กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryกฏหมายแรงงาน Archives - Page 49 of 76 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

บริษัทสามารถลดตำแหน่ง ลดเงินเดือน ได้หรือไม่ ?

ตอบแบบตะโกนว่า “บริษัทไม่สามารถทำได้” เพราะการย้าย การสับเปลี่ยนตำแหน่ง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ที่นายจ้างไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หากลูกจ้างไม่ยินยอม เว้นแต่ การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่เป็นคุณกับลูกจ้าง นายจ้างจึงจะสามารถทำได้โดยไม่ต้องขอความยินยอม ซึ่งหลักเกณฑ์การย้ายหรือการเปลี่ยนตำแหน่งนั้น ต้องไม่เป็นการ 1. ไม่ลดตำแหน่ง 2. ไม่ลดเงินเดือน 3. ไม่ลดสวัสดิการต่าง ๆ 2. หากนายจ้างยืนยันที่จะให้ไปทำงานในตำแหน่งใหม่ที่ลดตำแหน่ง ลดเงินเดือน โดยลูกจ้างไม่ยินยอม ลูกจ้างมีสิทธิทำอย่างไรได้บ้าง คำตอบคือ มีสิทธิฟ้องศาลแรงงาน หรือจ้างทนายความยื่นฟ้องคดีต่อศาลแรงงานได้ค่ะ 3. หากถูกเลิกจ้างเพราะเหตุที่ลูกจ้างปฏิเสธไม่ยอมไปทำงานในตำแหน่งที่นายจ้างกำหนด ลูกจ้างมีสิทธิอย่างไรบ้าง – เงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (หากไม่บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย) – เงินค่าชดเชย – ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนตามส่วนในปีที่เลิกจ้าง – ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนสะสม (ถ้ามี) – เงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม – เงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม และเช่นเคยสำหรับใครที่ไม่อยากจดจำ ไม่มีเวลาหาข้อมูล แต่มีคำถามในทางปฏิบัติมากมาย อยากหาทนายเคียงข้างธุรกิจ เป็นเพื่อนคู่คิดหรือเป็นมิตรคู่กาย ในการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายสักคน สามารถติดต่อมาได้ที่ info@legalclinic.co.th นะคะ #คลินิกกฎหมายแรงงาน #ที่ปรึกษากฎหมาย #คดีแรงงาน...

หนี้อะไรบ้าง ?  ที่สามี-ภรรยา ไม่ต้องร่วมกันรับผิดตามกฎหมาย

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าคำว่าสามีภรรยาในที่นี้คือสามีภรรยาที่จดทะเบียนกันถูกต้องตามกฎหมายนะคะ ถ้าไม่ได้จดทะเบียนกัน ก็ไม่ใช่สามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฏหมายตามเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ ล่าสุดมีแฟนเพจถามมาว่าสามีไปค้ำประกันให้บุคคลอื่นต่อมามีหมายมาที่บ้าน กรณนี้สินสมรสจะถูกยึดไปด้วยหรือไม่ find my lawyer ขอให้ความเห็นและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องแบบนี้ค่ะ หากอ้างอิงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 บัญญัติเอาไว้ว่า หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้น ให้รวมถึงหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรส ดังต่อไปนี้ (1) หนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดู ตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ (2) หนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส ยกตัวอย่างเช่น หนี้ค่าซ่อมแซมบ้านที่เป็นสินสมรส หนี้ค่าซ่อมแซมรถยนต์ที่เป็นสินสมรส เป็นต้น (3) หนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานซึ่งสามีภริยาทำด้วยกัน เช่น กู้เงินไปเปิดกิจการและทำร่วมกัน ซึ่งในกรณีนี้อาจจะเป็นหนี้จากฝ่ายสามีหรือภริยาเพียงฝ่ายเดียวเป็นผู้ไปก่อขึ้นก็ได้ (4) หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ฝ่ายเดียวแต่อีกฝ่ายหนึ่งให้สัตยาบัน (ให้สัตยาบันในที่นี้ก็คือรับทราบไม่คัดค้านปล่อยให้ทำไป) อ่านแบบนี้แล้วเหนื่อยใจใช่ไหมคะ จากตอนแรกอยากจดทะเบียนเอาไว้ฟ้องชู้แต่ก็เห็นหนี้ร่วมระหว่างคู่สมรสก็เลยตกใจ อย่าตกใจไปค่ะยังมีหนี้บางประเภทที่คู่สมรสไม่ต้องรับผิดร่วมด้วยได้แก่ 1. หนี้การพนัน 2. หนี้ที่เกิดขึ้นขณะที่แยกกันอยู่ 3. หนี้ที่เกิดจากการกู้ไปให้บุคคลอื่น ด้วยความเสน่หาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง 4. หนี้ที่เกิดจากการค้ำประกันให้บุคคลอื่น

โอนย้ายพนักงาน ” จากบริษัทหนึ่งไปอีกบริษัทหนึ่ง ” ต้องจ่ายค่าชดเชยไหม บริหารอยาางไรดี ?

การโอนย้ายพนักงานจากบริษัทหนึ่งไปอีกบริษัทหนึ่ง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนายจ้าง ที่การไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ จะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง หากลูกจ้างให้ความยินยอมแล้ว สิทธิต่าง ๆ ที่ลูกจ้างมีอยู่กับนายจ้างเดิม จะยังคงมีสิทธิต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การนับอายุงาน เงินเดือน สิทธิประโยชน์สวัสดิการ โดยนายจ้างใหม่จะต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างนั้น ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม.13 ดังนั้น คำถามที่ว่า หากลูกจ้างไม่ยินยอม จะถือว่าเป็นการเลิกจ้าง ที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือไม่ คลินิกกฎหมายแรงงานจึงมีความเห็น ดังนี้ หากลูกจ้างไม่ยินยอม ย่อมถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้าง ที่นายจ้าง ต้องจ่ายชดเชยให้กับลูกจ้าง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3002/2561 การที่นายจ้างโอนย้ายลูกจ้างไปทำงานกับบริษัทในเครือ แม้กรรมการเป็นคนเดียวกัน ก็ถือเป็นคนละนิติบุคคลแยกต่างหาก ถือเป็นการโอนสิทธิความเป็นนายจ้างตามป.พ.พ. ม.577 วรรค 1 เมื่อลูกจ้างไม่ยินยอม จึงไม่อาจโอนย้ายได้ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ต้องจ่ายค่าเสียหายและค่าชดเชยแก่ลูกจ้าง สำหรับเรื่องการเปลี่ยนแปลงนายจ้าง ควรบริหารอย่างไรนั้น นายจ้างควรพูดคุยทำความเข้าใจกับลูกจ้างถึงสาเหตุที่ต้องมีการโอนย้ายพนักงานว่ามีความจำเป็นอย่างไร หากลูกจ้างยินยอมสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของลูกจ้างไม่เสียไป ไม่ว่าจะเป็น ตำแหน่ง เงินเดือน สวัสดิการ ต้องไม่ต่ำกว่าเดิม อายุงานนับต่อเนื่อง ดังนี้...

นายจ้างประเมินผลการทำงาน แต่เราไม่เห็นด้วยต้องเขียนความเห็นแย้งไว้

เรื่องการประเมินผลงานนั้น เป็นหลักเกณฑ์ที่นายจ้างจะนำมาใช้เพื่อการคัดสรรพนักงานไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การตกลงจ้างต่อเป็นพนักงานประจำ หรือใช้ในการพิจารณา ปรับระดับ เลื่อนขั้น เลื่อนเงินเดือน หรือจ่ายเงินโบนัส ส่วนใหญ่แล้วหลักเกณฑ์ในการประเมินจะเป็นไปตามมาตรฐาน ระดับตำแหน่ง หากปรากฏว่านายจ้างประเมินผลงานไม่ถูกต้อง เป็นไปในลักษณะกลั่นแกล้ง ไม่ตรงตามความจริงและไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้างนั้น ลูกจ้างต้องทำอย่างไร ? ในเรื่องดังกล่าวนั้น ลูกจ้างสามารถทำความเห็นแย้งได้ เพราะหากเวลาล่วงเลยไป ลูกจ้างจะมาโต้แย้งคัดค้านภายหลังไม่ได้ เช่น นายจ้างประเมินผลการทำงานลูกจ้างโดยมีคะแนนค่อนข้างน้อย ซึ่งในการปฏิบัติงานนั้น ลูกจ้างตั้งใจทำงาน ไม่ขาดงาน ไม่เคยทำงานสายและในรอบปีใช้สิทธิวันลาน้อย หากประเมินผลงานแล้วลูกจ้างควรที่จะมีสิทธิได้รับเงินโบนัส หรือมีสิทธิในการเลื่อนเงินเดือน ดังนี้ เมื่อลูกจ้างทราบผลการประเมินแล้ว แต่ลูกจ้างก็ไม่ได้โต้แย้งหรือคัดค้านหรือสอบถามว่าเหตุใดคะแนนการประเมินจึงได้คะแนนน้อย จนผ่านการพิจารณาจ่ายเงินโบนัสหรือผ่านการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนไปแล้ว กรณีเช่นนี้ ถือว่าลูกจ้างได้ยอมรับผลการประเมินแล้ว จะมาโต้แย้งคัดในภายหลังไม่ได้เพราะเวลาได้ล่วงเลยที่จะโต้แย้งไปแล้ว ดังนั้น หากลูกจ้างเห็นว่าการประเมินผลการทำงานไม่ถูกต้อง เป็นไปในลักษณะกลั่นแกล้ง หรือไม่เป็นธรรม ควรโต้แย้ง คัดค้าน ทันทีที่ทราบผลการประเมิน โดยการโต้แย้งคัดค้านนั้นอาจจะทำเป็นหนังสือ ส่งอีเมล์ ทั้งนี้ เพื่อจะมีหลักฐานหากต้องมีการฟ้องร้องคดีต่อศาล เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 13010/2558 ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานประชุมปรึกษากันแล้วเห็นว่า ลูกจ้างลางาน มาสายบ่อย หัวหน้างานจึงประเมินให้อยู่ในระดับดีพอใช้ ลูกจ้างทราบผลการประเมินแล้วไม่ได้โต้แย้ง คัดค้าน ต่อมา นายจ้างได้นำผลการประเมินมาใช้เป็นเกณฑ์ในการจ่ายโบนัสโดยปรับลดโบนัสลง...

นายจ้างไม่อนุมัติให้ลากิจ จะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่?

การลากิจ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม.34 กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลากิจธุระจำเป็นได้ 3 วัน โดยนายจ้างต้องจ่ายเงินค่าจ้างในวันลากิจปีหนึ่งไม่เกิน 3 วัน ทั้งนี้ ตาม.57/1 1.หากนายจ้างไม่อนุมัติให้ลากิจ จะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่? การที่นายจ้างไม่อนุมัติให้ลากิจ นายจ้างไม่มีความผิดตามกฎหมายแต่จะมีความผิดเฉพาะกรณีที่ลูกจ้างลากิจแล้วนายจ้างไม่จ่ายเงินค่าจ้างระหว่างลา เท่านั้น ม.144 (1) ซึ่งตามกฎหมายลูกจ้างมีสิทธิยื่นขอลากิจได้ (ลากิจ คือ กิจธุระที่ลูกจ้างต้องดำเนินการเอง เช่น ทำบัตรประชาชน ทำใบขับขี่ ที่ลูกจ้างไม่สามารถมอบหมายให้คนอื่นไปดำเนินการแทนได้) แต่อำนาจในการอนุมัติ เป็นอำนาจของนายจ้าง ซึ่งระเบียบ ขั้นตอน การอนุมัติ เป็นอย่างไร ก็ต้องบังคับไปตามระเบียบ ข้อบังคับของแต่ละบริษัทนั้น ๆ หากลูกจ้างมีเหตุลากิจ ตามหลักเกณฑ์ของบริษัทกำหนด เช่น ระเบียบกำหนดว่า “ลูกจ้างมีสิทธิลากิจธุระอันจำเป็นได้ในกรณีต่อไปนี้ 1.ลากิจธุระเพื่อไปจัดทำบัตรประชาชน 2.ลากิจธุระเพื่อไปจัดทำใบอนุญาตขับขี่รถยนต์/รถจักรยานยนต์ ฯลฯ” ก็มีสิทธิลาได้ นายจ้างจะไม่อนุมัติไม่ได้ 2.หากลูกจ้างมีสิทธิลากิจตามระเบียบ ข้อบังคับ แล้วลูกจ้างมีสิทธิทำอย่างไรได้บ้าง? ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำฟ้องคดีต่อศาลแรงงานเพื่อให้นายจ้างอนุมัติตามระเบีบบฯ หรือ ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อมีคำสั่งให้นายจ้างปฏิบัติให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน

ใบเตือนออกย้อนหลังได้หรือไม่

ใบเตือนออกย้อนหลังได้หรือไม่ จะมาเกรงใจ เหตุการณ์ผ่านไปเป็นปี พอหมดลูกเกรงใจ ไม่รักกันแล้ว จะมาออกย้อนหลังไม่ได้ เพราะหากลูกจ้างได้กระทำผิดจริง นายจ้างจะต้องออกใบเตือนหรือลงโทษทันทีที่ทราบเรื่อง มิฉะนั้นจะถือว่า นายจ้างไม่ติดใจที่จะเอาผิดลูกจ้าง จะมาออกใบเตือนหรือทำการลงโทษย้อนหลังไม่ได้ เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 379/2551 ลูกจ้างเป็นพนักงานขับรถของนายจ้างไปเกิดอุบัติเหตุ นายจ้างปล่อยให้ลูกจ้างยังคงทำงานต่อเป็นเวลานาน 1 ปี เศษโดยไม่ได้ลงโทษ ส่วนค่าเสียหายให้กองบัญชีตั้งบัญชีลูกหนี้ไว้ ถือได้ว่า นายจ้างไม่ได้ติดใจลงโทษลูกจ้างอีก นายจ้างไม่อาจยกเอาเหตุดังกล่าวมาลงโทษลูกจ้างได้อีก (ฎ.379/2551) ส่วนหลักเกณฑ์ในการพิจารณาของศาลในประเด็นที่ว่า นายจ้างไม่ติดใจลงโทษหรือออกใบเตือน 1. ต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายจ้างรู้เหตุอันเป็นความผิดนั้นแล้ว 2. นายจ้างมีพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าไม่ติดใจจะลงโทษหรือออกใบเตือนหรือไม่ เช่น เมื่อปี 2547 ลูกจ้างมีหน้าที่เก็บเงินจากลูกค้าปล่อยปละละเลยไม่เรียกเก็บหนี้ ทำใบแจ้งหนี้สูญหายเป็นจำนวนมาก นายจ้างจึงเปลี่ยนตำแหน่งโดยให้ลูกจ้างไปทำงานตำแหน่งใหม่ เมื่อลูกจ้างถูกย้ายตำแหน่งมานานถึง 3 ปี ย่อมถือได้ว่า นายจ้างไม่ติดใจที่ลงโทษหรือออกใบเตือนลูกจ้างอันเกี่ยวกับความผิดนั้นแล้ว

ลูกจ้างรายวัน “ลาป่วย ” นายจ้างหักค่าจ้างไม่ได้ !!!

นายไม่ทราบโปรดทราบ ลูกจ้างรายวันลาป่วย นายจ้างหักเงินค่าจ้างในวันลาป่วยไม่ได้ เพราะการลาป่วย ลูกจ้างทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างทดลองงาน ลูกจ้างรายวัน ลูกจ้างรายเดือน มีสิทธิลาป่วยได้ เท่าที่ป่วยจริง ซึ่งลูกจ้างรายวัน นายจ้างจะมีสิทธิไม่จ่ายค่าจ้าง เฉพาะวันหยุดประจำสัปดาห์เท่านั้น ทั้งนี้ ตาม ม. 56(1) หากกล่าวถึงการลาป่วย พนักงานจะลาป่วยกี่วันก็ได้ ตามที่ป่วยจริง แต่จะมีสิทธิได้รับเงินระหว่างลาป่วยได้ปีหนึ่งไม่เกิน 30 วัน เท่านั้น ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม .57 ดังนั้นกับคำถามที่ว่า ลูกจ้างรายวันลาป่วย นายจ้างหักเงินได้หรือไม่? คำตอบคือ……หักเงินค่าจ้างในวันลาป่วยไม่ได้ เพราะการลาป่วย ลูกจ้างทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างทดลองงาน ลูกจ้างรายวัน ลูกจ้างรายเดือน มีสิทธิลาป่วยได้ เท่าที่ป่วยจริง ซึ่งลูกจ้างรายวัน นายจ้างจะมีสิทธิไม่จ่ายค่าจ้าง เฉพาะวันหยุดประจำสัปดาห์เท่านั้น ทั้งนี้ ตาม ม. 56(1) 2.หากนายจ้างหักเงินค่าจ้างในวันลาป่วย นายจ้างมีความผิดตาม ม.146 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท 3.ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานหรือยื่นฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน เพื่อบังคับให้นายจ้างจ่ายคืนเงินค่าจ้างสำหรับวันลาป่วยได้...

ลูกจ้างยื่นเอกสารต่อสรรพากรผิด คิดค่าปรับแล้วหักจากเงินเดือนได้ไหม ?

ลูกจ้างยื่นเอกสารต่อสรรพากรผิดคิดค่าปรับแล้วหักจากเงินเดือนได้ไหม?? ​​ ​​เรื่องการหักเงินค่าจ้างนั้น ตามกฎหมายแล้วนายจ้างไม่สามารถหักได้ เว้นแต่เป็นการหักที่กฎหมายบัญญัติยกเว้นไว้ ในกรณีที่ลูกจ้างทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายที่นายจ้างสามารถหักค่าจ้างเพื่อชดใช้ค่าเสียหายได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่ ​​- ลูกจ้างกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ​​- และลูกจ้างยินยอมให้หักเงินค่าจ้างเพื่อชดใช้ค่าเสียหายนั้น ​​1. กับคำถามที่ว่า ลูกจ้างยื่นแบบเสียภาษีต่อสรรพากรผิด ทำให้นายจ้างต้องเสียเบี้ยปรับ นายจ้างจึงมาหักเงินเดือนของลูกจ้างแทน สามารถทำได้หรือไม่ ?​ ​​คำถามนี้ ผู้เขียนเห็นว่า หากลูกจ้างทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี ที่มีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชี รวบรวมเอกสารต่าง ๆ ตลอดจนยื่นแบบเสียภาษี ซึ่งความรู้เฉพาะตำแหน่งจะต้องมีความรู้ด้านภาษีอากร หากรวบรวมเอกสารหรือยื่นแบบเสียภาษีของนายจ้างไม่ถูกต้อง จนเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายจนต้องเสียเบี้ยปรับ ถือว่าลูกจ้างได้กระทำการบกพร่องต่อหน้าที่ อันเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ที่นายจ้างสามารถหักเงินเดือนได้หากลูกจ้างให้ความยินยอมโดยทำเป็นหนังสือ แต่ถ้าลูกจ้างไม่ยินยอมนายจ้างก็ไม่สามารถหักได้ ​​2. หากลูกจ้างกระทำการให้นายจ้างได้รับความเสียหาย นายจ้างมีมาตรการใดได้บ้าง? ​​นายจ้างอาจหักเงินประเภทอื่น ๆ ได้ เช่น เงินโบนัส เงินปันผล เบี้ยขยัน กฎหมายที่เกี่ยวข้อง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ (1) ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ลูกจ้างต้องจ่ายหรือชำระ...

นายจ้างบอกเลิกจ้างด้วยวาจาพูดง่ายง่ายก็คือไล่ออกนั่นแหละ อีกวันนึงบอกว่าให้กลับมาทำงานแบบนี้จะได้ค่าชดเชยไหมคะ

อยู่อยู่จะก็รักรักมาบอกมาทำให้ชื่นใจ อยู่อยู่จะร้ายก็ร้ายก็เลยไม่แน่ใจ ~ กับคำถามวันนี้มันทำให้นึกถึงเพลงนี้เลยอ่ะ (ว่าไปเพลงก็บ่งบอกอายุเหมือนกันนะ) กับคำถามงงงวยของวันนี้ว่าด้วย “นายจ้างบอกเลิกจ้างด้วยวาจาพูดง่ายง่ายก็คือไล่ออกนั่นแหละอีกวันนึงบอกว่าให้กลับมาทำงานแบบนี้จะได้ค่าชดเชยไหมคะพี่ทนาย?” การเลิกจ้างหรือการลาออก เป็นการสิ้นสุดสัญญาจ้าง ที่หากเป็นสัญญาจ้างที่ไม่กำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ นายจ้างหรือลูกจ้างสามารถบอกเลิกสัญญาด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนหรือในวันจ่ายค่าจ้างให้อีกฝ่ายทราบเพื่อให้ผลเป็นการเลิกจ้างเมื่อครบกำหนดการจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป ทั้งนี้ ตาม ม.17 ซึ่งการเลิกจ้างนั้นนายจ้างสามารถแจ้งด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5933/2550 ) และเมื่อได้มีการแสดงเจตนาเลิกจ้างหรือลาออกแล้ว จะถอนการแสดงเจตนานั้นไม่ได้ ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. ม.386 วรรค 2 ดังนั้น สำหรับคำถามที่ว่า นายจ้างเลิกจ้างด้วยวาจา ต่อมาเปลี่ยนใจบอกให้กลับมาทำงาน แบบนี้ลูกจ้างมีสิทธิได้ค่าชดเชยหรือไม่ ผู้เขียนเห็นว่า เมื่อนายจ้างได้แสดงเจตนาในการบอกเลิกจ้าง โดยลูกจ้างก็ได้รับทราบเจตนาในการเลิกจ้าง การเลิกจ้างย่อมมีผลแล้วนับแต่วันทราบเจตนา ดังนั้น นายจ้างจะเปลี่ยนใจให้กลับมาทำงาน อันเป็นการถอนการแสดงเจตนาไม่ได้ ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. ม.386 ซึ่งหากลูกจ้างไม่ยินยอมให้นายจ้างยกเลิกเพิกถอนการแสดงเจตนา นายจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้าง ​​คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6525/2544 วินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานว่า สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาชนิดหนึ่ง เมื่อนายจ้างซึ่งเป็นคู่สัญญาแสดงเจตนาเลิกสัญญาแก่ลูกจ้างโดยการเลิกจ้างแล้ว สัญญาจ้างแรงงานย่อมสิ้นสุดลงทันที และ การแสดงเจตนาเลิกสัญญาหาอาจถอนได้ไม่ ​​ข้อสังเกต ​​การลาออก หรือ...

นายจ้างเลิกจ้างโดยเราไม่ยินยอมได้หรือไม่ ??

อ่านคำถามนี้ พี่ต้องอ่านทวนเลยนะ กับคำถามที่ว่า “นายจ้างเลิกจ้างหรือเราไม่ยินยอมได้หรือไม่??” การเลิกจ้าง นายจ้างไม่ต้องขอความยินยอมจากลูกจ้าง เพราะไม่ว่าจะเป็นการบอกเลิกจ้างหรือลาออก เป็นการบอกเลิกสัญญาจ้าง ที่เป็นการแสดงเจตนาอย่างหนึ่งที่จะยุตินิสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ที่ฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างสามารถแสดงเจตนาฝ่ายเดียว โดยไม่ต้องให้อีกฝ่ายยินยอมหรือตกลงอนุมัติแต่อย่างใด โดยมีผลสมบูรณ์เมื่ออีกฝ่ายได้รับทราบการเสดงเจตนาเลิกจ้าง หรือรับทราบการเลิกจ้าง ส่วนจะได้ค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ หรือเป็นเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมหรือเปล่า ก็ต้องพิจารณาไปตามแต่กรณีไป เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 6020/45 ลูกจ้างยื่นใบลาออกต่อนายจ้างย่อมเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้าง และการเลิกสัญญาจ้างมีผลในวันที่ลูกจ้างแจ้งไว้ในใบลานั้น การเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลานั้น นายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานได้แต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติแต่อย่างใด จากที่ได้คุยกับน้องแฟนเพจน้องเข้าใจว่าตอนรับทำงานก็ยังต้องคุยกันสองไฟล์ตอนเลิกจ้างทำไมพูดอยู่ฝ่ายเดียว…ถ้าให้พี่เทียบมันก็เหมือนความรักแหละน้อง ตินคบกันตกลงกันสองคน แต่ตอนเลิกกันไม่ต้องการการตกลงร่วม ฝ่ายเดียวพร้อมไปเขาก็แค่บอก ต่างกันตรงที่หากเป็นเรื่องการบอกเลิกการจ้างหากลูกจ้างไม่มีความผิดและลูกจ้างทำงานต่อเนื่องครบ 120 วันนายจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฏหมายกำหนด