กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryกฏหมายแรงงาน Archives - Page 44 of 76 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

ลูกจ้างได้รับทุนจากนายจ้าง แต่โดนเลิกจ้างก่อนครบกำหนดใช้ทุน ลูกจ้างยังคงต้องใช้ทุนให้แก่นายจ้างอยู่หรือไม่?

ลูกจ้างได้รับทุนจากนายจ้างแต่โดนเลิกจ้างก่อนครบกำหนดใช้ทุน ลูกจ้างยังคงต้องใช้ทุนให้แก่นายจ้างอยู่หรือไม่??? มีหลายๆบริษัทที่มีทุนให้ลูกจ้างไปศึกษาดูงาน/เรียนต่อเพิ่มเติม โดยมีเงื่อนไขว่า เมื่อกลับมาลูกจ้างยังคงต้องทำงานกับนายจ้างต่อไปอีก…ปี เพื่อใช้ทุนที่นายจ้างออกให้ ปัญหาคือ ถ้าสมมุติว่าลูกจ้างไม่ได้อยากลาออก แต่กลับถูกนายจ้างเลิกจ้างเอง กรณีแบบนี้ลูกจ้างยังคงต้องใช้ทุนให้แก่นายจ้างอยู่หรือไม่ เพราะไม่ใช่ความผิดของเรา กรณีนี้ต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1. สัญญาจ้างแรงงาน 2. สัญญารับทุน กรณีแรกก่อน คือ สัญญาจ้างแรงงาน กรณีเป็นสัญญาจ้างโดยไม่กำหนดระยะเวลา เมื่อไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ การจะเลิกสัญญาต่อกันย่อมเป็นสิทธิของทั้งสองฝ่าย แต่เมื่อนายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา จึงต้องปฎิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ก็คือการจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามอัตราที่กฎหมายกำหนด และเมื่อได้จ่ายเงินครบถ้วนแล้ว ความเป็นนายจ้าง-ลูกจ้าง ก็ยุตินับแต่วันเลิกจ้างมีผล ดังนั้น สัญญาฉบับนี้ จึงไม่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาตามสัญญารับทุน กรณีที่สอง คือ สัญญารับทุน เป็นข้อตกลงในการให้ทุนและให้ลูกจ้างกลับมาใช้ทุนโดยการทำงานกับนายจ้างตามระยะเวลาที่ตกลงกัน แต่เมื่อนายจ้างมาเลิกจ้างก่อน ถือว่าลูกจ้างไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่เป็นนายจ้างที่เป็นฝ่ายบอกเลิกจ้างและไม่ติดใจในเรื่องสัญญาตามกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ดังนั้น ลูกจ้างจึงไม่ต้องใช้ทุนตามกำหนดและไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับนายจ้าง อย่างไรก็ตาม ข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้นไม่สามารถปรับใช้ได้กับทุกกรณีไป หากข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป ข้อกฎหมายที่นำมาใช้ก็จะเปลี่ยนแปลงด้วย เช่น หากมีข้อเท็จจริงว่าลูกจ้างถูกเลิกจ้างตาม ม.119 พรบ.คุ้มครองแรงงานฯ กรณีเช่นนี้ผลก็จะเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน หากนายจ้างหรือลูกจ้างคนใดกำลังประสบปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้

กรณีถูกเจ้าหนี้อายัดเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เงินตอบแทน กรณีออกจากงาน ฯลฯ เจ้าหนี้สามารถอายัดได้ทั้งหมดไหม?

กรณีถูกเจ้าหนี้อายัดเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เงินตอบแทน กรณีออกจากงาน ฯลฯ เจ้าหนี้อสามารถอายัดได้ทั้งหมดไหม???? หลายๆ คนน่าจะมีคำถามสงสัยเกี่ยวกับกรณีที่เราเป็นลูกจ้างและถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอายัดเงินเดือน ค่าจ้าง เงินสงเคราะห์ โบนัส เงินตอบแทนกรณีออกจากงานเงินฝากในบัญชีธนาคาร เงินปันผล ฯลฯ ว่า เราจะโดนอายัดทั้งหมดเลยไหม ถ้าโดนอายัดทั้งหมดแล้วเราจะเอาเงินจากที่ไหนมาใช้ล่ะ????? ตามกฎหมายการอายัดเงินเหล่านี้จะไม่ถูกอายัดทั้งหมด เพราะต้องเหลือเงินให้ลูกหนี้ใช้บ้าง เช่น – เงินเดือน จะอายัดไม่เกิน 30% ของอัตราเงินเดือนก่อนหักรายจ่าย และต้องมีเงินเหลือไม่น้อยกว่าเดือนละ 20,000 บาท – เบี้ยเลี้ยงชีพ-ค่าล่วงเวลา-เบี้ยขยัน อายัดไม่เกิน 30% ของเงินที่ได้รับ – เงินโบนัส อายัดไม่เกิน 50% ของเงินที่ได้รับ – เงินตอบแทนกรณีออกจากงาน อายัดได้แต่ต้องเหลือไม่น้อยกว่า 300,000 บาท และเมื่อถูกอายัดเงินเดือน นายจ้างจะต้องนำส่งเงินเดือนของลูกหนี้เท่ากับจำนวนที่อายัด ให้กับกรมบังคับคดีเพื่อนำส่งให้กับเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป จนกว่าจะครบจำนวนยอดหนี้ตามคำพิพากษา อย่างไรก็ดี ลูกหนี้ยังคงมีสิทธิขอลดเงินเดือนและค่าจ้างที่อายัด ได้ไม่เกินร้อยละ 50 ของจำนวนเงินที่อายัดไว้เดิม โดยยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี และชี้แจงถึงความจำเป็นที่ต้องขอลด...

แต่งงานไม่ได้จดทะเบียน สามีตายจะรับรองบุตรอย่างไร ?

แต่งงานไม่ได้จดทะเบียน สามีตายจะรับรองบุตรอย่างไร?? สำหรับกรณีที่บิดาเสียชีวิตแล้ว วิธีการขอรับรองบุตรทำได้ครับ แต่ต้องต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทคือเริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 188(1) ตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8504/2544 การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1555 หากบิดามีชีวิตอยู่ต้องดำเนินคดีอย่างคดีมีข้อพิพาทคือฟ้องบิดาโดยทำเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แต่ถ้าบิดาถึงแก่ความตายไปแล้วต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทคือเริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 188(1) ดังนั้น เมื่อผู้ตายซึ่งเป็นบิดาได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว โจทก์จึงต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท ส่วนบทบัญญัติมาตรา 1558 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิที่จะได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมซึ่งเป็นผลตามมาจากการที่ร้องขอให้ศาลพิพากษาเป็นบุตร มิใช่บทบัญญัติที่ให้อำนาจโจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะทายาทผู้ตายเพื่อให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย

นายจ้างจ่ายเงินค่าจ้างเกิน ลูกจ้างต้องคืนไหม ?

นายจ้างจ่ายเงินค่าจ้างเกิน ลูกจ้างต้องคืนไหม ? เอ๊ะ! ทำไมเดือนนี้ได้เงินเดือนเยอะกว่าปกติ !!! ในกรณีที่นายจ้าง หรือ HR ซึ่งมีหน้าที่คำนวนจ่ายเงินเดือนให้ลูกจ้าง คำนวนผิดพลาด เข้าใจผิดหลงโอนเงินเดือนมาให้เกิน ลูกจ้างก็ต้องคืนให้แก่นายจ้าง!!! จะยึดไว้โดนอ้างว่าเป็นความผิดของนายจ้างหรือ HR ที่ต้องรับผิดชอบเองไม่ได้ !!! กรณีนี้ถือว่าเป็น ”ลาภมิควรได้” ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่เจ้าของ คือ นายจ้าง ดังนั้น ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับเงินส่วนที่จ่ายเกินสิทธิจำนวนดังกล่าว หากลูกจ้างไม่ยอมคืน นายจ้างสามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ เนื่องจากถือว่าทราบข้อเท็จจริงมาโดยตลอดแต่ไม่ยอมคืนเงินแก่นายจ้างอาจเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ หรือสามารถฟ้องศาลแรงงานเรียกเงินค่าจ้างจำนวนที่จ่ายเกินคืนได้และต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่รู้ว่ามีสิทธิเรียกเงินคืนด้วยนะ ฎีกาที่ 5442-5468/2548 เงินบำเหน็จในส่วนต่างที่นายจ้างจ่ายเกินไปอันเกิดจากการคำนวณตามระเบียบว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ.2536 ที่ลูกจ้างทั้งยี่สิบหกและนาย จ.ได้รับจากนายจ้าง ย่อมเป็นการได้ไปซึ่งทรัพย์เพราะการที่นายจ้างกระทำเพื่อชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างตามกฎหมายได้ และเป็นทางให้นายจ้างเสียเปรียบจึงเป็นลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ดังนั้น อายุความในการฟ้องเรียกคืนบำเหน็จที่นายจ้างจ่ายเกินไปและจะต้องคืนกันเป็นจำนวนเท่าใดย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติในเรื่องลาภมิควรได้ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมา กรณีมิใช้ลูกจ้างทั้งยี่สิบหกและนาย จ.ได้ยึดถือเงินบำเหน็จส่วนที่เกินไว้โดยไม่มีสิทธิอันจะทำให้นายจ้างสามารถติดตามเอาคืนได้ทั้งหมดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336

นายจ้างต้องรู้ !! การเลิกจ้างลูกจ้างทดลองงาน ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่ ?

นายจ้างต้องรู้ !!!!! การเลิกจ้างลูกจ้างทดลองงาน ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่ ? โดยปกติในสัญญาจ้างทั่วไปจะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการทดลองงานเป็นระยะเวลา 120 วัน ลูกจ้างทดลองงานก็ถือเป็นลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งหากทำงานครบ 120 วัน (ถึง 1 ปี) จะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 30 วัน กรณีถูกเลิกจ้าง ซึ่งหากลูกจ้างทดลองงานทำงานไม่ถึง 120 วัน ก็จะไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย นายจ้างต้องการเลิกจ้างลูกจ้างทดลองงานโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ต้องทำอย่างไร ตอบ : หากนายจ้างประเมินแล้วว่าลูกจ้างทดลองงานไม่ผ่านทดลองงาน นายจ้างต้องบอกกล่าวการเลิกจ้างต่อลูกจ้างทดลองงานก่อนที่จะครบกำหนดระยะเวลา 120 วัน แต่อย่างไรก็ดีนายจ้างควรที่จะบอกกล่าวการเลิกจ้างก่อนอย่างน้อย 1 เดือนก่อนครบกำหนดระยะเวลาทดลองงาน มิฉะนั้นนายจ้างจะต้องจ่ายค่าเสียหายจากการไม่บอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าตกใจ) ให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเงินเท่ากับค่าจ้างในอัตราที่ลูกจ้างได้รับอยู่อัตราสุดท้ายด้วย

พนักงานลักขโมยทรัพย์สินบริษัทฯ แต่บริษัทฯ ยังไม่อยากเลิกจ้างเพราะสงสาร บริษัทฯ จะเตือนพนักงานก่อนเพื่อให้โอกาสปรับปรุงตนเอง แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นแล้วค่อยเลิกจ้าง แบบนี้ทำได้ไหม???

พนักงานลักขโมยทรัพย์สินบริษัทฯ แต่บริษัทฯ ยังไม่อยากเลิกจ้างเพราะสงสาร บริษัทฯ จะเตือนพนักงานก่อนเพื่อให้โอกาสปรับปรุงตนเอง แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นแล้วค่อยเลิกจ้าง แบบนี้ทำได้ไหม??? เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ได้ยินบ่อยๆ จากเหล่า HR ว่า กรณีมีลูกจ้างขโมยทรัพย์สินบริษัทฯ เแต่ยังไม่อยากเลิกจ้างเลยเพราะสงสาร ไม่อยากตัดอนาคตลูกจ้าง เลยอยากลองให้โอกาสพนักงานก่อน ขอเตือนไว้ก่อนได้ไหมแล้วถ้าไม่ดีขึ้นค่อยมาเลิกจ้างโดยอ้างเหตุนี้ทีหลังได้ไหม??? การลักทรัพย์ถือเป็นความผิดอาญาตามมาตรา 334 ประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงการลักทรัพย์นายจ้างเป็นเหตุฉกรรจ์ที่ทำให้ผู้กระทำความผิดต้องได้รับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 335 (11) ดังนั้นการลักทรัพย์จึงถือเป็นความผิดร้ายแรง นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 (4) พรบ.คุ้มครองแรงงานฯ อย่างไรก็ตาม หากนายจ้างตัดสินใจว่าจะไม่เลิกจ้างในความผิดลักทรัพย์นั้นและอยากจะเตือนเพื่อคาดโทษไว้ก่อน จำไว้ให้ดีว่า กรณีแบบนี้บริษัทฯ จะมาเลิกจ้างเค้าทีหลังโดยอ้างเหตุลักขโมยไม่ได้เด็ดขาด!!! เพราะถือว่าบริษัทฯ ไม่ติดใจเอาเรื่องตั้งแต่แรกแล้ว นอกจากการเลิกจ้างแล้ว บริษัทฯ ยังสามารถแจ้งความเพื่อดำเนินคดีอาญากับพนักงานที่ลักทรัพย์ได้ด้วยนะคะ โดยการดำเนินคดีอาญาก็เพื่อให้พนักงานที่กระทำความผิดได้รับโทษตามกฎหมายอาญา เช่น โทษจำคุก หรือปรับ เป็นต้น อีกทั้งบริษัทฯ ยังสามารถเรียกร้องให้พนักงานชดใช้เงินค่าทรัพย์สินคืนให้แก่บริษัทฯ ได้ด้วยเช่นกัน สรุปได้ว่า เมื่อมีการลักทรัพย์เกิดขึ้น สิ่งที่บริษัทฯ จะต้องดำเนินการมี 3 ส่วน คือ 1. เลิกจ้างพนักงานตามกฎหมายแรงงาน 2....

คดีแรงงานต้องอุทธรณ์ภายใน 15 วันนับแต่วันอ่านคำพิพากษา!

คดีแรงงานต้องอุทธรณ์ภายใน 15 วันนับแต่วันอ่านคำพิพากษา!! บางคนอ่านหัวข้อมาแล้วถึงกับตกใจเพราะเคยเจอมากับตัวเอง ว่าอีกฝั่งที่ไม่พอใจพิพากษาก็สามารถอุทธรณ์ได้แม้ผลกำหนดระยะเวลา 15 วัน ไปแล้วทำไมถึงทำได้ ?? ที่ทำได้ก็เพราะว่าฝ่ายที่ไม่พอใจในผลคำพิพากษาศาลชั้นต้นก็มีสิทธิ์ที่จะขยายระยะเวลาออกไปและศาลจะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจในการขยายระยะเวลาดังกล่าวให้ขยายได้กี่วัน อย่างไรก็ดีหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์ใช่ว่าจะอุทธรณ์ได้ทุกเรื่อง โดย “อุทธรณ์ได้เฉพาะข้อกฎหมายเท่านั้น” และ “ไม่ให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง” โดยการห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง หมายถึงห้ามอุทธรณ์ในปัญหาดังต่อไปนี้ 1. อุทธรณ์อ้างข้อเท็จจริงใหม่ ที่เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ศาลแรงงานรับฟังมา 2. อุทธรณ์ดุลพินิจในการอนุญาตหรือไม่อนุญาตของศาลแรงงาน 3. อุทธรณ์ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงาน ส่วนปัญหาข้อกฎหมาย หมายถึงปัญหาดังต่อไปนี้ 1. อุทธรณ์การปรับบทกฎหมายหรือเอกสาร 2. อุทธรณ์การตีความ แปลความกฎหมายหรือเอกสาร ดังนั้น ในบางคดีที่จ้างเป็นผู้ชนะคดีในศาลแรงงานชั้นต้นแต่ยังรู้สึกไม่พอใจในค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมที่ศาลกำหนดมาให้ และต้องการอุทธรณ์ขอให้ศาลช่วยพิจารณาใหม่โดยกำหนดให้สูงขึ้นจึงเป็นการอุทธรณ์ในดุลย์พินิจการกำหนดค่าเสียหายของศาลซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง และหากมีทะแนะคนไหนยุว่า ไม่พอใจในการไม่เป็นธรรมที่ศาลกำหนดมาให้ก็อุทธรณ์ได้เดี๋ยวเขียนให้ ให้รู้ไว้เลยว่ามั่ว ไม่ต้องไปเสียเงินให้เขาฟรีๆนะ ส่วนถ้าใครมองหาทนายน่ารัก วางใจได้ ติดต่อ Info@legaclinic.co.th

ออกจากงาน นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างทำยังไง?

ออกจากงาน นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างทำยังไง?? กับปัญหาหัวจะปวดที่ถามทุกวัน แปะให้อ่านทั้งคลิป ทั้งข้อความก็ยังไม่อ่าน แต่ไม่เป็นไร อยากให้พวกเธอได้ความรู้เลยมาเล่าอีกรอบ พวกเธอจำไว้นะไม่ว่าจะ “ลาออกแจ้งล่วงหน้าไม่ครบหรือจะถูกเลิกจ้าง” นายจ้างก็ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับ วันทำงานที่ได้ทำไปแล้ว โดยค่าใช้จ่ายของแต่ละอย่างนายจ้างต้องจ่ายคืนภายในระยะเวลานี้ 1. ค่าจ้าง ต้องจ่ายภายใน 3 วันนับแต่เลิกจ้างหรือลาออก 2. ค่าล่วงเวลา ต้องจ่ายภายใน 3 วันนับแต่เลิกจ้างหรือลาออก 3. หลักประกันการทำงาน ต้องจ่ายภายใน 7 วัน นับแต่เลิกจ้างหรือลาออก 4. ค่าทำงานในวันหยุด ต้องจ่ายภายใน 3 วันนับแต่เลิกจ้างหรือลาออก 5. ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ต้องจ่ายภายใน 3 วันนับแต่เลิกจ้างหรือลาออก และ 6. ค่าชดเชย ต้องจ่ายในวันที่เลิกจ้าง ถ้านายจ้างไม่จ่ายผลจะเป็นยังไง 1. ถ้านายจ้างไม่ได้จงใจ ต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันที่ถึงกำหนดชำระตามด้านบน 2. ถ้าจงใจ ไม่จ่ายดื้อๆ ปราศจากเหตุอันสมควร ต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีอีก...

โดนกลั่นแกล้ง จับย้าย ลูกจ้างฟ้องได้หรือไม่ ?

มีคำถามเข้ามาว่า บริษัทกำหนดเป้า บีบออก โดยแจ้งว่าหากสิ้นเดือนทำยอดไม่ถึงให้ยื่นใบลาออกไปสะ ปรากฏว่าลูกจ้างทำยอดได้ แต่นายจ้างกลับแจ้งว่าให้ย้ายแผนกสะงั้น ถามว่าหากลูกจ้างขัดขืนไม่ไปตามคำสั่งแล้วถูกเลิกจ้างลูกจ้างฟ้องได้หรือไม่ ? คำตอบในเรื่องนี้ (พิจารณาตามข้อเท็จจริงของคำถามเท่านั้น) ผู้เขียนมีความเห็นว่า หากลูกจ้างไม่ย้ายไปตามคำสั่งของนายจ้างแล้วถูกเลิกจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิฟ้องได้ เนื่องจากการคำสั่งย้ายของนายจ้างมีลักษณะไม่เป็นธรรม ไม่สุจริต ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีเจตนาที่จะกลั่นแกล้งลูกจ้าง และหลีกเลี่ยงที่จะไม่จ่ายค่าชดเชย ซึ่งหากจะมองว่าลูกจ้างทำงานไม่มีประสิทธิภาพก็ไม่ได้เนื่องจากลูกจ้างสามารถทำยอดขายได้ตามเป้า แต่นายจ้างก็กลับมีคำสั่งย้ายงานลูกจ้าง พฤติกรรมดังกล่าวของนายจ้างมีเจตนาที่จะกลั่นแกล้งลูกจ้างเพื่อไม่ให้สามารถทนทำงานต่อไปได้ ดังนั้น การที่ลูกจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการจงใจขัดขืนคำสั่ง หรือจงใจละทิ้งหน้าที่ ที่จะเป็นเหตุให้นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เทียบเคียงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 632/2562 ที่นายจ้างมีการตระเตรียมโดยมีเจตนาที่จะเลิกจ้างไว้ก่อนแล้ว การที่นายจ้างจัดเตรียมหนังสือเลิกจ้าง รายละเอียดการจ่าย ค่าชดเชยตามกฎหมายไว้ก่อนเช่นนี้ รวมทั้งมีบันทึกภายในขอรหัสผ่านคืนจากลูกจ้าง พร้อมทั้งปิดล็อค ห้องทำงานเพื่อไม่ให้ลูกจ้างเข้าทำงาน แสดงว่านายจ้างเตรียมการที่จะเลิกจ้างลูกจ้างไว้ล่วงหน้า เมื่อจำเลยนายจ้าง เรียกลูกจ้างไปพบและแจ้งว่า ผู้บริหารมีมติให้เลิกจ้าง หากไม่ยอมลงลายมือชื่อ ในใบลาออกก็จะไม่มีการจ่ายค่าชดเชย พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่า ลูกจ้างมิได้ลาออก แต่เป็นนายจ้างต้องการเลิกจ้าง ข้อสังเกต แม้ว่านายจ้างจะมีอำนาจในการย้ายงานตามสัญญาจ้างหรือตามข้อบังคับฯ เพื่อความเหมาะสม และเพื่อการบริหารงานขององค์กรก็ตาม แต่การย้ายก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขและหลักเกณฑ์สำคัญ ดังนี้ 1. ต้องไม่เป็นการลดตำแหน่ง 2. ต้องไม่ลดค่าจ้างของลูกจ้าง 3.ต้องไม่เป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้าง...

ลาออกก่อนครบกำหนดตามสัญญาจ้าง ต้องทำอย่างไร ?

ลูกจ้างต้องการที่จะลาออกก่อนครบตามสัญญาจ้าง ต้องรอให้นายจ้างอนุมัติหรือไม่ หากเกิดความเสียหายศาลมีหลักในการพิจารณาอย่างไร ในเรื่องการสิ้นสุดสัญญาจ้าง ย่อมสิ้นสุดตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา หากลูกจ้างต้องการที่จะขอลาออกก่อนครบกำหนด สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาคือให้ดูในสัญญาว่ากำหนดเรื่องการสิ้นสุดสัญญาไว้อย่างไร ​1. ถ้าสัญญากำหนดให้คู่สัญญามีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ นายจ้างหรือลูกจ้างก็มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ ตามที่กำหนดไว้ในสัญญา เช่น หากลูกจ้างต้องการสิ้นสุดสัญญาจ้าง/ลาออก ให้บอกกล่าวล่วงหน้าแก่นายจ้างไม่น้อยกว่า 1 เดือน ดังนี้ ลูกจ้างก็ต้องบอกกล่าวล่วงไม่น้อยกว่า 1 เดือน ตามที่กำหนดในสัญญา 2. หากในสัญญาไม่ได้กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ หากลูกจ้างต้องการลาออกก่อนกำหนดก็สามารถแสดงเจตนาขอลาออกต่อนายจ้างได้ โดยไม่ต้องรอให้นายจ้างอนุมัติ เพราะการลาออกเป็นการแสดงนิติกรรมฝ่ายเดียวย่อมมีผลเมื่ออีกฝ่ายทราบเจตนา แต่ถ้าหากว่าการลาออกนั้น ทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย นายจ้างก็มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่ลูกจ้างผิดสัญญาจ้างแรงงานได้ เช่น หากในสัญญาระบุว่าลูกจ้างต้องทำงานกับนายจ้างเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี หากลาออกก่อนครบกำหนดลูกจ้างต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับนายจ้าง ดังนี้ นายจ้างสามารถฟ้องได้ แต่จะฟ้องได้มากน้อยเพียงไรนั้น ศาลจะพิจารณาว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนหรือไม่ ถ้าสูงเกินศาลก็มีอำนาจปรับลดจำนวนลงได้พอสมควร ตามแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 7620/2559 การที่สัญญาเพิ่มเติมแนบท้ายหนังสือสัญญาจ้าง ข้อ 3 ระบุความว่า พนักงานตกลงที่จะทำงานให้กับบริษัทเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี นับตั้งแต่วันเข้าทำงาน หากพนักงานมีความประสงค์จะลาออกก่อนครบกำหนดเวลา พนักงานยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้กับบริษัทไม่น้อยกว่าเงินเดือนในเดือนสุดท้ายที่พนักงานได้รับ ถือได้ว่าเป็นข้อตกลงกำหนดความเสียหายเพื่อการผิดนัดไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้า จึงเป็นข้อตกลงเบี้ยปรับเมื่อโจทก์ไม่ชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา...