คำถามนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องการโยกย้ายพนักงาน แต่ในทางกฎหมายต้องเริ่มจากการแยกให้ออกก่อนว่า สิ่งที่เปลี่ยนคือเพียงชื่อบริษัท ผู้บริหาร หรือโครงสร้างภายใน หรือเป็นการเปลี่ยน “ตัวนายจ้าง” จริง ๆ เพราะผลทางกฎหมายต่างกันมาก
หากบริษัทเดิมกับบริษัทใหม่เป็นคนละนิติบุคคล ต่อให้สถานที่ทำงานยังอยู่ที่เดิม โต๊ะทำงานตัวเดิม ลักษณะงานเดิม หรือผู้ถือหุ้นเป็นกลุ่มเดียวกัน ก็ไม่ได้ทำให้บริษัทสองแห่งกลายเป็นนายจ้างคนเดียวกันโดยอัตโนมัติ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า หลังการโอนนั้น ลูกจ้างจะยังเป็นลูกจ้างของบริษัทเดิม หรือจะต้องไปเป็นลูกจ้างของบริษัทใหม่
เรื่องนี้มีกฎหมายเขียนไว้โดยตรงในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 13 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 โดยกำหนดว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างและมีผลทำให้ลูกจ้างไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ การไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างคนนั้น และสิทธิที่ลูกจ้างมีอยู่กับนายจ้างเดิมต้องคงอยู่ โดยนายจ้างใหม่รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับลูกจ้างทุกประการ
พูดให้เห็นภาพง่ายขึ้น ถ้าบริษัท A จะให้ลูกจ้างเปลี่ยนไปเป็นลูกจ้างของบริษัท B กฎหมายไม่ได้เปิดทางให้นายจ้างเปลี่ยนคู่สัญญาของลูกจ้างฝ่ายเดียว ลูกจ้างมีสิทธิไม่ยินยอมได้ และหากลูกจ้างยินยอมไปอยู่บริษัทใหม่ ก็ไม่ใช่ว่าเซ็นสัญญาใหม่แล้วทุกอย่างเริ่มนับหนึ่งใหม่ เพราะมาตรา 13 วางหลักให้นายจ้างใหม่รับสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับลูกจ้างต่อเนื่องไปด้วย ประเด็นเรื่องอายุงาน ค่าจ้าง และสิทธิเดิมจึงต้องตรวจสอบให้ครบ ไม่ใช่เห็นคำว่า “บริษัทใหม่” แล้วสรุปว่าอายุงานเดิมหายไปทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม จุดที่มักเข้าใจกันคลาดเคลื่อนคือ เมื่อกฎหมายให้ลูกจ้างไม่ยินยอมเปลี่ยนนายจ้างได้ ก็ไม่ได้แปลว่าลูกจ้างจะมีสิทธิรับค่าชดเชยทันที เพราะ “สิทธิไม่ยินยอมเปลี่ยนนายจ้าง” กับ “สิทธิได้รับค่าชดเชย” เป็นคนละเรื่องกัน
ถ้าลูกจ้างแจ้งว่าไม่ยินยอมไปเป็นลูกจ้างของบริษัทใหม่ ผลในเบื้องต้นคือ นายจ้างจะบังคับให้ลูกจ้างไปอยู่กับนิติบุคคลใหม่ไม่ได้ แต่การไม่ยินยอมนั้นไม่ได้ทำให้ลูกจ้างกลายเป็นฝ่ายลาออก และก็ไม่ได้ทำให้เกิดสิทธิค่าชดเชยโดยอัตโนมัติ ต้องดูต่อว่านายจ้างเดิมจะดำเนินการอย่างไรกับสัญญาจ้างเดิม
ถ้านายจ้างเดิมยังคงจ้างต่อ ความสัมพันธ์การจ้างก็ยังคงอยู่ แต่ถ้านายจ้างเดิมไม่ประสงค์จะจ้างต่อเพราะลูกจ้างไม่ยอมย้ายไปบริษัทใหม่ และเป็นฝ่ายทำให้ความสัมพันธ์การจ้างสิ้นสุดลง ตรงนั้นจึงเข้าสู่ประเด็นเรื่อง “การเลิกจ้าง” และจึงค่อยพิจารณาสิทธิค่าชดเชยตามมาตรา 118 สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และในบางกรณีอาจมีประเด็นเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเพิ่มเติม
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาก็อธิบายหลักนี้ไว้ค่อนข้างชัด ตัวอย่างเช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4239/2563 ซึ่งเป็นกรณีนายจ้างขายธุรกิจบางส่วนและประสงค์จะโอนลูกจ้างไปทำงานกับอีกบริษัท แต่ลูกจ้างไม่ตอบรับการโอน ต่อมานายจ้างเลิกจ้าง ศาลฎีกาวินิจฉัยในสาระสำคัญว่า การโอนสิทธิความเป็นนายจ้างไปยังบุคคลอื่นต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างตามหลักประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 และการเลิกจ้างเพราะลูกจ้างไม่ตอบรับการโอนดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุสมควร จึงเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
ในทำนองเดียวกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14420-14423/2553 เป็นกรณีที่นายจ้างต้องการให้ลูกจ้างไปทำงานกับนิติบุคคลอื่น แต่ลูกจ้างไม่ยินยอม ศาลวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องการเปลี่ยนตัวนายจ้างซึ่งต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง เมื่อไม่ยินยอมและนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างทั้งที่ลูกจ้างไม่มีความผิด การเลิกจ้างนั้นจึงไม่มีเหตุสมควรและเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
อีกคดีหนึ่งคือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7945/2554 ซึ่งวางหลักไปในแนวเดียวกันว่า การโอนสิทธิความเป็นนายจ้างไปยังนายจ้างใหม่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง หากไม่มีข้อตกลงและนายจ้างโอนลูกจ้างไปยังนายจ้างใหม่ทั้งที่ลูกจ้างไม่ยินยอม ย่อมเกิดประเด็นเรื่องการสิ้นสุดความสัมพันธ์กับนายจ้างเดิมและสิทธิของลูกจ้างจากการเลิกจ้าง
อย่างไรก็ดี เวลาอ่านคำพิพากษาเก่าต้องดูช่วงเวลาของกฎหมายด้วย เพราะมาตรา 13 ถูกแก้ไขในปี 2562 และกฎหมายปัจจุบันเขียนเรื่อง “ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง” ไว้ในตัวบทชัดเจนแล้ว ดังนั้น ถ้าจะวิเคราะห์กรณีปัจจุบัน ควรเริ่มจากมาตรา 13 ฉบับที่ใช้บังคับอยู่ก่อน แล้วจึงใช้คำพิพากษาเก่ามาเทียบเคียงหลักเรื่องการเปลี่ยนตัวนายจ้าง ไม่ควรยกข้อความจากกฎหมายฉบับเดิมมาใช้โดยไม่ดูว่าคดีนั้นเกิดขึ้นภายใต้กฎหมายช่วงใด
เพราะฉะนั้น ถ้าจะตอบคำถามนี้ให้สั้นแต่ไม่ตัดกฎหมายจนความหมายเปลี่ยน คำตอบคือ หากบริษัทใหม่เป็นคนละนิติบุคคลและการโอนทำให้ต้องเปลี่ยนตัวนายจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิไม่ยินยอมตามมาตรา 13 แต่การไม่ยินยอมไม่ได้ทำให้เกิดสิทธิค่าชดเชยทันที ต้องดูว่านายจ้างเดิมจะยังจ้างต่อหรือเป็นฝ่ายเลิกจ้าง หากนายจ้างเดิมเลิกจ้างเพราะลูกจ้างไม่ยอมเปลี่ยนนายจ้าง จึงค่อยพิจารณาสิทธิค่าชดเชยและสิทธิอื่นจากการเลิกจ้างต่อไป
ส่วนการ “เปลี่ยนชุดผู้บริหาร” เพียงอย่างเดียวไม่ใช่ตัวตัดสิน เพราะกรรมการ ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้น สถานที่ทำงาน และนายจ้างในทางกฎหมายไม่ใช่เรื่องเดียวกันทั้งหมด สิ่งที่ต้องถามให้ชัดที่สุดคือ หลังการโอนแล้ว ในสัญญาจ้างและการจ่ายค่าจ้าง ใครคือนายจ้างของลูกจ้าง บริษัทเดิม หรือบริษัทใหม่ค่ะ
โดยทนายฝ้าย
คลินิกกฎหมายแรงงาน
ปรึกษามีค่าใช้จ่าย

