กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryกฏหมายแรงงาน Archives - Page 8 of 90 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

ไม่เซ็นรับทราบ แล้วนายจ้างจะอ้างเหตุเลิกจ้างได้หรือไม่

เวลานายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยอ้างว่าลูกจ้างกระทำความผิดร้ายแรง คำถามสำคัญไม่ได้มีเพียงว่า ลูกจ้างทำผิดจริงหรือไม่ ยังต้องถามต่ออีกว่า ในขณะที่เลิกจ้าง นายจ้างได้แจ้งเหตุที่ใช้เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบแล้วหรือยัง?? เพราะพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคท้าย กำหนดไว้ว่า หากนายจ้างไม่ได้ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง หรือไม่ได้แจ้งเหตุให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้าง นายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ ถ้อยคำของกฎหมายจึงไม่ได้บังคับว่า การแจ้งเหตุเลิกจ้างต้องทำเป็นหนังสือทุกกรณี กฎหมายใช้คำว่า “มิได้ระบุเหตุไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง หรือมิได้แจ้งเหตุให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้าง” คำว่า “หรือ” แสดงให้เห็นว่า นายจ้างอาจดำเนินการได้สองทาง ทางหนึ่ง คือ ระบุเหตุไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง อีกทางหนึ่ง คือ แม้ไม่มีหนังสือระบุเหตุไว้โดยชัดแจ้ง แต่มีการแจ้งเหตุให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้าง ดังนั้น ในทางกฎหมาย การแจ้งเหตุด้วยวาจาจึงอาจมีผลได้ ไม่ใช่ว่าการเลิกจ้างเพราะความผิดร้ายแรงจะต้องมีหนังสือเลิกจ้างเสมอไป  แต่คำว่า “ทำได้” ไม่ได้แปลว่า “ควรทำ” เพราะเมื่อไม่มีหนังสือ ปัญหาจะไม่ได้จบอยู่ที่ข้อกฎหมาย แต่จะย้ายไปอยู่ที่เรื่องพยานหลักฐานทันทีว่า นายจ้างแจ้งอะไร แจ้งเมื่อใด และเหตุที่แจ้งมีรายละเอียดเพียงพอให้ลูกจ้างเข้าใจหรือไม่ กรณีตัวอย่าง บริษัทได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่ลูกจ้างถูกร้องเรียน ลูกจ้างเข้าร่วมประชุมและทราบว่ามีการสอบสวนเรื่องใด ที่ประชุมมีมติว่าลูกจ้างมีความผิดและให้เลิกจ้าง แม้ลูกจ้างจะไม่ยอมลงลายมือชื่อในบันทึกการประชุม แต่ในขณะเลิกจ้าง ผู้บังคับบัญชาได้แจ้งด้วยวาจาโดยอ้างถึงบันทึกการประชุมดังกล่าว ศาลแรงงานกลางรับฟังว่า ลูกจ้างทราบอยู่แล้วว่ามีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง...

เลิกจ้างเพราะอ้วน ทำได้หรือไม่

เลิกจ้างเพราะอ้วน…ทำได้หรือไม่? ถ้าถามว่า “ลูกจ้างอ้วนขึ้น นายจ้างเลิกจ้างได้ไหม” คำตอบคงไม่ควรเริ่มต้นที่ตัวเลขบนตาชั่ง แต่ต้องย้อนกลับไปถามก่อนว่า น้ำหนักหรือรูปร่างนั้นเกี่ยวอะไรกับงานที่ลูกจ้างทำมั้ย?? เรื่องนี้น่าสนใจเพราะประเทศไทยเคยมีคดีเกี่ยวกับน้ำหนักของลูกจ้างขึ้นไปถึงศาลฎีกาแล้ว และเป็นคดีของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คดีนี้ไม่ได้เป็นคดีที่นายจ้างเลิกจ้างพนักงานเพราะอ้วนโดยตรง แต่เป็นคดีที่ลูกจ้างโต้แย้งคำสั่งของนายจ้างที่นำค่า BMI และรอบเอวมาเป็นหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติงาน ตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6231–6250/2559 บริษัทกำหนดเกณฑ์ให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงมี BMI ไม่เกิน 25 และรอบเอวไม่เกิน 32 นิ้ว ส่วนพนักงานชาย BMI ไม่เกิน 27.5 และรอบเอวไม่เกิน 35 นิ้ว พร้อมกำหนดระยะเวลาให้พนักงานปรับปรุงภายใน 6 เดือน หากยังไม่ผ่านเกณฑ์ จะถูกมอบหมายให้ปฏิบัติงานบินเฉพาะเส้นทางในประเทศหรือเส้นทางที่ไปและกลับภายในวันเดียว และหากพ้นระยะเวลาที่กำหนดแล้วยังไม่สามารถปรับปรุงได้ ก็มีมาตรการให้ไปปฏิบัติงานภาคพื้นดินจนกว่าจะกลับมาอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด พนักงานจึงนำคดีมาฟ้องโดยโต้แย้งเรื่องคำสั่งดังกล่าว ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ลักษณะงานของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแตกต่างจากพนักงานอื่น สัญญาจ้างกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับบุคลิกภาพและสุขภาพไว้ และบริษัทมีการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับน้ำหนัก สัดส่วน รูปร่างและบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งหลักเกณฑ์ดังกล่าวใช้กับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเป็นการทั่วไป มิใช่เลือกบังคับเฉพาะบุคคล ศาลจึงวินิจฉัยว่าคำสั่งดังกล่าวอยู่ในอำนาจบริหารจัดการของนายจ้างและชอบด้วยกฎหมายตามข้อเท็จจริงของคดีนั้น เรื่องนี้ฝ้ายคิดว่าจุดที่น่าสนใจจึงไม่ได้อยู่ที่คำว่า “คนอ้วน” แต่อยู่ที่ว่า “สภาพร่างกายที่นายจ้างกำหนดนั้นสัมพันธ์กับลักษณะและคุณสมบัติของงานหรือไม่” เพราะแม้แต่คดีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ศาลก็ไม่ได้วินิจฉัยเป็นหลักทั่วไปว่า นายจ้างสามารถกำหนดน้ำหนักของลูกจ้างทุกตำแหน่งได้...

10 เช็กลิสต์ก่อนฟ้องลูกจ้าง

ฟ้องทั้งที ต้องดูก่อนว่าจะได้คุ้มเสีย หรือไปศาลเล่น ๆ แล้วให้ศาลยกฟ้อง เวลาลูกจ้างลาออกแบบไม่สวย ทำให้บริษัทเสียหาย หรือมีพฤติกรรมที่นายจ้างเห็นว่าเกินจะยอมรับ หลายคนตัดสินใจทันทีว่า “ต้องฟ้อง” ซึ่งการฟ้องคดีก็ไม่ใช่เรื่องผิด หากบริษัทมีสิทธิ มีหลักฐาน และมีความเสียหายที่พิสูจน์ได้จริง แต่ก่อนยื่นฟ้อง ควรหยุดทบทวนให้ครบก่อนว่า คดีนี้มีฐานกฎหมายเพียงพอหรือไม่ เรียกร้องอะไรได้บ้าง และผลที่คาดว่าจะได้รับคุ้มกับเวลา ค่าใช้จ่าย และทรัพยากรที่ต้องเสียไปหรือเปล่า เพราะการฟ้องโดยไม่มีฐานสิทธิหรือไม่มีหลักฐาน ไม่ได้ทำให้บริษัทดูเด็ดขาด แต่อาจกลายเป็นเสียทั้งเงิน เสียเวลา และสุดท้ายศาลยกฟ้อง 1. มีสิทธิหรือข้อกฎหมายอะไรให้ฟ้อง คำถามแรกไม่ใช่ว่า ลูกจ้างทำให้เราไม่พอใจแค่ไหน แต่ต้องถามว่า การกระทำนั้นเป็นการผิดสัญญา ผิดหน้าที่ หรือผิดกฎหมายข้อใด ตัวอย่างที่พบบ่อยคือ ลูกจ้างลาออกแล้วไปทำงานกับคู่แข่ง นายจ้างรู้สึกว่าเป็นการหักหลังและต้องการฟ้องทันที แต่เมื่อกลับไปดูสัญญาจ้าง กลับไม่มีข้อห้ามแข่งขัน ไม่มีข้อห้ามชักชวนลูกค้า และไม่มีข้อตกลงเรื่องการรักษาความลับที่ชัดเจน เมื่อไม่มีข้อสัญญารองรับ ก็ต้องตอบให้ได้ว่าจะฟ้องเขาจากฐานอะไร การเห็นว่าพฤติกรรมนั้น “ไม่เหมาะสม” กับการมีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย เป็นคนละเรื่องกัน 2. ข้อสัญญาที่จะใช้ฟ้องมีอยู่จริงและเขียนไว้ชัดเจนหรือไม่ มีสัญญาไม่ได้หมายความว่าจะฟ้องได้ทุกเรื่อง ต้องเปิดอ่านด้วยว่าข้อสัญญากำหนดหน้าที่ของลูกจ้างไว้อย่างไร ห้ามทำอะไร ระยะเวลานานเพียงใด ครอบคลุมพื้นที่หรือกิจการประเภทไหน และกำหนดผลของการผิดสัญญาไว้อย่างไร ...

บริษัทหักค่าชุดยูนิฟอร์มได้ไหม แล้วเมื่อลูกจ้างพ้นสภาพต้องคืนหรือเปล่า

หลายบริษัทกำหนดให้พนักงานต้องแต่งกายด้วยชุดยูนิฟอร์ม เพื่อสร้างภาพลักษณ์ขององค์กร ทำให้ลูกค้าสามารถแยกแยะพนักงานของบริษัทได้ง่าย รวมถึงเพื่อความปลอดภัยและความเหมาะสมในการปฏิบัติงาน เมื่อบริษัทกำหนดเรื่องการแต่งกายไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบของบริษัท ลูกจ้างก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว ตราบเท่าที่เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม โดยทั่วไป บริษัทมักเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดทำชุดยูนิฟอร์มให้แก่พนักงานในลักษณะสวัสดิการ เพราะเป็นเครื่องแต่งกายที่บริษัทกำหนดให้ใช้เพื่อประโยชน์ในการทำงานและภาพลักษณ์ของกิจการ หากบริษัทมีระเบียบเกี่ยวกับสวัสดิการที่ใช้บังคับแก่พนักงานเป็นการทั่วไป รายจ่ายดังกล่าวก็อาจนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร นอกจากนี้ กฎหมายภาษียังรับรองการให้เครื่องแบบแก่ลูกจ้างภายในจำนวนและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ด้วย แต่ในทางปฏิบัติ บางบริษัทไม่ได้ให้ชุดยูนิฟอร์มฟรี กลับกำหนดให้พนักงานเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดหรือบางส่วน โดยหักเงินดังกล่าวออกจากค่าจ้างทันที คำถามคือ บริษัทสามารถทำเช่นนั้นได้หรือไม่ คำตอบคือ ไม่สามารถหักได้ตามอำเภอใจ มาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดหลักไว้ว่า นายจ้างห้ามหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่จะเป็นการหักในกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น ภาษีเงินได้ ค่าบำรุงสหภาพแรงงาน หนี้สหกรณ์หรือหนี้เกี่ยวกับสวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียว เงินประกันตามกฎหมาย หรือการชำระค่าเสียหายที่ลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น การเขียนไว้ในข้อบังคับเพียงว่า “บริษัทมีสิทธิหักค่าชุดยูนิฟอร์มจากค่าจ้าง” หรือให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อยินยอมโดยทั่วไป อาจยังไม่เพียงพอ เพราะต้องพิจารณาด้วยว่าการหักดังกล่าวเข้ากรณีที่มาตรา 76 อนุญาตหรือไม่ โดยเฉพาะชุดยูนิฟอร์มที่บริษัทเป็นผู้กำหนดให้ต้องสวมใส่เพื่อประโยชน์ของกิจการ ย่อมอาจโต้แย้งได้ว่าไม่ได้เป็นสวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตาม บริษัทอาจกำหนดให้ลูกจ้างซื้อชุดยูนิฟอร์มได้ หากมีการตกลงกันอย่างชัดเจนในลักษณะสัญญาซื้อขาย โดยแจ้งราคา จำนวนชุด และเงื่อนไขให้ลูกจ้างทราบก่อน...

เงินเดือนเดือนที่ 13 ถือเป็นค่าจ้างหรือเป็นโบนัส

คำว่า “เงินเดือนเดือนที่ 13” ฟังจากชื่อแล้วอาจทำให้เข้าใจว่าเป็นเงินเดือนอีกหนึ่งเดือนซึ่งนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างเสมอ แต่ในทางกฎหมาย ไม่อาจวินิจฉัยจากชื่อเรียกเพียงอย่างเดียวว่าเงินดังกล่าวเป็น “ค่าจ้าง” หรือเป็น “โบนัส” เพราะต้องกลับไปพิจารณาข้อความในสัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ประกาศของนายจ้าง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินจริงของแต่ละบริษัท พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 กำหนดความหมายของ “ค่าจ้าง” ว่าเป็นเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง สำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ ไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลา ผลงาน หรือในลักษณะอื่น และรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้ในวันหยุดหรือวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่มีสิทธิได้รับตามกฎหมายด้วย ดังนั้น การพิจารณาว่าเงินเดือนเดือนที่ 13 เป็นค่าจ้างหรือไม่ จึงต้องดูสาระสำคัญว่าเงินจำนวนนั้นเป็นค่าตอบแทนการทำงานที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับแน่นอนตามข้อตกลงหรือไม่ ไม่ใช่ดูเพียงว่านายจ้างใช้คำว่า “เงินเดือน” หรือ “โบนัส” หากสัญญาจ้างกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ลูกจ้างจะได้รับค่าตอบแทนปีละ 13 เดือน หรือรับประกันว่าทุกปีลูกจ้างจะได้รับเงินเพิ่มอีกหนึ่งเดือนโดยไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับผลประกอบการ ผลการประเมิน หรือดุลพินิจของนายจ้าง เงินดังกล่าวย่อมมีลักษณะใกล้เคียงกับค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้าง แม้บริษัทจะเรียกเงินก้อนนั้นว่า “โบนัสประจำปี” ก็ตาม เพราะในทางกฎหมายต้องพิจารณาจากสาระของสิทธิและหน้าที่ ไม่ใช่จากชื่อที่นายจ้างตั้งไว้ ยิ่งหากข้อตกลงกำหนดว่า ลูกจ้างซึ่งทำงานไม่ครบปีจะได้รับเงินเดือนเดือนที่ 13 ตามสัดส่วนระยะเวลาที่ทำงาน เช่น ทำงานหกเดือนก็ได้รับครึ่งหนึ่ง...

ระบุไว้ในข้อบังคับว่าเป็นความผิดร้ายแรง ไม่ได้หมายความว่าจะร้ายแรงทุกกรณี

ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นเครื่องมือที่นายจ้างใช้กำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน ระเบียบวินัย และแนวทางดำเนินการทางวินัยภายในองค์กร นายจ้างจึงสามารถกำหนดได้ว่าการกระทำลักษณะใดเป็นความผิด และกำหนดระดับโทษทางวินัยไว้ล่วงหน้าเพื่อให้ลูกจ้างทราบและถือปฏิบัติ แต่การที่นายจ้างเขียนไว้ในข้อบังคับว่า การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเป็น “ความผิดร้ายแรง” ไม่ได้มีผลทำให้การกระทำนั้นเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมายโดยอัตโนมัติในทุกกรณี เพราะความร้ายแรงของการกระทำต้องพิจารณาจากบทบัญญัติของกฎหมาย ข้อเท็จจริง และพฤติการณ์ของการกระทำที่เกิดขึ้นจริง มิใช่พิจารณาจากชื่อหรือถ้อยคำที่นายจ้างกำหนดขึ้นฝ่ายเดียว พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 กำหนดเหตุที่นายจ้างอาจเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไว้เป็นการเฉพาะ เช่น ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม โดยนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงซึ่งนายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน ดังนั้น ในกรณีฝ่าฝืนข้อบังคับตามมาตรา 119 (4) ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าข้อบังคับเขียนไว้อย่างไร แต่ต้องพิจารณาว่าข้อบังคับหรือคำสั่งนั้นชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมหรือไม่ ลูกจ้างฝ่าฝืนโดยเจตนาหรือไม่ เคยได้รับหนังสือเตือนที่ถูกต้องหรือไม่ และการฝ่าฝืนนั้นมีลักษณะร้ายแรงจนไม่สมควรให้นายจ้างต้องตักเตือนก่อนจริงหรือไม่ เหตุที่ไม่อาจให้นายจ้างกำหนดความหมายของคำว่า “ร้ายแรง” ได้เองโดยเด็ดขาด เป็นเพราะกฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างจึงไม่อาจออกข้อบังคับที่ลดทอนสิทธิขั้นต่ำของลูกจ้างหรือขยายเหตุเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยให้กว้างกว่าที่กฎหมายกำหนดได้ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1443/2527 วินิจฉัยว่า ระเบียบของนายจ้างที่กำหนดให้การประมาทเลินเล่อซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแม้ไม่ร้ายแรงสามารถเป็นเหตุเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้นั้น เป็นการกำหนดแตกต่างจากกฎหมายคุ้มครองแรงงานและใช้บังคับไม่ได้ เพราะกฎหมายกำหนดไว้ว่าการประมาทเลินเล่อที่จะทำให้หมดสิทธิได้รับค่าชดเชยต้องเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง แนวคำพิพากษาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้นายจ้างจะมีอำนาจจัดทำข้อบังคับและกำหนดโทษทางวินัย แต่ข้อบังคับภายในไม่อาจแก้ไขหรือแทนที่องค์ประกอบตามกฎหมายได้ หากกฎหมายกำหนดว่าต้องมีความเสียหายอย่างร้ายแรง นายจ้างก็ต้องแสดงข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้เห็นถึงความเสียหายอย่างร้ายแรงนั้น ไม่ใช่อาศัยเพียงข้อความในข้อบังคับที่ระบุว่า การกระทำนั้นถือเป็นความผิดร้ายแรง...

ทำไมพนักงานตรวจแรงงานไม่รับคำร้องเรื่อง “เลิกจ้างไม่เป็นธรรม” หรือว่าเข้าข้างนายจ้าง

#หยิบมาตอบ ทำไมพนักงานตรวจแรงงานไม่รับคำร้องเรื่อง “เลิกจ้างไม่เป็นธรรม” หรือว่าเข้าข้างนายจ้าง? คำตอบคือ ไม่ได้เข้าข้างนายจ้างค่ะ แต่เรื่องนี้ไม่อยู่ในอำนาจของพนักงานตรวจแรงงานตั้งแต่แรก หลายคนเข้าใจว่า เมื่อถูกเลิกจ้างแล้วสามารถนำข้อเรียกร้องทุกอย่างไปยื่นต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างค้างจ่าย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย หรือค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม แต่ในความเป็นจริง แม้ข้อเรียกร้องเหล่านี้จะเกิดจากการเลิกจ้างเหมือนกัน แต่กฎหมายกำหนดผู้มีอำนาจพิจารณาไว้ต่างกัน พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจรับคำร้องและออกคำสั่งเกี่ยวกับ เงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน เช่น ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า หรือค่าชดเชย หากนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามกฎหมายแต่ไม่จ่าย ลูกจ้างจึงสามารถยื่นคำร้องให้พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนและมีคำสั่งได้ แต่คำว่า “เลิกจ้างไม่เป็นธรรม” เป็นสิทธิที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน โดยให้อำนาจ ศาลแรงงาน เป็นผู้พิจารณาว่า การเลิกจ้างนั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้างหรือไม่ และหากเห็นว่าไม่เป็นธรรม ศาลอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือกำหนดค่าเสียหายให้ตามความเหมาะสมได้ เรื่องนี้จึงไม่ใช่อำนาจที่พนักงานตรวจแรงงานจะรับคำร้องและออกคำสั่งแทนศาลได้ พูดง่าย ๆ คือ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นหน่วยงานฝ่ายปกครอง ทำหน้าที่กำกับ ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานภายในขอบเขตอำนาจที่กฎหมายกำหนด ส่วน ศาลแรงงานเป็นองค์กรตุลาการ มีหน้าที่พิจารณาพิพากษาข้อพิพาทระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง รวมถึงวินิจฉัยว่าการเลิกจ้างเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม ดังนั้น หากพนักงานตรวจแรงงานแจ้งว่าไม่สามารถรับคำร้องเรื่องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ ไม่ได้แปลว่าเจ้าหน้าที่เห็นด้วยกับนายจ้าง หรือปฏิเสธความเดือดร้อนของลูกจ้าง แต่เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะวินิจฉัยเรื่องนั้น การรับคำร้องไว้ทั้งที่ไม่มีอำนาจต่างหากที่เป็นการดำเนินการไม่ถูกต้อง ถูกเลิกจ้างครั้งเดียว...

บริษัทไม่มีสิทธิตรวจว่าเราใช้คอมเข้าเว็บไซต์อะไร เพราะผิด PDPA จริงหรือ

#หยิบมาตอบ “บริษัทไม่มีสิทธิตรวจว่าเราใช้คอมบริษัทเพื่อเข้าเว็บไซต์อะไร เพราะผิด PDPA” จริงหรือ? ช่วงนี้มีข่าวและบทความเกี่ยวกับโปรแกรมติดตามการทำงานของพนักงานมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติที่สามารถตรวจได้ว่า ลูกจ้างเปิดโปรแกรมอะไร เข้าเว็บไซต์ใด ใช้งานคีย์บอร์ดหรือเมาส์นานเพียงใด และมีช่วงเวลาที่ไม่ได้ใช้งานเครื่องกี่นาที จึงมีคนตั้งคำถามว่า การตรวจสอบลักษณะนี้ผิดพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ และบางคนก็สรุปไปเลยว่า “บริษัทไม่มีสิทธิตรวจคอมของพนักงาน เพราะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล” เอาจริง ๆ การรักษาสิทธิของตนเองเป็นเรื่องดี แต่ก็อย่าเพิ่งหยิบคำว่า PDPA มาใช้เป็นเกราะจนลืมข้อเท็จจริงพื้นฐานว่า คอมพิวเตอร์ ระบบอินเทอร์เน็ต บัญชีผู้ใช้งาน และเวลาทำงานที่นายจ้างจัดให้ มีไว้เพื่อการทำงานให้นายจ้าง อย่างไรก็ตาม การที่อุปกรณ์เป็นทรัพย์สินของบริษัท ไม่ได้ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดจากการใช้อุปกรณ์นั้นหลุดพ้นจากความคุ้มครองของ PDPA โดยอัตโนมัติ เพราะพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 6 ให้นิยาม “ข้อมูลส่วนบุคคล” โดยพิจารณาว่าข้อมูลนั้นเกี่ยวกับบุคคลและสามารถทำให้ระบุตัวบุคคลนั้นได้โดยตรงหรือโดยอ้อม ไม่ได้พิจารณาจากว่าอุปกรณ์ที่สร้างข้อมูลนั้นเป็นของใคร ความสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานมีสาระสำคัญว่า ลูกจ้างตกลงทำงานให้นายจ้างและนายจ้างตกลงจ่ายค่าจ้างตอบแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 ซึ่งบัญญัติถึงสัญญาจ้างแรงงานว่าเป็นสัญญาที่ลูกจ้างตกลงทำงานให้แก่นายจ้าง และนายจ้างตกลงให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ ดังนั้น การที่นายจ้างจะตรวจสอบว่าลูกจ้างปฏิบัติงานตามสัญญาจ้างหรือไม่ ย่อมมีวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ตามสัญญาจ้าง แต่การตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลยังต้องอยู่ภายใต้ PDPA ด้วย ดังนั้น...

หนูใช้คอมออฟฟิศทำงานนอก แต่ใช้ที่บ้านและใช้นอกเวลางาน แบบนี้นายจ้างเลิกจ้างได้เลยหรือคะพี่ทนาย

#หยิบมาตอบ “หนูใช้คอมออฟฟิศทำงานนอก แต่ใช้ที่บ้านและใช้นอกเวลางาน แบบนี้นายจ้างเลิกจ้างได้เลยหรือคะพี่ทนาย” ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต โทรศัพท์ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่บริษัทมอบให้ลูกจ้างนำกลับไปใช้ที่บ้านนั้น แม้ทรัพย์สินจะอยู่ในความครอบครองของลูกจ้าง แต่กรรมสิทธิ์ยังเป็นของนายจ้าง การอนุญาตให้นำกลับบ้านจึงไม่ได้หมายความว่าลูกจ้างจะนำไปใช้อะไรก็ได้ตามใจ เพียงแต่เป็นการอนุญาตให้นำทรัพย์สินไปใช้เพื่อปฏิบัติงานหรือเพื่อประโยชน์ของนายจ้างตามขอบเขตที่กำหนดไว้เท่านั้น แต่คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “ใช้คอมบริษัททำเรื่องส่วนตัวหรือไม่” เพราะการใช้งานผิดวัตถุประสงค์ทุกกรณีไม่ได้มีความร้ายแรงเท่ากัน และไม่ได้หมายความว่านายจ้างจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ทันทีทุกเรื่อง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 นายจ้างอาจเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ เช่น กรณีลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย กรณีประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้าง ซึ่งโดยทั่วไปจะต้องมีหนังสือเตือนก่อน เว้นแต่การฝ่าฝืนนั้นเป็นกรณีร้ายแรง ดังนั้น หากลูกจ้างนำโน้ตบุ๊กของบริษัทไปใช้รับงานนอก ทำธุรกิจส่วนตัว หรือสร้างรายได้ให้ตนเอง โดยใช้อุปกรณ์ โปรแกรม อินเทอร์เน็ต ข้อมูล หรือเวลาทำงานของนายจ้าง การกระทำดังกล่าวอาจไม่ใช่เพียงการใช้ทรัพย์สินผิดวัตถุประสงค์ธรรมดา แต่เป็นการนำเวลาและทรัพย์สินของนายจ้างไปแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว เรื่องนี้มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2621/2538 ซึ่งลูกจ้างรับงานนอกเข้ามาทำในระหว่างเวลาทำงาน โดยใช้พู่กัน สี และกระดาษของนายจ้าง ศาลเห็นว่าเป็นการเบียดบังทั้งเวลาและทรัพย์สินของนายจ้างเพื่อประโยชน์ของตน การพิจารณาความผิดจึงไม่ได้ดูเพียงราคาของอุปกรณ์ที่นำไปใช้ แต่ต้องดูว่าลูกจ้างนำทรัพยากรที่ควรใช้ทำงานให้นายจ้างไปทำประโยชน์ส่วนตัวอย่างไรด้วย ถ้าเปลี่ยนข้อเท็จจริงจากพู่กัน...

ลูกจ้างลาออกแล้ว นายจ้างต้องจ่ายเงินภายใน 3 วันจริงหรือ

#เช็กก่อนเชื่อ ลูกจ้างลาออกแล้ว นายจ้างต้องจ่ายเงินภายใน 3 วันจริงหรือ? มีคอนเทนต์เผยแพร่ว่า เมื่อลูกจ้างลาออก นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และเงินอื่นที่ค้างอยู่ภายใน 3 วันทำการนับจากวันที่สิ้นสุดการจ้าง โดยอ้างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70 ข้อความนี้คลาดเคลื่อนค่ะ กำหนดเวลา 3 วันตามมาตรา 70 ใช้เฉพาะกรณีที่ “นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง” ไม่ได้ใช้กับทุกกรณีที่ความสัมพันธ์ในการจ้างงานสิ้นสุดลง และไม่รวมกรณีที่ลูกจ้างเป็นฝ่ายลาออกเอง มาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดหลักเกี่ยวกับเวลาจ่ายค่าจ้างไว้ว่า หากค่าจ้างคำนวณเป็นรายเดือน รายวัน รายชั่วโมง หรือเป็นระยะเวลาอย่างอื่นที่ไม่เกินหนึ่งเดือน รวมถึงค่าจ้างตามผลงานซึ่งคำนวณเป็นหน่วย นายจ้างต้องจ่ายเดือนหนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งครั้ง เว้นแต่จะตกลงกันเป็นอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้าง ส่วนค่าจ้างที่คำนวณในลักษณะอื่น ให้จ่ายตามกำหนดเวลาที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน ขณะที่ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด และเงินอื่นที่นายจ้างมีหน้าที่จ่ายตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องจ่ายเดือนหนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งครั้งเช่นกัน จากนั้น วรรคท้ายของมาตรา 70 จึงกำหนดเป็นกรณีพิเศษว่า ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด...