไหม จะเป็นเหตุแห่งการเลิกจ้างโดยไม่ได่รับค่าชดเชยได้ไหม” กรณีจากคำถามข้างต้นนั้น ผู้เขียนมีความเห็นว่า ลูกจ้าง “ปฏิเสธได้”หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังนี้ 1.ในการทำงานมีการกำหนด Job description หน้าที่และความรับผิดชอบไว้ชัดเจน 2.การมอบหมายงานเกินหน้าที่ เกินตำแหน่ง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ที่นายจ้างไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หากลูกจ้างไม่ยินยอม ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ 3.กรณีที่ลูกจ้างถูกเลิกจ้างเพราะเหตุที่ลูกจ้างปฏิเสธคำสั่งดังกล่าว ไม่ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของนายจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิฟ้องเรียกค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรืออาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมได้ ทั้งนี้ เทียบเคียงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 536-542/2538 คำสั่งของนายจ้างที่ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามป.พ.พ.มาตรา575,583และประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการคุ้มครองแรงงานข้อ47(3)ต้องเป็นคำสั่งให้ลูกจ้างทำงานตามหน้าที่ของลูกจ้างและเป็นงานในกิจการของนายจ้างการที่จำเลยให้โจทก์ทั้งเจ็ดไปทำงานที่บริษัทอ. ซึ่งมิได้เป็นกิจการของจำเลยทั้งมิใช่งานตามหน้าที่ของโจทก์ทั้งเจ็ดย่อมมิใช่คำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายกรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดขัดหรือฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง 4. แต่ถ้าใน Job description มีการกำหนดว่า “ลูกจ้างต้องทำงานอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย” (ซึ่งส่วนมากกำหนดแบบนี้ทุกบริษัท) ซึ่งถ้างานอื่นๆเกี่ยวข้องกับตำแหน่งหน้าที่ที่รับผิดชอบลูกจ้างก็ไม่สามารถปฏิเสธได้หรือถ้าปฏิเสธไม่ทำก็อาจจะถูกใบเตือนซึ่งนำมาสู่การเลิกจ้างได้ อย่างไรก็ตาม โดยคำว่างานอื่นๆตามที่ได้รับมอบหมายมันครอบคลุมแสนแปดประการ ถ้ายังงั้นนายจ้างสั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำงั้นสิ?? ไอ่คำว่างานอื่นๆในความเห็นของฝ้าย ฝ้ายคิดว่างานอื่นๆนั้นก็ต้องเกี่ยวกับหน้าที่ในการทางที่จ้างด้วย สมมุติว่าเป็นนิติกรของบริษัทแห่งหนึ่ง งานอื่นๆจะให้ไปทำคือทำ บัญชี หรือไปขับรถให้ผู้บริหาร อันนี้ก็คงไม่ได้เกี่ยวกับหน้าที่งานหรือความรู้ความสามารถแต่อย่างใด และโดยเฉพาะถ้าเป็นวิชาชีพเฉพาะการมอบหมายให้ไปทำ โดยอ้างว่าอยู่ในคำว่าขอบเขตงานอื่นๆ ก็เห็นว่านอกจากจะไม่แฟร์กับลูกจ้างแล้วยังอาจเกิดความเสียหายตามมาภายหลังให้แก่นายจ้างด้วย...

มีลูกจ้าง แต่ไม่ทำประกันวังคมให้ มีโทษทางอาญา

“พี่คะ นายจ้างไม่ทำประกันสังคมให้ ทำยังไงได้บ้าง?” เป็นคำถามยอดฮิตที่สอบถามเข้ามาบ่อยระดับ Top 10 เลยทีเดียว ซึ่งขอตอบรวมไว้ในโพสต์นี้นะคะ 1.ให้ลูกจ้างไปแจ้งต่อสำนักงานประกันสังคมพื้นที่ ที่ลูกจ้างทำงานอยู่ว่านายจ้างไม่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนให้กับลูกจ้าง เมื่อมีการยื่นคำร้องดังกล่าวเจ้าหน้าที่ประกันสังคมจะลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสถานประกอบการนั้นๆ 2.หากนายจ้างไม่ยื่นประกันสังคม ไม่นำส่งเงินสมทบประกันสังคม มีความผิดอย่างไร ? ​​ 2.1 ในกรณี แจ้งเข้า – แจ้งออก ล่าช้าเกินกว่า 30 วัน (ม.34) หลังจากรับเข้าทำงาน มีผลทำให้ประกันสังคมอาจมีการจ่ายเงินชดเชยการว่างงานเกินสิทธิที่ผู้ประกันตนควรได้รับในกรณีที่ลูกจ้างยังอยู่ในระหว่างการขอรับสิทธิ์ชดเชยรายได้จากการว่างงาน นายจ้างจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ (ม.96) 2.2 แจ้งนำชื่อของลูกจ้างออกล่าช้า เกินวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (ม.44) ทำให้มีผลทำให้ลูกจ้างอาจได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากไม่สามารถยื่นขอรับสิทธิชดเชยรายได้จากการว่างงานได้ เพราะในระบบประกันสังคมยังอยู่ในสถานะของลูกจ้างในสถานประกอบการ นายจ้างจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ (ม.96) 3....

ลูกจ้างออกโดยไม่บอกล่วงหน้า นายจ้างเกิดความเสียหาย ” ฟ้องได้จริง “

เรื่องการลาออกไม่บอกล่วงหน้าหรือบอกไม่ครบตามกำหนดที่ระบุไว้ในสัญญา เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ซึ่งเคยแชร์ในมุมของลูกจ้างไปแล้วหลายครั้งว่าลูกจ้างยังคงมีสิทธิ์ได้รับเงินตามวันที่ทำงานไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามในอีกมุมนึงกรณีที่ลูกจ้างแจ้งปุ๊ป ออกปั๊ป หาย ไลน์ไปไม่ตอบ ขาดการติดต่อไปเลย แบบนี้นายจ้างก็คงต้องปวดหัวไม่ใช่น้อย เพราะไหนจะต้องหาคนมาทำงานแทน ต้องสอนงานใหม่ ส่งงานลูกค้าไม่ทัน ปัญหาสารพัด แบบนี้นายจ้างจะฟ้องลูกจ้างเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ ? ตอบชัดๆเลยว่า “ฟ้องได้” เพราะเป็นเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อพิพาทตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง 1.นายจ้างได้กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง ระเบียบ ข้อบังคับ ว่าการแจ้งขอลาออกต้องแจ้งล่วงหน้า เช่น สัญญาจ้างกำหนดให้แจ้งลาออกล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 เดือน หากไม่แจ้งล่วงหน้าลูกจ้างต้องจ่ายค่าเสียหายไม่น้อยกว่า 3 เท่า ของอัตราเงินเดือน 2.และการลาออกโดยผิดสัญญา ระเบียบ ข้อบังคับ นั้น ทำให้นายจ้างเสียหาย เช่น – นายจ้างต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดหาคนมาทำงานใหม่ เช่น เสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมสำหรับตำแหน่งที่ต้องทำงานในลักษณะเฉพาะ – ค่าเสียหายจากการผลิตสินค้าส่งลูกค้าไม่ทันกำหนด ซึ่งเป็นผลมาจากที่ลูกจ้างนั้นลาออกไปโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นต้น 3. โดยนายจ้างต้องพิสูจน์ต่อศาลว่าได้รับความเสียหายอย่างไร หากพิสูจน์ไม่ได้ศาลก็ยกฟ้อง 4. ในกรณีที่กำหนดค่าเสียหายไว้ในสัญญาตามข้อ 1. ซึ่งเป็นลักษณะการกำหนดเบี้ยปรับ นายจ้างสามารถฟ้องบังคับตามสัญญาได้ แต่ถ้าหากกำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลก็มีอำนาจปรับลดได้โดยพิจารณาถึงทางได้เสียของนายจ้าง 5....