กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryกฎหมาย Archives - Page 15 of 45 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

สิทธิของคนท้อง ตามกฎหมายแรงงาน

สิทธิของคนท้องตามกฎหมายแรงงาน   (1) คนท้องขอเปลี่ยนงานได้ โดยสามารถขอใบรับรองแพทย์เพื่อยืนยันว่า ไม่สามารถทำงานในหน้าที่เดิมต่อได้ เพื่อนำไปยื่นให้กับนายจ้าง เพื่อขอเปลี่ยนงานชั่วคราวก่อนหรือหลังคลอดได้ และนายจ้างมีหน้าที่ต้องเปลี่ยนงานที่เหมาะสมให้ หากไม่ปฏิบัติตามมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากการไม่ปฏิบัติตามนั้นเป็นเหตุให้ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กาย จิตใจ หรือถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   (2) ห้ามให้คนท้องทำงานในช่วงเวลา 22.00 น. ถึง 06.00 น. ทำงานล่วงเวลา หรือทำงานในวันหยุด เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่คนท้องต้องได้รับการพักผ่อน โดยรวมถึงการทำงานล่วงเวลาและการทำงานในวันหยุด โดยถ้าหากหญิงตั้งครรภ์เคยทำงานในกะกลางคืน นายจ้างต้องเปลี่ยนช่วงเวลาในการทำงานเป็นกะกลางวันให้แทน หากเป็นงานในตำแหน่งผู้บริหาร งานวิชาการ ธุรการ การเงิน บัญชี นายจ้างอาจให้ทำงานล่วงเวลาได้เท่าที่ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพโดยต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นคราวๆ ไป   (3) คนท้องมีสิทธิลางาน เพื่อตรวจครรภ์และคลอดบุตรได้ ไม่เกิน 98 วันต่อครั้ง โดยนับรวมวันหยุดต่างๆ...

ลูกจ้างทำให้นายจ้างเกิดความเสียหาย แต่ไม่ได้จงใจ นายจ้างเลิกจ้าง ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้าง

ลูกจ้างทำให้นายจ้างเกิดความเสียหาย แต่ไม่ได้จงใจ นายจ้างเลิกจ้าง ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้าง   การเลิกจ้างลูกจ้างกรณีจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย มาตรา 119 (2) ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยนั้น คือการที่ลูกจ้างตั้งใจหรือมีเจตนากระทำการโดยรู้ว่าการกระทำของตนจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างเท่านั้น มิได้มุ่งเน้นที่ความเสียหายว่าได้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ลูกจ้างต้องรู้สำนึกและคาดหมายถึงผลของการกระทำของตนกับพวกได้อย่างชัดเจนอยู่แล้วว่าจะส่งผลกระทบกระเทือนต่อกิจการของจำเลยและทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย   ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 2563/2565 โจทก์จ้างจำเลยร่วมเป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบำรุงดูแลรักษาสนาม จำเลยร่วมปฏิบัติหน้าที่บกพร่องโดยเป็นผู้บังคับบัญชาแต่ไม่สามารถควบคุมดูแลการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาของตนได้อย่างทั่วถึงจึงเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ปฏิบัติหน้าที่ให้ครบถ้วนตามหน้าที่ทำให้เครื่องจักรไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามอายุการใช้งานปกติของคุณภาพเครื่องจักร อันเป็นการทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 แต่การกระทำของจำเลยร่วมเกิดความเสียหายต่อเครื่องจักร ซึ่งมีเพียงน้ำมันเครื่องแห้งทำให้อ่างน้ำมันแตก โจทก์จึงต้องสั่งซื้อมาซ่อมเท่านั้น กรณีจึงยังไม่พอที่จะถือว่าทำให้โจทก์เสียหายร้ายแรงที่จะเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 การกระทำของลูกจ้างเพียงแต่บกพร่องต่อหน้าที่ไม่ควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทำงานมีประสิทธิภาพ เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานไม่ถึงขั้นกรณีที่ร้ายแรง ส่วนที่ลูกจ้างสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาแจ้งเท็จต่อผู้บริหารว่าได้ดำเนินการควบคุมและตรวจตราเครื่องจักรเป็นอย่างดีแล้วทุกวัน ก็เป็นส่วนหนึ่งของการบกพร่องต่อหน้าที่ ยังไม่ถือว่าตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง จึงไม่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย นายจ้างเลิกจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้าง   จากข้อเท็จจริงและตัวอย่างคำพิพากษาเป็นการตัดสินใจเลิกจ้างของนายจ้าง เนื่องจากการบกพร่องต่อหน้าที่ นายจ้างควรกระทำตามขั้นตอน ต้องมีการสอบสวน การลงโทษให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับด้วยนะคะ  

มาสาย…เลิกจ้างได้ ไม่ถือว่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

มาสาย…เลิกจ้างได้ ไม่ถือว่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรม   ในกรณีลูกจ้างมาสาย แต่นายจ้างไม่เคยออกหนังสือเตือน วันนึงจะเลิกจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชย แต่ไม่ถือว่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรม   ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 1823/2564 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นธรรม และต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 นั้นจะต้องพิจารณาถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างอันแท้จริงของนายจ้างว่า มีเหตุแห่งการเลิกจ้างหรือไม่ และเหตุดังกล่าวเพียงพอแก่การเลิกจ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แม้จำเลยจะมีข้อบังคับการทำงานระบุว่า หากพนักงานกระทำผิดเกี่ยวกับการทำงานจะมีวินัยและโทษก็ตาม แต่การมาทำงานสายของโจทก์ ปรากฏชัดอยู่ในประวัติการทำงานของโจทก์ซึ่งเป็นผู้บันทึกเวลาทำงานด้วยตนเอง นอกจากนี้รายงานประวัติการทำงานของโจทก์ การมาทำงานสายของโจทก์ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 ถึงเดือนมีนาคม 2560โจทก์จะมาทำงานสายอยู่ในช่วงเวลา 9 นาฬิกา ถึง ๑๐ นาฬิกา แต่ช่วงเดือนเมษายน 2560 โจทก์มาทำงานสายมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ 10 นาฬิกา จนถึง 13 นาฬิกา เป็นพฤติการณ์ที่ทำงานสายอย่างต่อเนื่องและมาสายมากขึ้นเรื่อย ๆ เกือบทุกวันในแต่ละเดือน ทั้งเมื่อโจทก์ได้รับตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายต่างประเทศแล้วซึ่งโจทก์ควรมาทำงานให้เร็วกว่านี้เพื่อไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานการปกครอง การบังคับบัญชํา เป็นแบบอย่างแกพนักงานคนอื่น จากพฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าว เป็นการไม่เคารพเวลาทำงาน...

เลิกจ้างเพราะท้อง มีความผิดทางอาญา ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เลิกจ้างเพราะท้อง มีความผิดทางอาญา ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีนายจ้างเลิกจ้างเพราะเหตุมีครรภ์จริง ถือว่านายจ้างกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนพรบ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 43 ที่กำหนดห้ามนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ ( แม้ในสัญญาจะระบุว่าเลิกจ้างได้สัญญานั้นก็ขัดต่อกฎหมายไม่สามารถถือเอาบังคับใช้ได้) เดินในกรณีนี้ หากมีการเลิกจ้าง พนักงานตรวจแรงงานจะมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าจ้าง ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย ( อันนี้ต้องดูระยะเวลาการทำงานด้วยเพราะค่าชดเชยจะเกิดต่อเมื่อทำงานต่อเนื่องครบ 120 วันส่วนจะได้เท่าไหร่ไปดูในพรบคุ้มครองแรงงานมาตรา 118 ) หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามและไม่นำคดีขึ้นสู่ศาล ถือว่านายจ้างได้กระทำความผิดอาญา ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานต้องโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ลูกจ้างยินยอมลาออกและรับเงินตามที่นายจ้างเสนอ พร้อมเซนสละสิทธิฟ้อง “เรียกร้องไม่ได้แล้ว”

ลูกจ้างยินยอมลาออกและรับเงินตามที่นายจ้างเสนอ พร้อมเซนสละสิทธิฟ้อง”เรียกร้องไม่ได้แล้ว” ในคดีหนึ่ง นายจ้างเรียกลูกจ้างมาคุย ว่าเราไปกันต่อไม่ได้ ให้ลาออกไปลูกจ้างตกลงลาออก *โดยแลกกับการรับเงินช่วยเหลือตามที่นายจ้างเสนอ * และ พร้อมทําข้อตกลงสละสิทธิเรียกร้อง ต่อมาพึ่งมาทราบว่าการลาออก โดยไม่เต็มใจ ก็เข้าข่ายเลิกจ้าง กรณีแบบนี้ลูกจ้างจะฟ้องร้องเรียกค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมอีกได้หรือไม่ มาพิจารณาอย่างเป็นกลาง… การที่นายจ้างเสนอลูกจ้างตกลงรับเงินและเซนเอกสารสละสิทธิ์ ข้อตกลงดังกล่าวก็มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ แม้จะทําสัญญาในขณะที่ยังเป็นลูกจ้าง แต่ลูกจ้างก็มีอิสระที่จะตัดสินใจได้ว่าจะรับเงินช่วยเหลือหรือไม่ยอมรับและให้นายจ้างเลิกจ้าง แล้วไปใช้สิทธิเรียกร้องตามต้องการ ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลผูกพัน ลูกจ้างไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินใดๆ จากนายจ้างอีก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษเลขที่ 1742/2562

สัญญามีกำหนดเวลา หากนายจ้างเลิกจ้างถือเป็นการผิดสัญญาจ้าง นายอาจต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้าง

สัญญามีกำหนดเวลา หากนายจ้างเลิกจ้างถือเป็นการผิดสัญญาจ้าง นายอาจต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้าง ส่วนมากการทำสัญญาลักษณะแบบมีกำหนดระยะเวลาไว้ก็เพื่อเมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างดังกล่าว สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงทันที นายจ้างหรือลูกจ้างไม่ต้องบอกกล่าวต่อกันว่าสัญญาจ้างเป็นอันสิ้นสุดหรือเป็นอันเลิกกัน อาจจะเป็นในการจ้างงานตามโครงการของนายจ้าง เมื่อนายจ้างเลิกจ้างก่อนครบกำหนดตามสัญญาโดยที่ลูกจ้างมิได้กระทำความผิดถือเป็นการผิดสัญญาจ้าง นายจ้างอาจต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้าง หากพิจารณาจากข้อเท็จจริง ตำแหน่งหน้าที่การงานของลูกจ้าง ความเสียหายที่เกิดขึ้นรวมถึงเหตุผลที่นายจ้างผิดสัญญาด้วย ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 1385/2561 นายจ้างทำสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาการจ้างแน่นอน ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2559 ถึง 30 ธันวาคม 2561 เป็นระยะเวลา 3 ปี แต่ทำงานได้ 6 เดือนกว่า นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างด้วยวาจาและได้จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้างแล้ว แต่การกระทำของนายจ้างเป็นการเลิกจ้างโดยที่ยังไม่ครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้าง ทำให้ลูกจ้างได้รับความเสียหาย ศาลแรงงานจึงพิพากษาให้นายจ้างจ่ายค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้าง เขาถึงว่า สัญญาต้องเป็นสัญญา สัญญาว่ามาต้องมา 555 เพราะถ้าผิดสัญญาก็ย่อมต้องมีปัญหาตามมาให้ปวดหัวเช่นนี้แหละ ฉะนั้นจะไปสัญญาอะไรกับใครคิดให้ดีนะคะ ติดต่องาน info@legalclinic.co.th #ค่าจ้าง #เงิน #ค่าแรงขั้นต่ำ #PartTime #ออฟฟิศ #ฝึกงาน #hr #HR #ลูกจ้างรายวัน #ot #เงินเดือน #เลิกจ้าง #บริษัท #Professional...

ประเมินผลการทำงานโดยเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นแล้วเลิกจ้าง ถือเป็นเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

ประเมินผลการทำงานโดยเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นแล้วเลิกจ้าง ถือเป็นเลิกจ้างไม่เป็นธรรม การประเมินผลการทำงานของพนักงานนั้น นายจ้างจะต้องมาตรฐาน ตำแหน่ง และหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อที่จะได้พิจารณาว่าศักยภาพในการทำงานของลูกจ้าง ว่าทำงานมีประสิทธิภาพหรือไม่ หากไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่นายจ้างกำหนด นายจ้างก็อาจจะต้องเลิกจ้าง แต่ในกรณีที่นายจ้างประเมินผลการทำงานโดยเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นแล้วเลิกจ้าง ถือเป็นเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 2123/2565 นายจ้างประกาศโครงการและผลตอบแทนเชิญชวนหาผู้สมัครใจจาก แต่มีลูกจ้างเข้าร่วมโครงการไม่ครบ จึงกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการเลิกจ้างเพื่อพิจารณาคัดเลือกลูกจ้างที่จะเลิกจ้างตามหลักเกณฑ์ นายจ้างจึงอาศัยหลักเกณฑ์การประเมินผลการทำงานย้อนหลัง 3 ปี เปรียบเทียบกันระหว่างโจทก์และนายเอ ลูกจ้างจำเลยอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นไปโดยไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงและมีความน่าเคลือบแคลงสงสัยเพราะไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนายจ้างจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม หากในเกิดกรณีการประเมินผลงานไม่ถูกต้อง เป็นไปในลักษณะกลั่นแกล้ง ไม่ตรงตามความจริงและไม่เป็นธรรมต่อเราเอง เราต้องทำความเห็นแย้งหรือคัดค้านทันทีที่ทราบผลการประเมินนะคะ

รับจ้างขับรถบรรทุกได้เงินเป็นเที่ยว ทำงานตามความสมัครใจไม่ใช่จ้างแรงงาน

รับจ้างขับรถบรรทุกได้เงินเป็นเที่ยว ทำงานตามความสมัครใจไม่ใช่จ้างแรงงาน ก่อนอื่น ก่อนที่จะ ตอบได้ว่าเราได้ค่าชดเชยหรือไม่และเป็นเงินเท่าไหร่ก็ต้องดูเสียก่อนว่า เราเป็นลูกจ้างหรือเปล่า? มีนิติสัมพันธ์แบบลูกจ้างนายจ้างไหม? การพิจารณาว่าสัญญาใดเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หรือเป็นสัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 587 นั้น แม้จะต้องพิจารณาถึงการจ่ายสินจ้างหรือค่าจ้างและการจัดหาเครื่องมือหรือสัมภาระในการท างานประกอบด้วยว่ากรณีสัญญาจ้างแรงงาน นายจ้างต้องจ่ายสินจ้างหรือค่าจ้างให้ตลอดเวลาที่ลูกจ้างท างานให้ แต่สัญญาจ้างท าของผู้ว่าจ้างต้องจ่ายสินจ้างตามความสำเร็จของการงานที่ตกลงกัน และสัญญาจ้างแรงงานลูกจ้างไม่ต้องจัดหาเครื่องมือหรือสัมภาระในการท างาน ส่วนสัญญาจ้างทำของ ผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาเครื่องมือสำหรับใช้ทำการงาน ดังนั้น หากรับจ้างขับรถส่งของต้องมีรถบรรทุกสินค้าของตัวเอง จ่ายค่าตอบแทนตามผลงานเป็นเที่ยว จะมาทำงานในวันไหนได้ตามความสมัครใจ มีอิสระเสรีเหนือสิ่งอื่นใด ก็ไม่ใช่จ้างแรงงาน เมื่อมีการเลิกจ้างหรือไม่มีการใช้งานกันอีกต่อไปจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ฎ.13825/2555 ในการขนส่งสินค้านั้น โจทก์ จะต้องมีรถบรรทุกสินค้าของตนเอง จำเลยจะจ่ายคำจ้างให้เฉพาะ วันที่ได้ปฏิบัติงานส่งสินค้าให้แก่จำเลยเท่านั้น วันที่ไม่ได้ปฏิบัติงานจะไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้าง การจ้างงานขนส่งสินค้าเช่นนี้จึงมีลักษณะบ่งบอกถึงจำเลยมุ่งผลสำเร็จของงาน คือให้มีการขนส่งสินค้าไปให้ลูกค้าตามช่วงเวลานั้นจนสำเร็จเสร็จสิ้นไปเป็นสำคัญ หาไต้มุ่งถึงแรงงานที่จำเลยจะได้รับจากการขับรถของโจทก์ไม่ ? นอกจากนี้ยังปรากฏว่าในการทำงานนั้น โจทก์ จะมาทำงานในวันใตก็ได้ตามความสมัครใจ แสดงว่า จำเลย ไม่มีอำนาจควบคุมบังคับบัญชาโจทก์ ว่าโจทก์ จะต้องมาทำงานในวันใดหรือเวลาใด ไม่มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่า โจทก์...

นายจ้าง จ้าง Live ขายของ แม้ในสัญญาจะเขียนว่ามีผลสำเร็จของงาน ก็อาจถึงเป็นจ้างแรงงานไม่ใช่จ้างทำของ

นายจ้าง “จ้าง Live ขายของ” แม้ในสัญญาจะเขียนว่ามีผลสำเร็จของงาน ก็อาจถึงเป็นจ้างแรงงานไม่ใช่จ้างทำของ กรณีนี้เป็นคดีที่เกิดขึ้นจริงและกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา กรณีที่นายจ้างท่านนึง จ้างพนักงานมาไลฟ์สดขายของโดยแยกจ่ายเป็นเงินเดือนและจ่ายเป็นค่าคอมมิชชั่นตามยอดขายที่พนักงานทำได้ ขายไม่ได้ก็ยังได้เงินเดือน ส่งประกันสังคมให้ ขาด ลา มาสาย ต้องแจ้ง ต้องขออนุญาต ไลน์หาต้องตอบ แต่เมื่อเกิดความไม่พอใจในการทำงานระหว่างกัน นายจ้างก็เลิกจ้างโดยอ้างว่านี่ไม่ใช่ จ้างแรงงาน จนไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เพราะในสัญญาก็เขียนชัดเจนว่าจ้างทำของ ดังนั้น ขอสู้สุดใจนายขนมต้ม ว่าไม่จ่าย!! ถ้าเผื่อนายจ้างท่านนั้น ผ่านมาแถวนี้ก็อยากให้นายจ้างลองอ่านฎีกานี้อีกสักทีนะคะ เผื่อเทียบเคียงและเป็นกรณีศึกษา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2870/2556 ในเรื่อง ทำสัญญาจ้างหาโฆษณาแม้รายละเอียดในสัญญามุ่งถึงผลสำเร็จของงานก็ถือเป็นจ้างแรงงานไม่ใช่จ้างทำของ ด้วยวิธีนี้ ศาลได้โปรดพิจารณาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องและมีคำตัดสินว่า ในการพิจารณาว่าสัญญาใดเป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือสัญญาจ้างทำของนั้น ไม่ใช่ว่าดูข้อความในสัญญาเท่านั้น หากแต่ต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงในการทำงานของนายจ้างและลูกจ้างด้วย ถึงจะทราบถึงเจตนาในการทำสัญญาของคู่สัญญาว่าเจตนาทำสัญญาจ้างแรงงานหรือสัญญาจ้างทำของ แม้สัญญาจ้างหาโฆษณาระหว่างโจทก์และจำเลยจะมีรายละเอียดมุ่งถึงผลสำเร็จของงานอันได้แก่การหาโฆษณาให้แก่หนังสือพิมพ์ของจำเลยให้ได้ตามเป้าประสงค์ในสัญญา แต่ในทางปฏิบัติเมื่อโจทก์กับพวกไม่สามารถหาโฆษณาให้จำเลยได้ตามเป้าประสงค์ในสัญญา จำเลยก็ผ่อนผันให้แก่โจทก็กับพวก ทั้งยังจ่ายเงินเดือนและค่านายหน้าให้ตามสัญญาและเมื่อระยะเวลาตามสัญญาจ้างหาโรษณาครบกำหนดแล้วปรากฏว่าจำเลยยังทำสัญญาจ้างโจทก์กับพวกอีก จึงแสดงถึงเจตนาของจำเลยในการจ้างโจทก์หาโฆษณาว่าแม้มีการกำหนดเป้าประสงค์ในการให้โจทก์กับพวกหาโฆษณามีมูลค่าไม่ต่ำกว่าในสัญญาข้อ 3 แต่จำเลยไม่ได้มุ่งถึงผลสำเร็จของการงานที่ว่าจ้างนั้นเป็นสำคัญ ทั้งในการจ้างโจทก์กับพวก จำเลยกำหนดให้โจทก์มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณา ส่วนพวกของโจทก็ก็มีตำแหน่งในฝ่ายโฆษณาทั้งสิ้น จำเลยมอบบัตรประจำตัวพนักงานแก่โจทก์โจทก์จะต้องลงเวลาเข้าทำงานและโจทก์มีอำนาจลงโทษตักเตือนลูกจ้างที่กระทำผิดแทนจำเลย พฤติการณ์ตังกล่าวล้วนแสดงถึงอำนาจบังคับบัญชาที่จำเลยมีต่อโจทก์กับพวก นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับโจทก็**จึงเป็นการจ้างแรงงานอย่างแจ้งชัด หาใช่สัญญาจ้างทำของไม่** ก็หวังว่าจะไกล่เกลี่ยกันได้นะคะ.. แต่ถ้าไกล่ไม่ได้ ศาลพิพากษาเดี๋ยวจะมาอัพเดทให้ฟังนะ

บริษัทแม่อยู่อเมริกา บริษัทลูกอยู่ในไทย เจ้านายในไทย “ท้าให้ไปฟ้องที่อเมริกา” แบบนี้ทำยังไงดีคะ

บริษัทแม่อยู่อเมริกา บริษัทลูกอยู่ในไทย เจ้านายในไทย “ท้าให้ไปฟ้องที่อเมริกา” แบบนี้ทำยังไงดีคะ ก่อนที่จะตอบหลักกฎหมายอยากบอกนายจ้างว่าไม่ต้องมาขู่ค่าาา ไม่ต้องมาอ้างว่าต้องอนุมัติจากอเมริกา เงินส่งมาจากอเมริกา เพราะเราเป็นแค่บริษัทสาขาไม่มีสิทธิ์จ่ายจึงฟ้องไม่ได้ การที่บริษัทที่ต่างประเทศมีสาขาอยู่ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด ก็เป็นไปเพื่อความสะดวกในการบริหารงานและทำงานในประเทศต่างๆ ดังนั้นไม่ว่าบริษัทในไทยจะเป็นคนบอกเลิกหรือบริษัทในอเมริกาจะเป็นคนบอกเลิก โดยที่ลูกจ้างไม่ได้ทำผิด นายจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้าง ใครที่อยากหากรณีใกล้เคียงลองไปอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17815/2555 ที่ศาลได้โปรดพิพากษาว่า … “นายจ้างจดทะเบียนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ถ้ามีกำไรก็ต้องส่งเข้าบริษัทแม่” เช่นเดียวกัน หุ้นของบริษัทที่มีการซื้อขายในตลาดหุ้นทั่วโลกก็เป็นหุ้นตัวเดียวกัน ไม่ได้แสดงว่าบริษัททุกแห่ง เป็นเจ้าของเดียวกัน ลูกจ้างจึงมีอำนาจฟ้องนายจ้างที่สาขาได้ จำเลยเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดในประเทศไทย และเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัท ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศอเมริกา นอกจากจำเลยแล้ว บริษัทจดทะเบียนในประเทศต่าง ( ทั่วโลกอีกนับร้อยบริษัท แม้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกันแต่ทุกบริษัทมีนโยบายและการบริหารไปในทิศทางเดียวกัน ถ้ามีกำไรก็ต้องส่งเข้าบริษัทแม่เช่นเดียวกัน หุ้นของบริษัทที่มีการซื้อขายในตลาดหุ้นทั่วโลกก็เป็นหุ้นตัวเดียวกัน ไม่ใด้แยกเป็นหุ้นต่างหาก แสดงว่า บริษัททุกแห่งที่จดทะเบียนเป็นบริษัทกระจายอยู่ทั่วโลกเป็นเจ้าของเดียวกัน โดยมีศูนย์ใหญ่หรือสำนักงานใหญ่ที่ประเทศอเมริกา กรรมการของบริษัทต่าง ๆ ก็แต่งตั้งจากพนักงานของบริษัทนั้น ๆ มิได้มาจากเจ้าของกิจการ แสดงให้เห็นว่าได้จดทะเบียนเป็นบริษัทในประเทศต่างๆ นั้น เพื่อให้เกิดความสะดวกในการบริหารจัดการ โจทก์เข้าทำงานกับจำเลย (บริษัท ) ตั้งแต่ปี 2527 ตำแหน่งวิศวกรแล้วเลื่อนเป็นผู้จัดการโรงงาน...