กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryกฏหมายแรงงาน Archives - Page 43 of 76 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

ลูกจ้างสามารถลาออกจากงานโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน ถูกต้องตามกฎหมายแรงงานจริงหรือไม่ ?

ลูกจ้างสามารถลาออกจากงานโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน ถูกต้องตามกฎหมายแรงงานจริงหรือไม่ ? หลายๆ คนอาจเคยได้ยินว่า การลาออกจากงาน ลูกจ้างไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน เพราะเมื่อลูกจ้างยื่นใบลาออกให้กับบริษัท เท่ากับว่าการลาออกเสร็จสมบูรณ์แล้ว ไม่ต้องรอการอนุมัติจากนายจ้าง สามารถออกได้ทันที และต้องได้ค่าตอบแทนถึงวันที่ทำงานวันสุดท้ายนั้น ทางเพจขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ความเข้าใจดังกล่าวไม่ถูกต้องไปซะทีเดียว กล่าวคือ แม้ว่าการลาออกจะมีผลทันทีโดยนายจ้างไม่จำเป็นต้องอนุมัติการลาออกก็ตาม แต่มาตรา 17 วรรคสอง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ กำหนดไว้ว่าลูกจ้างลาออกต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งงวดการจ่ายค่าจ้าง ดังนั้น หากลูกจ้างไม่บอกกล่าวก่อนหรือออกไปทันที แม้การลาออกไม่ต้องรอให้นายจ้างอนุมัติ แแต่หากการออกจากงานไปทันทีของลูกจ้างก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง นายจ้างสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากลูกจ้างได้ และในทางกลับกันหากไม่เกิดความเสียหายหรือนายจ้างพิสูจน์ไม่ได้ว่าเสียหายอย่างไร ศาลก็เพียงแต่ยกฟ้องเท่านั้น อ้างอิงตามฎีกาที่ 10614/2558 เรื่อง ลูกจ้างลาออกจากงานไม่ถูกต้อง เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสอง และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 582 อันเป็นเหตุให้นายจ้างมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้แต่การกำหนดจำนวนค่าเสียหายเป็นดุลพินิจของศาล ดังนั้นลูกจ้างควรต้องตรวจสอบให้ดีว่า สัญญาจ้างหรือกฎระเบียบของบริษัทมีการระบุให้ลูกจ้างแจ้งลาออกล่วงหน้าก่อน 30 วันหรือไม่ หากสัญญาจ้างหรือกฎหมายระเบียบกำหนดไว้ ลูกจ้างควรต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อให้ถูกต้องตามกฎระเบียบของบริษัท อย่างไรก็ตาม ลูกจ้างบางคนอาจสงสัยว่าหากมีเหตุให้ลูกจ้างรอครบ 30 วันไม่ได้...

ไม่ผ่านการทดลองงานมีสิทธิได้รับค่าชดเชย หรือต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ ?

ไม่ผ่านการทดลองงานมีสิทธิได้รับค่าชดเชย หรือต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ ? สวัสดีตอนเช้า เขียนยาวก็ไม่ค่อยอ่าน งั้นวันนี้ตอบสั้นๆแล้วกันนะ ไม่ผ่านการทดลองงานมีสิทธิได้รับค่าชดเชย หรือไม่นั้น ต้องตอบว่ามีทั้ง ได้ และไม่ได้ เพราะกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กำหนดว่า กรณีมีสิทธิได้รับค่าชดเชย จะต้องมีการทำงานต่อเนื่องครบ 120 วัน ดังนั้น ถ้านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างในวันที่ 119 วัน เช่นนี้ ลูกจ้างก็ไม่มีสิทธิได้ค่าชดเชย แต่ๆๆ กรณีที่นายจ้างบอกขยายระยะเวลาทดลองงานออกไปเรื่อยๆ เกิน 120 วัน และเลิกจ้าง โดยที่ลูกจ้างไม่มีความผิด แบบนี้ลูกจ้างก็มีสิทธิได้ค่าชดเชย ส่วนได้เท่าไหร่นั้น เปิด เสริช ดู ม.118 พรบ คุ้มครองแรงงาน ส่วนนายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่นั้น คำตอบคือ “ต้องบอกล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง” หากสัญญาจ้างนั้นเป็นสัญญาแบบไม่มีกำหนดระยะเวลา (สัญญาแบบไม่มีกำหนดระยะเวลา คือไม่ได้บอกว่าเริ่มต้น สิ้นสุดแน่นอนเมื่อใด) โดยสัญญาที่ไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน เนี่ยทำให้นายจ้างเกิดหน้าที่ต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้า ตามมาตรา 17 วรรคสอง เช่น ระยะทดลองงานรือ...

ข้อห้ามเรียกรับหลักประกัน !!

ข้อห้ามเรียกรับหลักประกัน!! หลายคนสอบถามเข้ามาว่านายจ้างเรียกรับประกันได้หรือไม่ ถ้าได้ ได้ในตำแหน่งไหนบ้าง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 ที่แก้ไขโดยพระราช บัญญัติคุ้มครองแรงงาน(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 กำหนดห้ามการเรียกหรือรับหลักประกันว่า “ห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สินอื่น หรือการค้ำประกันด้วยบุคคลจากลูกจ้าง เว้นแต่ ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้น ลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ทั้งนี้ลักษณะหรือสภาพของงานที่ให้เรียกหรือรับหลักประกันจากลูกจ้างได้ ตลอดจนประเภทของหลักประกัน จำนวนมูลค่าของหลักประกันและวิธีการเก็บรักษา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด” ติดต่องาน

ผ่านการทดลองงานแล้ว แต่บริษัทไม่ขึ้นเงินเดือนให้ ฟ้องได้ไหม ?

ผ่านการทดลองงานแล้ว แต่บริษัทไม่ขึ้นเงินเดือนให้ ฟ้องได้ไหม ? คำถามนี้มี 2 คำตอบ มิตรรักพอจะเดาได้ไหม ว่าตอบอย่างไรบ้าง ? สำหรับคำถามนี้มี 2 คำตอบคือ “ฟ้องได้”และ “ฟ้องไม่ได้” กล่าวคือ ถ้าในสัญญาจ้างไม่ได้ตกลงว่า ผ่านทดลองงานแล้วจะปรับให้ นายจ้างก็มีสิทธิที่จะไม่ปรับให้ แต่ตรงกันข้าม หากในสัญญากำหนดไว้ ว่าผ่านทดลองงานแล้วจะขึ้นให้เป็นจำนวนเท่าใด แต่ไม่ขึ้นให้ แบบนี้ถือว่าโต้แย้งสิทธิแล้วฟ้องศาลได้

นายจ้างไล่ออกไม่จ่ายค่าชดเชย เพราะลูกจ้างฝ่าฝืนคำสั่งไม่ยอมทำ OT ได้ไหม ?

นายจ้างไล่ออกไม่จ่ายค่าชดเชย เพราะลูกจ้างฝ่าฝืนคำสั่งไม่ยอมทำ OT ได้ไหม ?? สัญญาจ้างแรงงานที่ลูกจ้างตกลงทำงานให้นายจ้าง นายจ้างจะบังคับให้ทำงานได้เฉพาะในเวลาทำงานปกติวันละไม่เกิน 8 ชั่วโมงเท่านั้น เกินกว่านั้นคือการทำงานล่วงเวลา นายจ้างจะบังคับลูกจ้างไม่ได้!!! และจะใช้เหตุนี้มาอ้างว่าลูกจ้างฝ่าฝืนฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างในกรณีร้ายแรงไม่ได้ นายจ้างไม่มีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เมื่อนายจ้างบังคับให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาไม่ได้ กฎหมายจึงกำหนดให้ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างด้วยเป็นคราวๆ ไป โดยอาจจะทำเป็นหนังสือ หรือแจ้งผ่านอีเมล์ หรือข้อความ หรือด้วยวาจา หรือด้วยการแสดงกิริยาอาการอย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่คัดค้านคำสั่งของนายจ้าง หรือการที่ลูกจ้างมาทำงานล่วงเวลาก็ถือได้ ว่าเป็นการยินยอมของลูกจ้างแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5888/2530 การที่นายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาหรือในวันหยุดได้จึงต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจของลูกจ้าง เมื่อลูกจ้างไม่สมัครใจมาทำงานเกินเวลาทำงานตามปกติตามคำสั่งของนายจ้างจึงไม่อาจถือได้ว่าลูกจ้างฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง นายจ้างจึงไม่มีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย

นายจ้างโอนตัวให้ไปทำงานบริษัทใหม่ถือเป็นการเลิกจ้างหรือไม่ ? ขอรวมฮิตแบตเมกะแด๊นซ์แล้วกันเพราะช่วงนี้ก็จะมีคำถามเกี่ยวกับการขอโอนตัวลูกจ้างให้ไปทำงานที่อื่นเข้ามาหลายคำถาม เริ่มเลออ นายจ้างย้ายลูกจ้างไปทำงานบริษัทในเครือแต่ให้นับอายุงานใหม่แบบนี้ถือว่าเลิกจ้างหรือไม่?? : คำตอบคือ ถือว่าเลิกจ้างและเป็นการเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่มีความผิดนายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย ที่ตอบแบบนี้เหตุก็เป็นเพราะว่าเมื่อไหร่จ้างอยากจะย้ายลูกจ้างไปทำงานที่อื่นแม้ว่าเป็นบริษัทในเครือแต่ก็เป็นนิติบุคคลต่างกันการที่ลูกจ้างต้องทำสัญญาจ้างใหม่ก็ถือว่านายจ้างเดิมไม่ประสงค์จะจ้างลูกจ้างต่อไปจึงถือว่าเป็นการเลิกจ้าง (อ้างอิงตามคำพิพากษาฎีกาที่ 513 / 2524) แต่ในกรณีกลับกันถ้านายจ้างโอนลูกจ้างไปอีกบริษัท”โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง” และมีการตกลงนับอายุงานกันต่อเนื่องก็ถือเป็นการโอนตัวลูกจ้างไม่ใช่การเลิกจ้าง (ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 3554 / 2525)

ลูกจ้างไม่ได้ค้าแข่งกับนายจ้างแต่ให้ภรรยาเปิดร้านค้าแข่ง แบบนี้ก็เลิกจ้างได้!!

ลูกจ้างไม่ได้ค้าแข่งกับนายจ้างแต่ให้ภรรยาเปิดร้านค้าแข่ง แบบนี้ก็เลิกจ้างได้!! เรื่องนี้เป็นเรื่องจากบริษัทที่เราเป็นที่ปรึกษาอยู่ เรื่องราวมีอยู่ว่าในสัญญาจ้างระหว่างบริษัทกับพนักงานก็จะห้ามพนักงานประกอบกิจการค้าแข่งกับนายจ้างพูดง่ายๆ ก็คือห้ามประกอบกิจการประเภทเดียวกันตลอดระยะเวลาที่เป็นพนักงาน รวมถึงเมื่อพ้นสภาพพนักงานไปแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน แต่ในขณะทำงาน พนักงานคนดังกล่าวก็ไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญา ไม่ได้เปิดร้านขายของแข่งกับนายจ้าง แต่ให้ภรรยาเป็นคนเปิดร้านขายของซึ่งมีสินค้าชนิดประเภทเดียวกับนายจ้าง แถมยังมี LINE จากลูกค้าเป็นหลักฐานด้วยว่าตัวลูกจ้างแนะนำให้ไปซื้อสินค้าจากบริษัทภรรยาของตน เมื่อเกิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาบริษัทเรียกสอบถามลูกจ้างกลับบอกว่าภรรยาของตนไม่ใช่ลูกจ้าง มีสิทธิ์โดยเสรีที่จะค้าขายอะไรก็ได้ และตนก็ไม่ได้ทำผิดสัญญาว่าจ้าง บริษัทเลิกจ้างไม่ได้หาก จะเลิกจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชย ….คุยด้วยแล้วก็ได้แต่พูดว่า แหม่ ในใจ ใครสงสัยว่าหัวหมอเป็นยังไงให้มาดูเคสนี้นะคะ ในกรณีนี้มีฎีกาใกล้เคียงเคยพิพากษาฎีกาที่ 13815 / 2555 ว่าลูกจ้างชักชวนและสนับสนุนให้พนักงานขายใต้บังคับบัญชาขายสินค้าของภรรยาตนซึ่งเป็นสินค้าชนิดเดียวกันกับนายจ้างให้แก่ลูกค้าของนายจ้างพฤติการณ์แบบนี้เป็นพฤติการณ์อันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตแล้วยังถือได้ว่าลูกจ้างมีเจตนาประพฤติชั่วคิดคตไม่ซื่อตรงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของนายจ้างอีกด้วยนายจ้างจึงไม่ต้องจ่ายค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ารวมถึงค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง สำหรับใครที่กังวลเรื่องแบบนี้อยู่ให้อ่านฎีกาข้างต้นดีดีนะคะแล้วลองกลับไปพิจารณาสัญญาหรือข้อบังคับของตนและเขียนให้ครอบคลุมด้วยส่วนใครถ้าเขียนไม่ได้จ้างได้นะ ทนายยังว่าง

เงินค่าน้ำมันและค่าโทรศัพท์ถือเป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณในฐานค่าชดเชยหรือไม่ ?

เงินค่าน้ำมันและค่าโทรศัพท์ถือเป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณในฐานค่าชดเชยหรือไม่? หลายบริษัทก็จะแยก เงินเดือนออกเป็น ค่าจ้าง ค่าน้ำมัน ค่าตำแหน่ง ค่าโทรศัพท์ จึงมีประเด็นคำถามเกิดขึ้นว่า แล้วเวลาที่ถูกเลิกจ้าง ค่าชดเชยจะคำนวณจากเงินฐานไหนกันแน่ รวมเงินค่าน้ำมันลดค่าโทรศัพท์หรือไม่? ก่อนที่จะตอบคำถามก็ต้องอธิบายว่า ค่าชดเชยจะนำค่าจ้างในอัตราสุดท้ายมาคำนวณ ตามอายุงาน รายละเอียดไปดูในมาตรา 118 พรบ.แรงงาน โดยค่าจ้างก็คือเงินที่นายจ้าง “ตกลงจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน” แต่หากจ่ายเพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่น จ่ายเป็นขวัญและกำลังใจเพื่อจูงใจให้ลูกจ้างปฎิบัติงานตรงเวลา ทุ่มเท ขยัน แบบนี้ไม่ถือว่าเป็นค่าจ้างหรือเงินอื่นๆเช่น ค่าผ่านทางด่วน ค่าที่จอดรถ ที่ให้เป็นครั้งคราวไปแบบนี้ ไม่ถือว่าจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน ไม่เป็นค่าจ้าง แต่หากในกรณีที่นายจ้างจ่ายเงินจำนวนหนึ่ง โดยวิธีเหมาจ่ายให้กับลูกจ้างเป็นประจำเท่ากันทุกเดือน เช่น นายจ้างรายนึงจ่ายค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ให้กับลูกจ้างโดยวิธีเหมาจ่ายเป็นรายเดือนเดือนละ 10,000 บาท เท่ากันทุกเดือนโดยไม่ได้คำนึงว่าลูกจ้างจะจ่ายค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์หรือไม่ หรือได้จ่ายไปจำนวนมากน้อยแค่ไหน ประกอบกับลูกจ้างก็ไม่ต้องนำใบเสร็จค่าน้ำมันรถหรือใบเสร็จค่าโทรศัพท์มาเป็นหลักฐานในการเบิกด้วยเงินดังกล่าวจึงเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานถือเป็นค่าจ้าง อ้างอิงคำพิพากษาฎีกาที่ 7402-7403 / 2554

เลิกจ้างเพราะลูกจ้างพูดไม่เพราะ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม!!

เลิกจ้างเพราะลูกจ้างพูดไม่เพราะ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม!! ใครที่ชอบเห็นทนายฝ้ายใสๆ ไม่วีนให้ข้ามโพสต์นี้ไปเลย.. เตือนไว้ก่อนไม่อยากให้เห็นเราในมุมที่เราไม่น่ารัก… เรื่องของเรื่องคือ อ่าน inbox นายจ้างเจ้านี้ แล้วก็ปวดหัว ไทลินอลสองเม็ดยังเอาไม่อยู่ กับประเด็นที่ปรึกษาว่าลูกจ้างใช้ถ้อยคำในอีเมลดูไม่ให้เกียรติไม่เหมาะสมกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชาเลิกจ้างได้ไหม เลิกจ้างแล้วต้องจ่ายค่าชดเชยหรือเปล่า?? ก็ว่าจะไม่ตอบแล้วนะ แต่พอส่งรูปอีเมล มาให้ดู ลูกจ้างส่งเมล์มาหานายจ้าง ว่ายัง เลยขอมาโพสให้ความเข้าใจ โดยทั่วกัน เผื่อใครเจอกรณีเดียวกันแบบนี้ ลูกจ้างอีเมลมาว่า “ หนูคิดว่าถ้ากำหนดแนวทางการทำงานแบบนี้ ก็จะทำให้การทำงานยิ่งล่าช้าไม่ตอบโจทย์กับนโยบายบริษัท และไม่ตอบโจทย์ลูกค้าผู้ใช้งาน .. หนูคิดว่าบริษัทเราควรปรับปรุงในเรื่องดังนี้ …” ข้อความข้างบนเป็นข้อความโดยยอดที่นายจ้างแคปมาให้ดู แล้วบอกว่าลูกจ้างพิมพ์เมล์มาบอกแบบนี้พร้อมกับ cc คนอื่นดูเหมือนเป็นการดูถูกผู้บังคับบัญชากระด้างกระเดื่อง อยากเลิกจ้างแต่ไม่แน่ใจว่าต้องจ่ายค่าชดเชยไหม เธอ…เธอสงบสติอารมณ์แล้วฟังฉันนะ นี่มันหมดยุคทาสแล้ว ธาตุเดียวที่เหลือคือยาธาตุแก้ท้องอืดท้องเฟ้อเท่านั้น การที่ลูกจ้างแสดงความเห็นต่อผู้บังคับบัญชาแม้จะใช้ค่อยคำที่เป็นภาษาพูดไม่ใช่ภาษาเขียนอย่างที่ควรจะเป็นแต่ก็เป็นการเสนอแนะให้นายจ้างปรับปรุงการทำงานโดยมาจากมุมมองความคิดของลูกจ้างในตำแหน่งดังกล่าวมันไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เกิดความเสียหายกับบริษัทที่จะเป็นเหตุเลิกจ้างได้อ่ะ นอกจากความเห็นของแล้วฉันก็ไปพลิกแผ่นดินหาฎีกามาให้เธอ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงในทำนองเดียวกันกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะลูกจ้างทำรายงานโดยใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมโดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3820 / 2528 ได้พิพากษาไว้ว่าการที่ลูกจ้างใช้ภาษาพูดธรรมดาที่ชาวบ้านใช้ในการที่แนะนำให้ในจ้างปรับปรุงวิธีการทำงานการกระทำดังกล่าวไม่เป็นการกระทำผิดต่อข้อบังคับการทำงานนายจ้างอันจะพึงลงโทษทางวินัยและในจ้างก็ไม่รับความเสียหายจากการกระทำของลูกจ้างโดยตรงที่อาจเกิดมีขึ้นหากจะมีก็มีแต่เพียงความไม่สบายใจของผู้ร่วมปฏิบัติงานหรือผู้บังคับบัญชาเท่านั้น หากนายจ้างออกสาเหตุนี้มาเลิกจ้างจึงถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เฮ้อออ เหนื่อย

การเยียวยาเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลจะสั่งให้รับกลับเข้าทำงานอาจให้นับอายุงานเดิมต่อได้

การเยียวยาเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลจะสั่งให้รับกลับเข้าทำงานอาจให้นับอายุงานเดิมต่อได้ ถ้าเป็นลูกเพจกันจริงต้องเคยอ่านเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมกันมาบ้างแล้วล่ะ (มั้ง) ทวนอีกที!!! ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมนี้ไม่ใช่ค่าเสียหายที่กฎหมายกำหนดไว้ตามอายุการทำงานเหมือนค่าชดเชย แต่เป็นดุลพินิจของศาลที่จะดูว่าการเลิกจ้างนั้นไม่เป็นธรรมหรือไม่ และลูกจ้างได้รับความเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมอย่างไร หากศาลแรงงานเห็นว่านายจ้างเลิกจ้างไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลอาจสั่งนายจ้าง 1) รับกลับเข้าทำงานตำแหน่งหน้าที่เดิมหรือไม่ต่ำกว่าเดิม และ เงินเดือนเท่าเดิม 2) ใช้ค่าเสียหายเลิกจ้างไม่เป็นธรรม แต่กรณีให้รับกลับเข้าทำงาน อาจให้นับอายุงานเดิมต่อได้แต่จะให้นับอายุงานในระหว่างถูกเลิกจ้างจนรับกลับเข้าทำงานด้วยไม่ได้!!! ฎีกา 6719/2558 ศาลแรงงานมีคำสั่งให้รับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน แม้มิได้กำหนดให้นับอายุงานต่อเนื่องไว้ แต่ตามผลรูปคดีย่อมแสดงว่าเป็นการสั่งให้รับกลับเข้าทำงานต่อไปในฐานะเดิมก่อนการเลิกจ้าง แต่จะนับระยะเวลาตั้งแต่วันเลิกจ้างถึงวันที่รับลูกจ้างกลับเข้าทำงานรวมเข้าเป็นอายุงานด้วยไม่ได้ เพราะระหว่างนั้นลูกจ้างไม่ได้ทำงานให้นายจ้าง คงนับอายุงานใหม่ต่อกับอายุงานเดิมที่คำนวณถึงวันก่อนวันเลิกจ้างได้เท่านั้น